ค่ำคืนที่สงบเงียบผ่านไป แสงอรุณส่องผ่านช่องลมของวิหารชั้นแรกปะทะใบหน้ามู่เฉินที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น เปลือกตาที่ปิดสนิทตลอดสามเดือนกระตุกเล็กน้อยและเปิดขึ้นอย่างช้าๆ “อืมมม สดชื่นนัก เอ๊ะ!!! ข้ายังไม่ตาย?” เมื่อฟื้นสติขึ้นมามู่เฉินรู้สึกถึงความสดชื่นในยามเช้า แต่เมื่อนึกได้ว่าเขาผ่านเรื่องราวใดมามันทำให้ใบหน้าที่สดใสถูกปะปนด้วยร่องรอยแห่งความสับสน ความรู้สึกสุดท้ายก่อนหมดสติเขามั่นใจว่าต้องไม่รอดเป็นแน่ หลังจากนั้นก็ได้สนทนากับเสียงลึกลับ หรือว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นล้วนเป็นเรื่องจริง? ตอนนี้เข้ามีโอกาสในการมีชีวิตอีกครั้ง? มู่เฉินลุกขึ้นตรวจดูร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด แขนขาร่างกายทุกส่วนล้วนเป็นปกติ เมื่อทดลองขยับกลับพบความอัศจรรย์ เขาสัมผัสได้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน นอกจากนั้นภายในจุดตันเถียนที่ไม่เคยมองเห็น ครั้งนี้เขาสามารถส่งจิตเข้าไปตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย ภายในจุดตันเถียนมีพลังงานสีดำก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่น มันส่งพลังงานมากมายกระจายออกไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย หลังจากสังเกตการใหลเวียนของปราณสีดำในร่างกาย เขาทดลองโคจรปราณเหล่านั้นนับร้อยครั้ง ในที่สุดเขาก็สามารถเข้าใจหลักการของมันอย่างละเอียด “นี่สินะคือความรู้สึกของผู้ฝึกยุทธ์ ข้าทำได้ ต่อไปนี้ข้าจะได้เดินตามเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินหัวเราะด้วยน้ำตาอย่างมีความสุข ความหดหู่เศร้าหมองที่ไม่สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์กดทับเขามาเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็สามารถหลุดพ้นมันได้แล้ว มู่เฉินถอนจิตออกจากจุดตันเถียนเพื่อจะได้ทดสอบความแข็งแกร่ง แต่ขณะที่จิตกำลังจะหลุดออกไปนั้นเอง เขาได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง ด้านหลังกลุ่มปราณสีดำมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ ไม่มีทางที่เขาจะลืมใบหน้านี้อย่างแน่นอน ‘หลินเยว่? เป็นเจ้ารึ?’ มู่เฉินตะโกนออกไปทันที ‘เจ้าทึ่ม ตั้งนานแล้วพึ่งจะเห็นข้าอย่างนั้นรึ?’ หลินเยว่พูดด้วยท่าทีขุ่นเคืองเล็กน้อย ‘คือ...ข้าขอโทษ ข้ามัวแต่สนใจกับปราณสีดำจนมิได้สังเกตเห็นเจ้า’ มู่เฉินพูดติดๆขัดๆด้วยอารมณ์สำนึกผิด ‘ฮึ คนไม่รู้จักบุญคุณ ข้าลำบากมากมายเพื่อให้เจ้าได้พลังนี้มา พอเจ้าได้มันแล้วเจ้ากลับไม่นึกถึงข้าเช่นนั้นรึ?’ นางยังคงขุ่นเคืองไม่หาย ‘ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกน่า...ว่าแต่เจ้าอาการดีขึ้นแล้วใช่ใหม?’ ‘เฮอะ คิดจะเปลี่ยนเรื่องรึ แต่ก็ช่างเถอะเห็นแก่ที่เจ้าทรมานกับการปลุกสายเลือดและอดทนมาได้ ข้าจะยอมปล่อยผ่านสักครั้ง’ หลังจากนั้นทั้งสองคุยกันเป็นเวลาราวสองก้านธูป หลินเยว่อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาหมดสติไปทำให้เขาได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับปราณสีดำของเขาด้วย ปราณสีดำมันมีชื่อว่าปราณทมิฬ เป็นปราณพิเศษที่สามารถดูดกลืนพลังฟ้าดินได้โดยไม่ต้องใช้วิญญาณยุทธ์ช่วย แม้นางไม่ได้บอกที่มาแท้จริงของมัน แต่ชัดเจนว่ามันไม่ได้มีต้นกำเนิดจากดินแดนชิวเทียนแห่งนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่หลินเยว่เน้นยำกับเขาคือห้ามเปิดเผยเรื่องปราณทมิฬเด็ดขาด หากจำเป็นต้องพูดเกี่ยวกับมัน ต้องกล่าวว่าปราณสีดำนั้นคือพลังของวิญญาณยุทธ์ ทุกคนในดินแดนชิวเทียนต่างรู้ดีว่าการดูดกลืนพลังฟ้าดินจำเป็นต้องใช้วิญญาณยุทธ์ หากเขาเหล่านั้นพบว่ามีคนที่สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้โดยตรงจะเกิดกระแสพายุรุนแรงสักเพียงใด? แต่ที่แน่ชัดคือมู่เฉินจะต้องตกเป็นเป้าของคนทั้งดินแดนอย่างแน่นอน แม้มีคำถามอีกมากมายที่ต้องการคำตอบ แต่หลินเยว่ก็บอกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจพูดได้ว่าสิ่งที่นางบอกมันมีเพียงเรื่องที่จำเป็นสำหรับการฝึกยุทธ์และคำเตือนไม่ให้พาตัวเข้าไปเป็นจุดสนใจเท่านั้น ‘พอได้แล้ว สิ่งที่เจ้าควรรู้ข้าได้บอกไปหมดแล้ว เมื่อเจ้าแข็งแกร่งเพียงพอเจ้าย่อมจะรู้เรื่องราวทั้งหมดเอง แต่อย่าได้ฝันหวานเกินไปนัก ปราณทมิฬแม้จะแข็งแกร่งกว่าปราณทั่วไปในทุกด้านแต่มันต้องแลกกับความยากลำบากในการฝึกฝนด้วย’ หลินเยว่ยิ้มอย่างมีเลศนัย นั่นทำให้มู่เฉินขนลุกชันขึ้นมาทันใด ‘ได้เวลาออกจากที่นี่แล้ว กลับไปยังเหวหมื่นอสูร เจ้าฝึกฝนที่นั้นหนึ่งปีแล้วจึงกลับไปยังโลกภายนอกได้’ หลินเยว่เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้น นางโบกมือไล่ให้มู่เฉินถอนจิตเขากลับออกไป ‘เดี๋ยวก่อนสิ ข้ายังไม่ได้ขึ้นไปยังชั้นที่เหลือของวิหารเลย’ มู่เฉินพูดขัดทันที ‘ถ้าเจ้าอยากตายก็ขึ้นไปสิ...แค่ชั้นแรกเจ้าก็เอาตัวแทบไม่รอด คิดรึว่าจะผ่านชั้นที่เหลือได้?’ หลินเยว่พูดอย่างเย็นชา นางแทบอยากจะทุบตีเขาสักสองสามที พึ่งจะรอดตายมาได้กลับจะพาตัวเองไปหาที่ตายอีกครั้ง ‘เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ข้าจะกลับไปยังเหวหมื่นอสูร แต่ว่านะ...มันช่างน่าเสียดาย อุตส่าห์ค้นพบสภานที่แห่งโชคลาภเช่นนี้’ มู่เฉินพูดและถอนหายใจอย่างเสียดาย ‘เจ้าบื้อ!!! เจ้าคิดว่าที่แห่งนี้ผู้ใดอยากเข้าก็เข้ามาได้เช่นนั้นรึ? ยิ่งวิหารแห่งนี้ต้องใด้รับการยอมรับทางสายเลือดจะมีผู้ใดเข้ามาแย่งสมบัติกับเจ้าได้? ที่ข้าบอกให้กลับออกไปคือตอนนี้เจ้ายังไม่พร้อมจะขึ้นไปยังชั้นอื่นๆ อีกอย่างคือของที่อยู่ชั้นบนมันไม่มีประโยชน์กับเจ้าตอนนี้แม้แต่น้อย หากเจ้านำมันไปก็มีแต่ปัญหาที่ตามมาเท่านั้น’ นางพูดพลางยิ้มเยาะ ‘อ่อ...