เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 อลหม่าน

            ขณะที่องค์หญิงทรงคิดว่าการประมือกับหนานหมิงเหอวันนี้สมน้ำสมเนื้อหนานหมิงเหอเองก็คิดเช่นเดียวกัน การประลองกับองค์หญิงนับเป็นช่วงที่กดดันที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับเขาเลย

            แต่โชคดีที่ตานี้เขาฝืนเอาชนะมาได้

            ณ วังหลวง

            น้อยครั้งที่องค์หญิงจะรีบร้อนเข้าวังเช่นนี้แต่ไม่กี่วันมานี้ฮองเฮาทรงพักกิจรักๆ ใคร่ๆ ไปเพราะเรื่องของเยี่ยนเจาเจาจึงประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรติดกันหลายคืน

            เมื่อองค์หญิงมาถึง ฮองเฮาก็กำลังแก้ไขสารกราบทูลอยู่

            เรื่องของเยี่ยนเจาเจาอึกทึกครึกโครมมากจริงๆโดยเฉพาะการกระทำบุ่มบ่ามขององค์หญิงที่บุกไปจับบุตรีของท่านโหวน้อยเยี่ยนก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตไปทั่วเมืองเซียงเฉิงแล้ว

            สารฟ้องร้องลอยกระแทกปั่กๆลงบนโต๊ะของฮองเฮา แม้พระองค์จะอยากปกป้องและเข้าข้างพระขนิษฐาของตนเองเพียงใดก็ยังต้องหาลู่ทางให้คนเหล่านี้อย่าเมินกำลังของตนเองจนไปต่อต้านกับองค์หญิง

            “เกิดอะไรขึ้น? วันนี้เจาเจาเป็นอย่างไรบ้าง?”

            แม้นฮองเฮาจะทรงทราบจากปากอาเหวินอาอู่ว่าเยี่ยนเจาเจาสบายดีแล้วแต่เรื่องรายงานความปลอดภัยเช่นนี้ มีญาติพี่น้องของตนมาเอ่ยเองย่อมอุ่นใจกว่า

            สายพระเนตรขององค์หญิงสอดส่ายมองนางกำนัลที่ปรนนิบัติรอบกายฮองเฮาด้วยสีพระพักตร์เคร่งขรึมแต่ไม่ไม่ได้ตรัสสิ่งใด

            ฮองเฮากับพระขนิษฐาร่วมอุทรของพระองค์มักจะรู้เท่าทันกันเป็นพิเศษเมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ขององค์หญิง พระองค์ก็ทราบทันทีว่าองค์หญิงมีธุระสำคัญจะสนทนาด้วยฮองเฮาจึงเก็บแววหยอกล้อในดวงเนตรของตนเองลง แล้วส่งสายตาให้สาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ถอยออกไปทั้งหมด

            ประตูห้องทรงอักษรปิดสนิทนอกจากองครักษ์ลับคนสนิทไม่กี่นายของฮองเฮาแล้วนางข้าหลวงทุกคนล้วนถอยห่างออกไปหลายสิบจั้งไม่ได้รับอนุญาตให้ฟังสารลับขององค์หญิงกับฮองเฮา

            พระขนงขององค์หญิงขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว“บ้านรองสกุลเยี่ยนสมคบคิดกับฝูอ๋อง”

            สีพระพักตร์ฮองเฮาชะงักค้างไปชั่วขณะพระองค์ทวนคำขององค์หญิง ก่อนวางฎีกาแนะนำในหัตถ์ตนเองลง พระขนงขมวดเล็กน้อย “มีหลักฐานหรือไม่?”

