หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 นายหญิงน้อย

            แสงแดด และสายลม

            บรรยากาศที่ราวกับภาพวาด

            เฉินโย่วไม่ชอบให้ใครมาขวางทางนาง หากนางไปไม่ทันข้าวกลางวันจะทำอย่างไร นางคงจะโดนท่านน้าหลัวตีตายเป็นแน่

            ยามโดนตีเฉินโย่วไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ทว่าขอเพียงน้าหลัวของนางไม่มีความสุข เพียงแค่กะพริบตา น้ำตาของนางก็ไหลรินเป็นกะละมังเสียแล้ว รู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นได้ทำบาปมหันต์มาก็ไม่ปาน

            ดังนั้นเฉินโย่วน้อยผู้ไม่เกรงฟ้ากลัวดินนั้น สิ่งเดียวที่เห็นจะหวาดกลัวคงจะเป็นแม่นางหลัว

            “แม่หนูน้อย เจ้ากลับไปกับพวกข้าเถิด รับรองว่าเจ้าจะได้กินดื่มอย่างจัดจ้านมีรสชาติแน่นอน” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวขึ้น

            เฉินโย่วน้อยขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่ชอบกินเผ็ด”

            “พี่ใหญ่ จะมัวเจรจากับเจ้าเด็กนี่ทำไม ปล้นนางเสียก็สิ้นเรื่อง” ชายฉกรรจ์คนด้านข้างกล่าวขึ้นอย่างเหลือทน นัยน์ตาทั้งสองของชายหนุ่มเป็นประกาย แม่หนูน้อยนี่หน้าตางดงามเสียจริง พวกเขาพี่น้องนั้นดูจากภายนอกก็เหมือนคนทำการค้าทั่วไป 

            ความจริงแล้วพวกเขานั้นเจาะจงตามหาเฉพาะเด็กๆ ที่มีลักษณะดีหน้าตาหมดจด ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นชายหรือหญิง พวกเขาก็ล้วนจับไปขายให้กับหอนางโลมได้หมด ซ้ำยังทำเงินดีนัก ดีเสียยิ่งกว่าเดินทางแสนไกลไปทำการค้าที่แคว้นจิงเสียอีก

            แคว้นเชินนั้นให้ความสำคัญกับการศึกษา ตั้งแต่ราชวงศ์จนถึงสามัญชนก็ล้วนเป็นเช่นนี้

            สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นเชินนั้นก็ย่อมเป็นสำนักเชิน ส่วนรองลงมานั้นก็เป็นหออู๋เปียน

            ชื่อของหออู๋เปียนนั้นมีความหมายว่าสายลมและจันทรา ที่นั่นคือหอนางโลมแห่งหนึ่ง

            แม่นางในหอนั้นทั้งดีดพิณ เดินหมาก เขียนอักษร และวาดภาพล้วนโดดเด่นเหนือใคร ด้วยเพราะเริ่มเรียนกันตั้งแต่ยังเล็ก ฝีมือยามเติบโตมาจึงไม่ด้อยกว่าเหล่าคุณหนูแม้แต่น้อย

            แม่นางจากหออู๋เปียนนั้นอย่าว่าแต่ได้ร่วมหลับนอน เพียงอยากพบหน้าก็ยังต้องเสียเงินหลายตำลึง

            การค้าที่คนกลุ่มนี้ทำก็เป็นเช่นนี้ นั่นคือคอยหาเด็กสาวให้กับหออู๋เปียน

            นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงพอๆ กับหออู๋เปียน นั่นคือศาลาตงเฟิง ด้านในนั้นล้วนมีแต่หนุ่มน้อย ทว่าค่าใช้จ่ายในหอนี้นั้นก็แพงยิ่งกว่าหออู๋เปียนเสียอีก เพราะมีข่าวลือว่าเด็กหนุ่มจากศาลาตงเฟิงนั้นลอบปลอมแปลงเป็นคนอื่นไปเข้าร่วมการสอบ ซ้ำยังสอบได้ที่หนึ่ง จนเหล่าบัณฑิตนั้นพากันอาฆาต

