หนิงเฟิ่งจูงมือเ้าหนูน้อยออกจากบ้าน บนหลังมีตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ ใส่กระต่ายและไก่ตัวใหญ่อย่างละตัว ส่วนเ้าหนูน้อยรับหน้าที่แบกกระบอกน้ำอันเล็กของตัวเองเท่านั้น
สองแม่ลูกเดินไปตามทางดินไปเรื่อยๆ เ้าหนูโก่วเซิ่งใช้ความพยายามอย่างมากในการก้าวขาผอมแห้งให้ตามแม่ได้ทัน เด็กน้อยเม้มปากแน่นเดินรัวเท้าไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เหงื่อออกเต็มใบหน้า หนิงเฟิ่งที่เพิ่งรู้ตัวชะลอฝีเท้าลงทันที
“ทำไมไม่บอก” หนิงเฟิ่งถามเ้าหนูน้อยเสียงนิ่ง
“หืม อะไร?”
“เดินไม่ทันก็บอกแม่สิ”
เ้าหนูยิ้มเขิน “ข้ากลัวท่านคิดว่าข้าเป็ภาระนี่น่า อ้า!” เสียงเล็กหวีดขึ้น เมื่อหนิงเฟิ่งอุ้มหนูน้อยขึ้น เ้าหนูเตะขาไปมาอยู่กลางอากาศ ร้องเสียงดัง “ปล่อยข้าลง! ปล่อยข้าลง!”
หนิงเฟิ่งไม่ได้ปล่อยลูกชายลง เธอเดินต่อไปท่ามกลางการโวยวายของเ้าหนูน้อย “เพ้อเจ้อ แม่เคยบอกว่าเ้าเป็ภาระหรือ?”
“ท่านเคยบอกว่าข้าเป็ตัวอัปมงคล” หนูน้อยกล่าวเสียงเบา หลบสายตามารดาที่มองมา
หนิงเฟิ่งชะงัก “ต่อไปไม่ด่าแล้ว...”
“จริงนะ!”
“อื้อ! อย่าดุกดิก แม่อุ้มไม่ถนัด”
“ท่านปล่อยข้าลงซี้! ข้าเดินเองก็ได้” เ้าหนูน้อยกล่าวไปยิ้มไป
“อุ้มนี่แหละ คอยดูไก่ข้างหลังให้แม่ด้วย” ว่าพลางกระชับตัวลูกชายให้อุ้มถนัดมากขึ้น เ้าหนูน้อยรับคำอย่างเคร่งครัด แอบเอาศีรษะไปซบกับศีรษะมารดาแล้วยิ้มกว้างออกมา
แม่เขาดีจริงๆ
พอใกล้ถึงตัวอำเภอหนิงเฟิ่งก็ปล่อยเ้าหนูโก่วเซิ่งให้ลงเดิน เธอเปลี่ยนมาจูงมือลูกชายเดินต่อแถวเพื่อรอเข้าเมือง
ฝูงชนยืนออต่อแถวอยู่หน้าประตูเมือง เ้าหน้าที่เรียกตรวจหลักฐานแสดงตัวจากชาวบ้านทำให้แถวขยับไปทีละนิดๆ หนิงเฟิ่งจับมือบุตรชายไว้แน่น ด้วยกลัวเขาจะพลัดหลงไปกับกลุ่มคนที่เบียดกันไปมา
“ห้ามปล่อยมือแม่นะ”
“อื้อ ไม่ปล่อยหรอก”
กว่าจะผ่านเข้าประตูเมืองมาได้ แสงแดดจากดวงอาทิตย์ก็ส่งผ่านความร้อนแทรกซึมเนื้อผ้าเข้าไปสู่ผิวกาย จนสองแม่ลูกเหงื่อซึมไปทั่วร่าง
หนิงเฟิ่งถอดงอบบนหัวสวมให้แก่เ้าหนูน้อย จูงแขนเล็กเหมือนตะเกียบเดินไปทางตลาด หนิงโก่วเซิ่งมองหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาเพิ่งมาอำเภอเป็ครั้งแรก เห็นความรุ่งเรืองที่ต่างจากหมู่บ้านของตนแล้วก็อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้
ร้านรวงตั้งเรียงกันยาวไปจนสุดสายตา แม่ค้าพ่อค้าเอ่ยะโเรียกลูกค้าเสียงตีกันจนฟังไม่รู้เื่ ผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมามองแล้วชวนให้ลายตาอยู่บ้าง เ้าหนูน้อยแอบเห็นบางคนส่งสายตาเหยียดหยามมาให้เขาและแม่ จากใบหน้าร่าเริงเมื่อครู่ก็ชะงัก ความรู้สึกไม่ดีภายในใจทำให้เขาก้มหน้าไม่กล้ามองซี้ซั่วอีก
พอหนิงเฟิ่งเห็นปฏิกิริยาของเ้าหนู เธอก็อุ้มลูกชายขึ้นมาเป็การปลอบประโลม ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังนังคนที่แอบเบะปากให้ลูกเธอเมื่อครู่ด้วยสายตาน่ากลัว “มีปัญหาอะไร?”