            “เหตุการณ์ไข้ทรพิษของเจาเจาเป็นหายนะที่แพร่ออกมาจากบ้านรองข้าสอบปากคำเสี่ยวจ้าวซื่ออยู่นานกว่าจะล้วงเรื่องฝูอ๋องมาจากปากนางได้”

            ระหว่างตรัสองค์หญิงก็ไม่เกรงใจพระองค์ทรุดกายลงนั่งตรงข้ามฮองเฮาก่อนจะเคาะนิ้วลงบนโต๊ะแผ่วเบา “ระหว่างทางมาที่วังข้าก็ให้คนไปตรวจสอบแล้ว เรื่องของซ่งฝูจินคราวนั้นอาจเกี่ยวข้องกับฝูอ๋องด้วย”

            ฮองเฮาตอบรับเบาๆและตกอยู่ในห้วงภวังค์

            ทุกคนภายนอกก็รู้กันดังเช่นที่เยี่ยนเจาเจารู้ว่าสมัยที่ฮองเฮาเหลียงฮุ่ยยังเป็นพระธิดาองค์โตของฮ่องเต้ การที่พระองค์สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ก็เพราะฝูอ๋องผู้นี้มีคุณูปการอย่างยิ่งยวดถึงขั้นเป็นขุนนางคู่กายชื่อเสียงเลื่องลือด้วยซ้ำ

            แต่นอกเหนือจากทายาทสายตรงของฮองเฮาและผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนเล็กน้อยขององค์หญิงคนอื่นต่างไม่รู้ว่าฝูอ๋องคิดว่านี่เป็นความดีความชอบของตนเพียงฝ่ายเดียว ช่วงไม่กี่ปีมานี้เลยเริ่มเอาใจออกหากและซุ่มสะสมกองกำลังอย่างลับๆ

            ฮองเฮาเองก็หวาดระแวงฝูอ๋องมานานแล้วเพียงแต่ข้อพิพาทในราชสำนักไม่ใช่การละเล่นขายของ พระองค์ยังขาดหลักฐานสำคัญหลายอย่างหากจะยกทัพทำสงครามโดยไร้ข้ออ้าง เป็นใครก็คงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามกับรากฐานที่หยั่งลึกหรอกอีกทั้งจวนฝูอ๋องยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ราษฎรด้วย

            ตะเกียงกระเรียนสัมฤทธิ์ข้างพระวรกายฮองเฮาแว่วเสียงปะทุดัง“เปรี๊ยะ” ทำให้ความเงียบสงัดราวกับไร้ชีวิตในห้องทรงพระอักษรยิ่งชัดเจนมากขึ้น

            ไม่นานเสียงเคาะประตูเบาๆขององครักษ์ลับพลันปลุกทั้งสองพระองค์จากห้วงความคิดของตน แล้วข่าวกรองที่เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆ ฉบับหนึ่งก็ถูกวางลงบนโต๊ะของฮองเฮา

            ปากของเสี่ยวจ้าวซื่อที่ว่าหนักแล้วแต่บทลงโทษขององค์หญิงกลับหนักกว่า

            หลักฐานที่ได้รับมาเพิ่มเติมจากปากของเสี่ยวจ้าวซื่อมีคำเชื่อมสำคัญอยู่เมื่อตรวจสอบอีกครั้ง ทางฝั่งองค์หญิงก็คลำพบจุดโยงใยอีกเส้น

            ชิงเหออ๋องทางตอนเหนือซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ของราชวงศ์ต้าซีเหมือนกันก็ได้ข้องเกี่ยวกับฝูอ๋องถึงขั้นต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันด้วย

            และเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือชิงเหออ๋องยืมมือฝูอ๋องตามหาคนสำคัญในเมืองเซียงเฉิง

            ทว่าหลังจากสืบมาระยะหนึ่งก็ยังไม่พบตัวตนของคนผู้นี้เลยคาดว่าน่าจะตายไปแล้ว คนของชิงเหออ๋องจึงผละจากไปตั้งแต่เนิ่นๆ

            เมื่อฮองเฮาอ่านรายงานจบก็อดแย้มสรวลเย็นชาไม่อยู่พระองค์ขว้างฎีกาแนะแนวในหัตถ์ของตนลงบนพื้น “จวนเยี่ยนช่างกำเริบเสิบสานนักเขาคิดว่าขึ้นเรือของฝูอ๋องแล้วจะสุขสบายหายห่วงหรือ?”