            พวกเขาเดิมทีก็เห็นว่าเจ้าเด็กหนุ่มคนขายชานั้นดูแล้วไม่เลว คำพูดคำจาก็ล้วนเหมาะสมและฉลาดเฉลียว หน้าตารูปร่างก็คมสัน เหล่าคุณชายรวยๆ ชื่นชอบเด็กลักษณะเช่นนี้นัก ทว่าตรงแผงชานั้นสะดุดตาเกินไป จึงลงมือได้ยากยิ่ง

            เด็กหนุ่มนั้นก็นับว่ารูปงามมากแล้ว กลับคาดไม่ถึงว่ายังมีน้องสาวอีกคน พวกเขาก็นับว่าทำงานเช่นนี้มานานแล้ว ประสบการณ์ก็นับว่าโชกโชน จึงกล้าพูดได้ว่าแม่หนูน้อยนี่นับว่าเป็นยอดสตรี

            ตรงนี้ก็ไม่ไกลจากจุดรับเงินนัก จึงคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงสักหน่อย

            และด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ของเจ้าหนูน้อย อย่างไรพวกเขาก็ต้องได้เงินก้อนใหญ่อย่างแน่นอน

            เหล่าคนที่ปลอมเป็นพ่อค้านั้นจึงเร่งนำเชือก และกระสอบออกมา จากนั้นก็ลงมือร่วมกันอย่างชำนิชำนาญ

            เฉินโย่วน้อยเมื่อโดนล้อมไว้ทุกด้านก็ปวดเศียรเวียนเกล้า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพี่ชายย่อมต้องไม่ไว้ใจนางยิ่งกว่าเดิม ฉะนั้นหากนางคิดจะแอบหนีไปไหนย่อมจะต้องยากขึ้นเป็นแน่

            “ระวังหน่อย อย่าให้ใบหน้านางเป็นอะไร เดี๋ยวจะเสียราคาเอาได้”

            ชายร่างใหญ่ที่ถือเชือกพยักหน้าตอบ พร้อมทั้งแกว่งเชือกในมือไปมา “ฝีมือข้า พี่ใหญ่นั้นวางใจได้เลยว่าไม่เคยพลาด”

            ขณะที่กำลังพูด เชือกที่เขากำลังควงอยู่พลันนิ่งไม่ขยับ ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมเชือกในมือก็เห็นว่า มีนกอินทรียักษ์กำลังพุ่งลงมา ในปากคาบเชือกในมือเขาไว้ แล้วบินขึ้นไปพร้อมกับลากร่างของชายหนุ่มไปด้วย

            เพียงชั่วพริบตา ชายคนที่ถือบ่วงนั้นก็ถูกทิ้งลงมาจากกลางอากาศ ตกลงกระแทกกับพื้นหญ้า หญ้าในฤดูร้อนนั้นทั้งอ่อนนุ่ม ปกคลุมไปทั้งพื้นดิน ทว่าชายคนเมื่อครู่กลับค่อยๆ มีเลือดไหลออกมาเป็นวงอยู่ดี

            ต่อมาเจ้าม้าที่อยู่ใกล้เด็กหญิงที่สุดก็พลันร้องเสียงแหลม จากนั้นก็ทำท่าราวกับกำลังคลั่งดิ้นไปมาจนคนบนหลังนั้นพลันตกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อตกลงสู่พื้นดินก็ถูกเจ้าม้าสีนิลเตะกระเด็นไปกองรวมอยู่กับชายที่เพิ่งจะถูกเจ้าอินทรีจัดการ

            เหตุการณ์ที่พลิกผันเมื่อครู่ ทำให้คนที่เหลือพลันตื่นตระหนก

            แค่ม้าหนึ่งตัว อินทรีหนึ่งตัว ถึงกับทำให้พรรคพวกของพวกเขาตายแล้วสองคน

            คนที่เหลือเห็นเช่นนั้นจึงพากันถอยหลัง

            “ทุกคนระวังตัว เจ้าเด็กนี่ดูพิกลๆ”

            เฉินโย่วน้อยที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็พลันขมวดคิ้ว “เจ้าน่ะสิพิกล พวกเจ้าทุกคนล้วนพิกลพิการ ท่านน้าของข้ามีแต่บอกว่าข้าหน้าตาดีเหนือใคร”