“มะ ไม่มี” หญิงนางนั้นหลบสายตา รีบเดินหนีไปด้วยใจสั่นระรัว สายตาเมื่อครู่ราวกับจะฆ่านางให้ตาย ขนาดเดินออกมาไกลแล้วยังรู้สึกว่าแผ่นหลังมีดวงตาตามติดมาอยู่เลย
นะ นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
พอหันกลับไปก็ไม่เห็นสองแม่ลูกที่ใส่เสื้อผ้าซอมซ่อนั้นแล้ว หญิงนางนี้เหยียดริมฝีปากด้วยความโกรธเคือง “เฮอะ พวกสกปรก!”
หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจคนที่เก่งแต่กับเด็กเล็กเช่นนั้นอีก เธอเดินอุ้มเ้าหนูไปเรื่อยๆ จนถึงเหลาอาหาร แจ้งกับเสี่ยวเอ้อร์*ว่า้ามาขายสัตว์ป่า ไม่นานหลงจู๊*ร่างเล็กก็เดินกระฉับกระเฉงออกมา
(*เสี่ยวเอ้อร์ = คำเรียกบริกรในยุคโบราณ, หลงจู๊ = ผู้จัดการร้าน)
“เ้ามีอันใดมาขาย”
“ไก่และกระต่ายป่า ท่าน้าหรือไม่”
“ข้าขอดูหน่อย”
หนิงเฟิ่งพยักหน้า นำตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลังวางลง ก่อนจะเปิดผ้าคลุมสีหม่นออก ไก่และกระต่ายถูกมัดขาไว้ พวกมันผงกคอขึ้นแสดงให้หลงจู๊เห็นว่ายังไม่ตาย
“ยังเป็ๆ อยู่เลย” หลงจู๊ร้องทัก ชายชรายิ้มออกมาอย่างดีใจ สัตว์ 2 ตัวนี้ค่อนข้างใหญ่น่าจะได้เนื้อหลายชั่ง* “400 อีแปะ ขายหรือไม่”
(*ชั่ง = ครึ่งกิโล หรือ 500 กรัม)
หนิงเฟิ่งพยักหน้าไม่ได้ต่อรองอันใด
หากตามความทรงจำของร่างนี้พวกเนื้อสัตว์จะขายชั่งละ 20-30 อีแปะ ไก่ป่าและกระต่ายป่าน้ำหนักรวมประมาณ 12 ชั่ง นับว่าเขาให้ราคาเกินราคาตลาดไปเสียอีก
400 อีแปะก็ไม่เลว...
เ้าหนูน้อยได้ฟังจำนวนเงินก็ตาโต 400 อีแปะ ไม่รู้เหมือนกันว่ามากมายเพียงใด แต่เขาเคยไปเกี่ยวหญ้ารับจ้างป้าโจวทั้งวันได้ 5 อีแปะเอง
หนิงเฟิ่งรับเงินมาแล้วก็กล่าวลาหลงจู๊ผู้เฒ่า พาเ้าหนูไปเดินเลือกหาซื้อของที่จำเป็ในตลาด
“แม่ เท่านี้พอจ่ายค่าเช่าแล้วรึยัง?”