            ร่องรอยความกังวลมากมายปรากฏขึ้นในดวงเนตรขององค์หญิง“พวกเราไม่จำเป็นต้องวิตกเรื่องจวนเยี่ยน แต่เป็นฝูอ๋องมากกว่า”

            พระองค์ใช้หัตถ์แตะน้ำชาเขียนตัวอักษร “ฝู” เลือนรางบนโต๊ะ

            “เรารู้อยู่แล้วว่าเสด็จอาคงนั่งไม่ติดคิดแต่จะขึ้นมาแทนที่เราอยู่ทุกวี่ทุกวัน”

            พระพักตร์ของฮองเฮาทั้งเยือกเย็นและงดงามดวงเนตรที่ปกติอ่อนโยนลึกซึ้งปรากฏความคมปลาบเฉกเช่นองค์หญิงขึ้นมา

            “อาฮุ่ย หากแค่ฝูอ๋องเพียงคนเดียวพวกเรายังมีโอกาสชนะถึงเจ็ดส่วน แต่หากพัวพันถึงชิงเหออ๋อง โอกาสชนะคงจะไม่ถึงห้าส่วนแล้ว”

            องค์หญิงถอนปัสสาสะ

            ฝูอ๋องกับชิงเหออ๋องล้วนเป็นหอกข้างแคร่แต่เมื่อคิดดูแล้ว อย่างไรฝูอ๋องก็นับว่าเป็นคนสกุลเหลียง ส่วนชิงเหออ๋องเป็นอ๋องต่างแซ่เมื่ออิงจากดินแดนในครอบครองที่ทั้งสองเตรียมพร้อมบุกเหมือนกัน หากพวกเขาร่วมมือกันก็เกรงว่าอัตราชนะของฝั่งพวกนางค่อนข้างต่ำจริงๆ

            แม้องค์หญิงจะเชี่ยวชาญการนำทัพกรำศึกและพลิกแพลงพิชัยยุทธ์แต่ท่ามกลางแผนการร้ายเปลี่ยนถ่ายอำนาจเช่นนี้ ความสามารถของนางจึงค่อนข้างไม่อำนวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            “อาฮุ่ย เอาอย่างไรดี?”

            ฮองเฮาทรงพระสรวลเย็นชา

            พระองค์มีความคิดนับพันวนเวียนอยู่ในพระทัยแต่ยังไม่ตรัสออกมา เพียงถามกลับอย่างกะทันหันว่ารอบนี้เยี่ยนเจาเจาพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร

            เมื่อองค์หญิงอธิบายให้ฟังอย่างสั้นๆและกระชับ ฮองเฮาก็พลันยกริมพระโอษฐ์สรวลเยียบเย็น “เจาเจายังหลอกได้ แล้วเหตุใดเราจะทำไม่ได้เล่า?”

            ตราพยัคฆ์อีกชิ้นอยู่ในพระหัตถ์ของฮองเฮาพระองค์หยิบตราพยัคฆ์นั้นออกมาจากข้างตราราชลัญจกรหยกอีกฝั่ง ก่อนผลักตราราชลัญจกรหยกออกไปอย่างไม่ไยดี... “พวกเขาต้องการอะไรเราก็วางหราตรงหน้าพวกเขาเสียเลย”

            สีพระพักตร์ขององค์หญิงเปลี่ยนฉับพลัน“แผนนี้ไม่บ้าบิ่นเกินไปหรือ!”

            ดวงเนตรของฮองเฮาเฉียบขาดขึ้น“ในสถานการณ์ตอนนี้ หากยังประนีประนอมอีก พวกเราย่อมโดนตัดกำลังก่อนเป็นแน่…ส่วนเรื่องของบ้านรอง เมื่อถึงวันพรุ่งนี้จวนฝูอ๋องก็จะรู้เจ้าว่าเสด็จอาคนดีของพวกเราจะยังนิ่งเฉยได้อยู่ไหม!”

            “หากชักจูงให้เสด็จอาลงมือก่อนเจ้าคิดว่าตาแก่ชิงเหออ๋องนั่นจะนั่งติดหรือ? พวกเราเพียงนอนจำศีลในความมืดซุ่มดูพยัคฆ์กัดกันไปพลางๆแล้วค่อยฉวยโอกาสโจมตี เมื่อนั้นอัตราชนะของพวกเราจะไม่ใช่ห้าส่วนแต่มีเก้าส่วนเป็นอย่างต่ำ”

            ความละโมบ ความปรารถนา และความโลภมักจะมาโดยไม่ได้รับเชิญซึ่งฮองเฮาก็ไม่มีวันปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เล็ดลอดออกไปสู่คนที่ไม่คู่ควรเด็ดขาด