เป็นเช่นนี้เอง งั้นเราไปกันเถอะ ไว้ข้าแข็งแกร่งแล้วจึงกลับมาใหม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า’ มู่เฉินหัวเราะอย่างเป็นสุขเมื่อทราบว่าสมบัติที่เหลือยังคงต้องตกเป็นของเขา ‘เมื่อเจ้าออกไปยังเหวหมื่นอสูร ข้าจะผนึกสัมผัสทั้งหมดเพื่อฝึกฝนพลังเป็นเวลาหนึ่งปี เจ้าต้องมุ่งเน้นที่การหลอมโลหิตทมิฬเป็นหลัก ข้าคิดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะสมบูรณ์ภายในหกเดือน จากนั้นเจ้าจึงค่อยยกระดับพลังยุทธ์ หวังว่าเจ้าจะสามารถบรรลุระดับกำเนิดขั้นที่ห้าได้ภายในเวลาหกเดือนที่เหลือ เอ้อ...เกือบลืมไป ก่อนออกจากวิหารเจ้านำเอาตำราที่กองอยู่ตรงมุมนั้นไปด้วย มันจะช่วยเจ้าได้ในอนาคต’ หลินเยว่กล่าวย้ำแต่ละเรื่องอย่างเข้มงวด เมื่อนางเห็นมู่เฉินปลุกพลังสายเลือดได้แล้วนางจึงเบาใจลง นางเชื่อว่าแม้ไม่มีนางอยู่ด้วยแต่มู่เฉินจะปลอดภัยอย่างแน่นอน ‘เจ้าจะฝึกฝนไปเพื่ออะไร? ไม่ใช่ว่าความแข็งแกร่งของวิญญาณยุทธ์ถูกกำหนดไว้แล้วรึ?’ มู่เฉินแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อหลินเยว่บอกว่าจะฝึกฝนพลัง เท่าที่เขารู้คือความแข็งแกร่งของวิญญาณยุทธ์เป็นสิ่งตายตัวไม่สามารถพัฒนาได้ ‘ข้าถึงบอกเจ้าไงว่าสิ่งที่เจ้ามองเห็นมันเล็กน้อยเพียงไหน ข้าไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ขยะแบบที่เจ้ารู้จัก จริงอยู่ที่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับนภา แต่ข้าย่อมแข็งแกร่งขึ้นได้อีก’ นางพูดอย่างเฉื่อยชา ‘โอ้ ดียิ่ง’ มู่เฉินยินดีอย่างยิ่ง จากนั้นทั้งคู่ไม่ได้คุยกันอีก มู่เฉินดึงจิตกลับออกมาจากจุดตันเถียน เขาเดินไปหยิบตำราแปดเล่มที่เก่าจนแทบจะฉีกขาดซึ่งกองอยู่มุมหนึ่งของวิหาร สามเล่มแรกมีปกสีเขียวและมีความหนามากที่สุด แบ่งเป็น พื้นฐานสมุนไพรหนึ่งเล่ม พื้นฐานหลอมโอสถหนึ่งเล่มและสุดท้ายเป็นตำราโอสถเทวะ ‘น่าสนใจ น่าสนใจยิ่ง หากข้าหลอมโอสถเองได้จะเป็นประโยชน์มากมายทีเดียว’ มู่เฉินคิดอย่างตื่นเต้นในใจ เขาเก็บตำราทั้งสามเข้ากระเป๋าผ้าแล้วตรวจสอบอีกห้าเล่มที่เหลือทันที เจ็ดก้าวมายา สำเร็จขั้นต้นเคลื่อนไหวดั่งสายลม สำเร็จขั้นกลางเคลื่อนที่ในพริบตา สำเร็จขั้นสูงเคลื่อนไหวดั่งมายา ‘นี่ก็ดีอย่างยิ่ง ทักษะการเคลี่อนที่จำเป็นอย่างมากในการต่อสู้’ รอยยิ้มเบิกบานเต็มใบหน้ามู่เฉิน หมัดสังหารเทวะ แบ่งออกเป็นสามขั้น หมัดกำราบมาร หมัดต่อต้านสวรรค์และหมัดสังหารเทวะ ‘โอ้...ช่างเป็นชื่อที่อหังการยิ่งนัก’ เพียงแค่ชื่อทักษะหมัดทั้งสามก็ทำให้เขาตาโตเท่าไข่ห่านได้แล้ว วิชานี้คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน กระบี่หงเสียน แบ่งเป็นสี่ท่าสี่ธาตุ กระบี่ผ่าพิภพหนักแน่นรุนแรง กระบี่ตัดวารีพริ้วไหวงดงาม กระบี่ประกายเพลิงแผดเผาทำลายและกระบี่ล่องนภาเบาบางเชือดเฉือนไร้ร่องรอย ปราณทมิฬแห่ง... ‘หือ นี่มันอะไรกันบริเวณปกชื่อบางส่วนถูกฉีกขาดไป นี่มันเหตุบังเอิญหรือว่ามีคนตั้งใจทำเช่นนี้กันแน่’ ความสงสัยมากมายผุดขึ้น