“ยัง ค่าเช่าบ้านของเราประมาณ 3 ตำลึง”
“งั้นวันนี้เราก็ไม่เหลือเงินกินข้าวน่ะสิ” เ้าหนูน้อยขมวดคิ้วด้วยความเคร่งเครียด
“วันนี้เอาเงินไปซื้อข้าวก่อน พรุ่งนี้แม่จะเข้าไปล่าสัตว์ใหญ่มาขาย”
“ข้าไปด้วยนะ!” ไม่ว่าแม่เขาจะไปไหน เขาก็จะไปด้วย
ล่าสัตว์ใหญ่ต้องเข้าไปในป่าลึก บางทีอาจจะต้องเฝ้าดูทั้งวันทั้งคืน เดิมหนิงเฟิ่งคิดจะให้เ้าหนูน้อยอยู่เฝ้าบ้าน แต่เห็นใบหน้าคาดหวังของเขาอย่างนี้ก็ปฏิเสธไม่ลง “เ้าไป แล้วใครจะให้ข้าวไก่ล่ะ?”
“ก็ให้อาหารไว้เผื่อเยอะๆ ไง”
“ไม่กลัวเ้าอ้วนอันธพาลมาขโมยไก่แล้ว?”
หนูน้อยส่ายหน้า “แม่เก่ง เดี๋ยวก็ไปเอาคืนมาได้”
“หึ” หนิงเฟิ่งยิ้มมุมปาก ดูเ้าหนูน้อยจะเชื่อใจเธอเหลือเกิน
หนิงเฟิ่งจูงมือบุตรชายผ่านร้านรองเท้าผ้า ร้านเล็กๆ ที่นำรองเท้ามาวางเรียงบนแผงขาย ดูขนาดแล้วเ้าหนูน้อยน่าจะใส่ได้ ไม่รอช้าเธอเดินเข้าไปเลือกดูอยู่หน้าแผงทันที
“แม่นาง รองเท้าของข้ากันลมดีมาก พื้นก็นุ่ม ท่านสนใจหรือไม่” ชายคนขายกล่าวกับหนิงเฟิ่งอย่างเป็กันเอง
“ข้าอยากได้รองเท้าให้เขา ท่านดูให้หน่อย” ว่าพลางชี้ไปยังเ้าหนูน้อย
หนิงโก่วเซิ่งเบิกตาโตเหมือนนกฮูก ถามกลับมารดา “ท่านจะซื้อให้ข้าหรือ?”
“อือ ไม่งั้นแม่จะซื้อให้ใครล่ะ?” ดูรองเท้าเ้าหนูน้อยสิ ขาดเป็รูจนเห็นนิ้วเล็กๆ นั้น พื้นด้านล่างสึกหรอไม่ต่างอะไรกับการเดินเท้าเปล่า หากปล่อยให้เ้าหนูน้อยเดินเข้าเมืองตามความ้าของเขาละก็ฝ่าเท้าเล็กๆ คงระบมไปหมดแล้ว
พ่อค้าเอารองเท้าขนาดเท่ากับเท้าเ้าหนูมาวางเทียบ ชายผู้นั้นเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “ร้านของข้าเป็ร้านเล็กๆ ไม่มีรองเท้าไว้ให้ลอง แต่รองเท้าคู่นี้ข้าดูแล้วน่าจะพอดีกับเท้าของหนูน้อย”
“ไม่เป็ไร ข้าเอาคู่นี้แหละ เท่าไหร่?”
“10 อีแปะขอรับ”
หนิงเฟิ่งจ่ายเงินตามที่พ่อค้ากล่าวมา ได้รองเท้ามาเธอก็ก้มถอดรองสภาพยับเยินออกจากเท้าของเ้าหนู แล้วสวมคู่ใหม่ให้เดี๋ยวนั้น
แม่ใส่รองเท้าใหม่ให้เ้าหนูก็แสดงอาการดี๊ด๊าด้วยความดีใจ รองเท้าใหม่นุ่มมาก แม่เขาก็ใจดีมาก วันนี้เขาหนิงโก่วเซิ่งมีความสุขที่สุด!