            “ไม่ได้พูดว่าเจ้าหน้าตาไม่ดีสักหน่อย...” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวขึ้น ทันใดก็ได้ยินคนข้างๆ บอกให้ระวัง ทว่าก็ไม่ทันการณ์แล้ว เหนือศีรษะเขาพลันมีเงาพาดผ่านจนมืดครึ้ม เจ้านกอินทรีหน้าคนตัวนั้นกลับมาอีกครั้งแล้ว เจ้านกพลันขยุ้มหลังของชายหนุ่ม จากนั้นก็กระพือปีกบินขึ้นสูง แล้วปล่อยชายหนุ่มในกรงเล็บตนให้ร่วงหล่นลงพื้นเบื้องล่าง

            “อ๊ากกก...”

            จุดที่ชายหนุ่มโดนปล่อยลงมานั้นช่างแม่นยำนัก เพียงครู่เดียวก็มีร่างชายหนุ่มนอนเรียงกันถึงสามร่าง

            ยังเหลืออีกห้าคน พวกเขาต่างคอยระวังให้กัน เมื่อมองตากันจนรู้นัยที่จะสื่อ ก็พากันพุ่งเข้าโจมตีเด็กหญิงตัวน้อย

            ทันใดก็ได้ยินเสียงตวาดดัง “ใครกล้าแตะต้องน้องสาวข้า”

            เห็นเพียงร่างเด็กชายอ้วนดำคนหนึ่งในมือกำลังแกว่งโซ่อยู่ โซ่นั้นตรงปลายยังมีลูกเหล็กกลมเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอยู่ด้วย

            เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งห้าเมื่อเห็นท่าทางดุร้ายของเด็กหนุ่มตัวอ้วนดำ ก็พลันหนีเตลิดไปคนละทิศคนละทาง

            ในใจของชายหนุ่มพลันรู้สึกไม่เป็นธรรม เพราะเขานั้นยังไม่ทันได้ลงมือเลยแท้ๆ

            ลูกเหล็กนั่นกลมโตราวกับดวงตาที่กำลังเบิกโพลงก็ไม่ปาน เพียงครู่เดียวก็ฟาดเหล่าชายหนุ่มจนตกจากหลังม้าไปทีละคน

            เฉินโย่วน้อยที่นั่งอยู่บนหลังม้า เห็นรอยยิ้มบนหน้าดำคล้ำของเด็กหนุ่มยามที่ฟาดเจ้าคนเหล่านี้ลงมาจากหลังม้า จากนั้นก็เก็บร่างคนเหล่านั้นไปกองรวมกัน แล้วจึงส่งรอยยิ้มที่เห็นเพียงฟันขาวๆ นั้นมาทางนาง

            เฉินโย่วน้อยเห็นเช่นนั้นก็จนปัญญา

            “พี่อู่ ท่านมาได้อย่างไร”

            “อาสวินบอกว่าเจ้าหนีลงมาจากภูเขาอีกแล้ว จึงให้ข้ามาตามหาเจ้า” เด็กหนุ่มตัวอ้วนพูดพร้อมเหงื่อพราวเต็มใบหน้า

            “ข้าแอบหนีมาเสียที่ไหนกัน ข้าเพียงตามพี่ชายลงมาเท่านั้น” เฉินโย่วแก้ต่างให้ตัวเอง

            ในใจนางคิดว่าพี่สวินนี่ยังกับตัวมารร้าย ราวกับศีรษะมีตาหลังงอกขึ้นมา ทว่าเขาก็ช่างร่างกายอ่อนแอนัก หากนางคิดจะเอาคืนก็ย่อมต้องกลายเป็นคนบาปทันที

            “เอาเถอะ เจ้าก็รีบกลับหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจับเจ้าพวกนี้มันรวมกันแล้วไปส่งที่ด่านเก็บค่าผ่านทาง” เสี่ยวอู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสั่งเฉินโย่ว

            เสี่ยวอู่โดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็จับเหล่าชายที่อยู่บนพื้นมัดเข้าด้วยกัน แล้วจึงค่อยลากจากไป

            ส่วนเจ้าพวกม้าของเหล่าชายฉกรรจ์ก็ถูกจับมัดเข้าด้วยเชือกเช่นกัน

            เสี่ยวอู่ขี่ม้าไป ด้านหลังก็ยังลากชายหนุ่มที่บ้างหัวแตก บ้างเลือดออกอยู่อีกเจ็ดแปดคน