            ในบางแง่มุม นิสัยของฮองเฮาก็บ้าระห่ำและทำตามอำเภอใจยิ่งกว่าองค์หญิงเสียด้วยซ้ำ

            องค์หญิงยังคงขมวดพระขนงโดยไม่ตรัสสิ่งใดในพระทัยกำลังใคร่ครวญถึงผลสำเร็จจากเนื้อความนี้ ทว่าพระพักตร์ของฮองเฮากลับเผยความสนุกไม่จริงจังออกมาแล้ว

            “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยทำศึกที่ไม่เตรียมพร้อมแต่สถานการณ์ตอนนี้มีเพียงต้องประจัญบานเท่านั้น…หากสู้สำเร็จ ฝูอ๋องจะแตกพ่ายไปในคราวเดียวและชิงเหออ๋องก็ต้องบอบช้ำสาหัสแน่นอน

            หมากตานี้ชิงเริ่มก่อนได้เปรียบ และเวลานี้คือช่วงที่ดีที่สุด”

            ฮองเฮาไตร่ตรองไว้ทั้งหมดแล้ว

            ไม่ว่าจะเป็นแผนการร้ายหรือการเล่นกับอำนาจ…ล้วนเป็นทักษะที่ฮองเฮาเชี่ยวชาญมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์พระมารดาหากพระองค์ไม่หยิ่งผยองกล้าได้กล้าเสีย ตำแหน่งฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าซีของพระองค์ก็อาจจะไม่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

            พระเนตรงดงามของฮองเฮาสงบลงก่อนจะตบพระหัตถ์ลงเบาๆ บนพระอังสาขององค์หญิงเป็นการปลอบโยน พระสุรเสียงที่เอ่ยก็อ่อนลงด้วย“อาฉง หมากตานี้ครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับข้า อีกครึ่งขึ้นอยู่กับเจ้าแผ่นดินของเสด็จพ่อพวกเราน่าจะอยู่ที่ศึกครานี้แล้ว”

            ฮองเฮาไม่แทนตัวว่า “เรา”อีกต่อไป

            จะว่าไปก็เป็นเรื่องแปลก โดยปกติแล้วชนชั้นราชวงศ์มักเป็นครอบครัวที่มีความสัมพันธ์เย็นชาและฉาบฉวยต่อกันที่สุดโดยเฉพาะพี่น้องที่แก่งแย่งชิงดีกันก็ยิ่งเห็นบ่อยจนชาชินมาตั้งแต่โบราณกาล ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเหลียงฮุ่ยกับเหลียงฉงกลับแตกต่าง

            ฮองเฮาไม่เคยวางมาดสูงส่งคับฟ้าต่อหน้าองค์หญิงสายพระเนตรยามมององค์หญิงก็มักจะอยู่ระดับเดียวกันเสมอ บางคราถึงขั้นอ่อนลงด้วยความนับถือเล็กน้อยด้วยซ้ำ

            ฝนยามราตรีกาลทั้งเงียบสงบและเสียงดังไปในคราวเดียวกันลมกรรโชกแรงพัดพาละอองฝนมาตกกระทบลงบนผ้าโปร่งสีเขียวที่ติดอยู่นอกหน้าต่างอย่างหนาแน่นราวกับจะกระทบจิตใจของผู้คนในห้องทรงพระอักษรด้วย

            เปาะแปะ เปาะแปะ เปาะแปะ

            สามชั่วอึดใจองค์หญิงก็เข้าพระทัย

            ความจริงแล้วนี่นับเป็นโอกาสทองดังว่าหากพลาดโอกาสนี้ไปก็คงจะลงมือกับฝูอ๋องที่เริ่มระวังตัวยากขึ้นไปอีก

            ใครเล่าจะคิดว่าการขัดแย้งของขั้วอำนาจที่พลิกผันคาดเดาไม่ได้ที่สุดในต้าซีครานี้จะค่อยๆ เปิดฉากขึ้นจากการทะเลาะของพี่น้องหญิงในเรือนหลัง?