“ข้าฝากท่านทิ้งรองเท้าคู่นี้ให้หน่อยได้หรือไม่” หนิงเฟิ่งกล่าวกับคนขายรองเท้า
“ได้ๆ ข้าจะนำไปทิ้งให้”
เงิน 400 อีแปะถูกใช้ไปกับการซื้อแป้ง ข้าวสาร เครื่องปรุงอย่างละนิดละหน่อย หนิงเฟิ่งตัดสินใจซื้อชุดสำเร็จรูปให้เ้าหนูน้อยหนึ่งชุด
เสื้อผ้าอาภรของเ้าหนูน้อยแทบจะได้มาจากการบริจาคของป้าโจวทั้งสิ้น กางเกงสีซีดของเขาสั้นเขินจนมองเห็นข้อเท้า เสื้อก็ดูตัวเล็กไม่พอดีตัว ผ้าซักแล้วซักอีกเนื้อบางขนาดที่ลมพัดเบาๆ ก็หนาวเหน็บไปถึงทรวง
จะบอกว่าที่หนูน้อยอยู่มาได้จนอายุ 5 ขวบ เป็การเติบโตตามยถากรรมก็ไม่ผิดนัก
“แม่ ท่านไม่ซื้อให้ตัวเองด้วยล่ะ” หนิงโก่วเซิ่งเห็นมารดาซื้อเสื้อผ้าให้ตนคนเดียว ก็อดที่จะถามกลับไม่ได้ นี่แม่รักเขาเกินไปหรือเปล่านะ?
“เสื้อผ้าแม่มีเยอะอยู่ ไม่ต้องซื้อใหม่หรอก”
“อือ” เ้าหนูพยักหน้า เมื่อก่อนเวลาแม่ได้เงินมา ล้วนเอาแต่มาซื้อเครื่องแต่งองค์ทรงเครื่องให้ตัวเองทั้งนั้น
“หิวหรือไม่ แม่จะซื้อซาลาเปาเนื้อให้กิน”
“หิวๆ” หนูน้อยพยักหน้ายิกๆ แค่คำว่าเนื้อก็ทำให้อาหารทุกอย่างดูน่ากินเพิ่มมา 5 ส่วนแล้ว เกิดมา 5 ปี เขายังไม่เคยกินซาลาเปาเนื้อเลย
หนิงเฟิ่งจูงมือเ้าหนูน้อยไปยังร้านซาลาเปา กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารทำให้เ้าหนูโก่วเซิ่งน้ำลายเกือบจะไหลออกมาจากมุมปาก
หนิงเฟิ่งใช้เงินก้อนสุดท้ายซื้อซาลาเปาเนื้อให้ลูกชายและตัวเองคนละ 2 ลูก ได้มาแล้วก็จูงมือเ้าหนูน้อยไปหาหลบมุมนั่งกินอยู่ใต้ต้นไม้
มีแม่อยู่ เขาไม่กลัวว่าใครจะมาแย่งอาหารของเขา เ้าหนูโก่วเซิ่งนั่งแกว่งเท้ากินซาลาเปาลูกโตอย่างเอร็ดอร่อย “แม่ ซาลาเปานี่อร่อยจัง”
“อือ อร่อยก็กินเยอะๆ” หนิงเฟิ่งบอกบุตรชายด้วยความเอ็นดู
“ท่านก็กินด้วยสิ” แม่เอาแต่มองเขา ไม่กินข้าวสักที หนิงโก่วเซิ่งจึงเอ่ยเร่งเร้า
สองแม่ลูกนั่งกินซาลาเปาจนอิ่มแปล้ เ้าหนูน้อยนั่งตีพุงตัวเองด้วยความภูมิใจ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้กินอิ่มจนพุงกางเลยนะ
ท้องแฟบๆ ของเขา เพิ่งมีครั้งนี้นี่แหละที่กลมป่องออกมา
รู้สึกดีจังเลย…