            ส่วนเฉินโย่วน้อยนั้นก็ยังขี่หลังเจ้ามืด ด้านหลังยังมีม้าเดินตามมาอีกแปดตัว พากันกลับไปยังภูเขา

            บนเขานั้น แม่นางหลัวกำลังนั่งเย็บกระเป๋าอยู่ในเรือน

            หนังเป็นชั้นๆ ของงูนั้นแท้จริงแล้วดูน่าขนลุกนัก ทว่ายามอยู่ในมือนางก็กลายเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ มาเย็บให้ติดกัน จากนั้นก็ใช้หนังวัวเส้นหนึ่งสอดเข้าไป

            เพียงเท่านี้กระเป๋าหนังงูเหลือมก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

            “เจ้าหนูน้อยจะต้องชอบแน่ๆ เจ้าเด็กนั่นชอบของสวยๆ งามๆ นัก” หลัวอู๋เลี่ยงยิ้มน้อยๆ มองกระเป๋าที่ตนเองทำ แววตาพลันปรากฏแววอ่อนโยน

            สาวใช้เสี่ยวหลียืนอยู่ด้านข้างคอยไกวพัด เสี่ยวเถานั้นกำลังวิ่งวุ่นอยู่ในครัว ส่วนเสี่ยวชุนนั้นจากไปตั้งแต่ปีนั้นที่นายท่านใหญ่เกิดเรื่อง

            บัดนี้ภูเขาแห่งนี้จึงอยู่ในความดูแลของนายท่านสาม

            เมื่อสามปีก่อน ภูเขากระดูกนั้นได้เข้ากวาดล้างค่ายไป๋หู่ บัดนี้จึงได้กลายเป็นกองโจรที่ทรงอำนาจที่สุดในละแวกภูเขาทุ่งหญ้านี้แล้ว

            นายท่านใหญ่นั้นด้วยความรู้สึกพอใจ จึงดื่มเหล้าเข้าไปมากมายนัก

            ในคืนนั้นนายท่านใหญ่ยิ่งครึ้มอกครึ้มใจเป็นพิเศษ ในมือก็อุ้มเฉินโย่วน้อยไม่วาง ซ้ำยังพูดว่าจะให้เฉินโย่วน้อยนั้นมาเป็นลูกสาวตน

            นายท่านใหญ่พลันร้อนผ่าว ประกาศกร้าวว่านับแต่นี้เฉินโย่วน้อยนั้นจะเป็นนายหญิงน้อยของค่ายนี้

            จากนั้นก็เพราะเขาดื่มมากไปจึงไม่ทันระวัง ร่วงตกลงไปในสระกระดูก

            เหล่าอนุของเขาจึงพากันไปติดตามคนอื่นกันหมด

            เหลือเพียงหลัวอู๋เลี่ยงที่ไม่ได้ติดตามใครไป และไม่ได้จากไปไหน

            เมื่อหลัวอู๋เลี่ยงเย็บกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ใช้มีดตัดด้ายเส้นสุดท้ายให้ขาดออก

            “น้าหลัว ข้ากลับมาแล้ว!” เด็กหญิงตัวน้อยพลันวิ่งเข้ามาซุกอ้อมกอดของหลัวอู๋เลี่ยง

            ใบหน้างามของแม่นางหลัวจึงปรากฏรอยยิ้มขึ้น

            นางจะไปไหนได้เล่า นางยังต้องเลี้ยงเฉินโย่วน้อยให้เติบใหญ่ ทั้งนายท่านใหญ่ยังเป็นคนพูดเองว่า เฉินโย่วนั้นเป็นนายหญิงน้อยของค่ายแห่งนี้ เมื่อนางคิดได้เช่นนั้นก็พลันยิ้มออกมา ทำให้นางนั้นดูอ่อนโยนนัก

            คิ้วเรียวกับรอยยิ้มบางๆ นั้น ราวกับทำให้เวลารอบข้างเดินช้าลง

            ยามนางยกแขนขึ้นเล็กน้อย ก็ราวกับทำให้เวลานั้นเดินช้าลงหลายปี

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730