            องค์หญิงยกพระหัตถ์ตีแผ่นหลังของฮองเฮาอย่างหยอกล้อก่อนหยิบตราพยัคฆ์ของตนเองและของฮองเฮามาประกอบเข้าด้วยกัน แล้วพระพักตร์คล้ายคลึงกันของทั้งสองพลันฉายแววแน่วแน่ขึ้นมาเหมือนกัน 

            เมื่อองค์หญิงเห็นความร้ายกาจเหนือการควบคุมที่เล็ดลอดออกมาเล็กน้อยจากนัยน์เนตรของฮองเฮาในหัวของพระองค์ก็ปรากฏภาพบุตรสาวตัวน้อยขึ้นมาอย่างหาได้ยาก…ในดวงตาของเยี่ยนเจาเจาก็มักจะมีความกล้าหาญที่เด็ดเดี่ยวเช่นนี้หรือพระองค์จะแก่แล้วจึงอ่อนแอขี้กังวลขึ้นเรื่อยๆ กันนะ?

            “เรื่องนี้ต้องขอบคุณเจาเจาจริงๆ”

            ท่าทางของฮองเฮาผ่อนคลายลงชั่วขณะทว่าแม้จะผ่อนปรนลงเช่นนี้ แต่แผ่นหลังของพระองค์กลับไม่ค่อมเลยสักนิด แล้วพระองค์ก็เอื้อมมือไปหยิบม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองออกมาจากช่องลับด้านข้างก่อนจะจุดไฟเผามัน

            “ราชโองการแผ่นนี้เบาเกินไปหากเรื่องนี้สำเร็จแล้ว ค่อยเปลี่ยนอันที่ใหญ่ขึ้นให้เจาเจาเล่นใหม่”

            ฮองเฮาอดเลียฟันเขี้ยวของตนไม่ได้สีพระพักตร์ดุร้ายและกระตือรือร้นของพระองค์เหมือนช่วงเวลาที่ตัดสินใจแย่งชิงอำนาจเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดราวกับสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดพลันได้กลิ่นคาวเลือดจนกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมา

            “สำเร็จก่อนค่อยว่ากันเถอะ”

            องค์หญิงกล่าวหยอกล้อออกไป

            เสียงฟ้าผ่านอกหน้าต่างดังครั่นครื้นสายฟ้าผ่าแบ่งท้องนภาออกเป็นหลายซีก

            “ในเมื่อตัดสินใจแล้วข้าก็จะไม่รั้งรออีกสิ่งต่างๆ ซับซ้อนรัดตัว น้องจะปฏิบัติตามคำสั่งให้สำเร็จ ฝ่าบาทได้โปรดวางพระทัย”

            องค์หญิงเก็บสีหน้าหยอกล้อเล็กน้อยของตนเองก่อนจะลุกยืนขึ้นเบื้องหน้าฮองเฮา แล้วประสานมือ ถอยหลังครึ่งก้าวและคารวะอย่างเคารพสุดซึ้ง

            เพื่อตอบแทนบุญคุณความเมตตาที่ปูนบำเหน็จของพระเจ้าแผ่นดินนางยินดีถือดาบรบจนตัวตาย

            นับตั้งแต่ช่วงเวลานี้องค์หญิงจะกลายเป็นแม่ทัพที่สวมเสื้อเกราะเข้าสนามรบอีกครั้ง

            รัตติกาลนี้ ได้ถูกลิขิตว่าเป็นค่ำคืนที่ไม่อาจหลับใหลแล้ว

            ต้นคิมหันตฤดูในปีซุ่นเต๋อที่ 17 สวนมวลบุปผาหอมเกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างกะทันหันทว่าองค์หญิงฉงหยางและธิดาเยี่ยนเจาเจาหลบหนีไม่ทัน จึงสิ้นชีพกลางกองเพลิง

            ฮองเฮาพระทัยสลายจนโรคเก่ากำเริบทั้งยังไอเป็นโลหิตคาท้องพระโรง หลังว่าราชการจบก็สลบไม่ได้สติไปในทันที

            เมืองต้าซีวุ่นวายโกลาหลเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็วฉับพลันจนใครก็ตั้งตัวไม่ทัน

            องค์หญิงสิ้นพระชนม์แล้ว ส่วนฮองเฮาก็สลบไสลแต่ราชสำนักไม่อาจขาดพระเจ้าแผ่นดิน

            ทว่าฮองเฮาไม่เคยแต่งตั้งองค์รัชทายาทราชสำนักจึงปั่นป่วนตามไปด้วย และท่าทีของแต่ละฝ่ายก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

            อาณาประชาราษฎร์เองต่างก็แพร่กระจายข่าวลือว่าฮองเฮาคงจะสิ้นพระชนม์ในเร็วๆนี้เช่นกัน เหล่าประชาชนจึงเชิญฝูอ๋องผู้เป็นเสด็จอาเฒ่าที่ฝึกปรือความสามารถมานานแต่ยังไม่แก่มาขึ้นรับตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการชั่วคราว และสนับสนุนองค์ชายใหญ่ที่เป็นพระโอรสคนโตให้สืบราชบัลลังก์เพื่อชี้นำระบอบบ้านเมืองต่อไป

            ดังนั้นสงครามเย็นที่โชยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าซีจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการณ บัดนี้ และทางประวัติศาตร์เรียกมันว่า “กบฏจิงเซียง”

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าตนเองหลับไปนานมากจริงๆ

            นานจนกระทั่งสัมผัสได้รางๆว่านางถูกใครบางคนอุ้มขึ้นมา โชคดีที่กลิ่นอายบนร่างคนผู้นี้เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยนางจึงไม่รู้สึกถึงอันตราย

            หลังจากหลับๆ ตื่นๆ อยู่นานนางก็ฟื้นขึ้นมาในท้ายที่สุด

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกได้ว่าร่างกายของตนโคลงเคลงเล็กน้อยจึงลืมตาขึ้นแต่ยังไม่ทันตั้งสติได้ดีก็รู้สึกว่าอ้อมแขนที่โอบรัดรอบตัวนางพลันคลายออก

            เยี่ยนเจาเจาจึงสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคนบนร่างยังห่มเสื้อคลุมใหญ่หนาจนตัวนางไม่โดนความหนาวแม้แต่นิด

            แผ่นอกของเขาช่างอบอุ่น กล่อมให้เยี่ยนเจาเจาเคลิ้มจวนจะหลับ

            ทว่าเยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกตัวขึ้นมาเรือนเหมยแดงจะสั่นคลอนได้อย่างไร?

            ใจของนางหวั่นผวาเลยลืมตาพรึ่บและชะโงกหัวออกมาจากใต้เสื้อคลุม

            “พี่ชายรองที่นี่ที่ไหนเจ้าคะ?”

            เยี่ยนเจาเจาเอ่ยยังไม่ทันสิ้นเสียงสติสัมปชัญญะก็กลับมาครบถ้วน

            เมื่อสังเกตรอบๆ หนหนึ่ง นางจึงพบว่าตนเองอยู่ในพื้นที่เล็กแคบซ้ายขวามีหน้าต่างอย่างละบาน ซึ่งตอนนี้มันปิดอยู่เลยไม่เห็นทิวทัศน์ข้างนอก

            ชัดเจนว่ากำลังอยู่ในรถม้าสักคัน

            แต่มันเป็นรถม้าที่เรียบง่ายโกโรโกโสเกินไปสำหรับฐานะของเยี่ยนเจาเจา

            รถม้าของนางล้วนปูพื้นจากผ้าแพรเกล็ดหิมะผืนละพันตำลึงทองทั้งยังบุด้วยขนห่านฟูฟ่องนุ่มนิ่ม ต่อให้เคลื่อนตัวบนถนนขรุขระก็ไม่มีทางโคลงเคลงอึดอัดเช่นนี้

            “อยู่ชานเมืองหลวงแล้ว”

            หนานหมิงเหอตื่นพอดีเช่นกันนัยน์ตาของเขายังคงฉ่ำน้ำจากตอนตื่น แต่กลับนิ่งสงบลงแล้ว

            “ไปชานเมืองหลวงทำไมเจ้าคะ?” เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้ว

            “ยามนี้เมืองเซียงเฉิงไม่ปลอดภัยอีกต่อไปองค์หญิงจึงหาอาจารย์ใหม่มาให้ข้ากับเจ้า และส่งพวกเราออกจากเมืองเซียงเฉิงด้วยฐานะที่ต่างออกไป”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508