ปราณทมิฬคือสิ่งใดกันแน่? หลินเยว่ก็ไม่ยอมบอกสิ่งใดกับเขา ส่วนตำราเกี๋ยวกับมันก็ถูกฉีกออกบางส่วนอีก เขาพยายามเปิดดูรายละเอียดภายในแต่ยังคงเป็นเช่นเดิม เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของปราณทมิฬถูกฉีกขาดหรือไม่ก็ถูกเขียนทับจนไม่สามารถตรวจสอบได้ เขาได้แต่สายหัวแล้วดูตำราอีกเล่มที่เหลืออยู่ สายเลือดทมิฬแห่ง... ‘เล่มนี้ก็เช่นกันรึ? สักวันข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่’ มู่เฉินสลัดความสงสัยทิ้งไปแล้วเปิดดูภายในตำราสายเลือดทมิฬ เนื้อหาภายในประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรกการปลุกพลังสายเลือด ส่วนที่สองการหลอมสายเลือดและส่วนสุดท้ายการปลดผนึกสายเลือดที่แท้จริง มู่เฉินสะกดความอยากรู้ลง ตอนนี้เขาต้องกลับไปยังเหวหมื่นอสูรเป็นอันดับแรก การเดินทางกลับของเขาใช้เวลาลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งจากตอนเข้ามา นั่นเพราะไม่ต้องกังวลกับอันตรายและอีกส่วนคือความแข็งแกร่งของร่างกายหลังจากการปลุกสายเลือด มู่เฉินใช้ผังวิญญาณเคลื่อนย้ายทางไกลกลับมายังถ้ำในเหวหมื่อสูร เขาเดินออกมาสำรวจบริเวณด้านหน้าถ้ำ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบพลบค่ำแล้ว แสงตะวันส่องผ่านหมอกสีแดงได้แค่เพียงลางเลือน เขากวาดสายตามองรอบด้านเพียงครู่เดียวก็กลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะเดินทางออกไป เขาต้องศึกษาวิชายุทธ์ที่ได้รับมาเป็นอันดับแรก มู่เฉินเปิดอ่านตำราหมัดสังหารเทวะเป็นอันดับแรก เพราะตอนนี้เขาไม่มีทักษะยุทธ์ใดๆติดตัว หากพบกับสัตว์อสูรเกรงว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายคงทำได้เพียงการหลบหนีเท่านั้น เวลาผ่านไปหนึ่งราตรี มู่เฉินสามารถทำความเข้าใจพื้นฐานของหมัดกำราบมารได้ เขาลืมตาขึ้นและทดลองใช้หมัดกำราบมารครั้งแรก ปราณทมิฬหมุนวนรอบหมัดเขาอย่างบ้าคลั่ง เขาปล่อยหมัดปะทะผนังถ้ำด้วยแรงสามส่วน โครม!!! เกิดเสียงดังสนั่นเมื่อปราณทมิฬบดขยี้ผนังหินอย่างรุนแรง เศษหินปลิวกระจาย ฝุ่นผงร่วงกราวรอบทิศทาง เกิดเป็นรอยหมัดลึกเข้าไปหนึ่งซุ่น*(*1ซุ่น=1นิ้ว) “เอิ่ม...โชคดีนักที่ออกแรงเพียงสามส่วน ไม่งั้นถ้ำคงถล่มลงมาทับข้าไปแล้ว” มู่เฉินตกตะลึงกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก ความสุขบังเกิดขึ้นบนไปหน้าปนกับอาการเสียวสันหลังเมื่อเห็นว่าเขาเกือบจะทำพิธีฝังตัวเองเสียแล้ว “พลังรุนแรงมาก หากปล่อยเต็มสิบส่วนคงพอที่จะสังหารสัตว์อสูรระดับสามได้ แต่มันมีข้อเสียที่ใช้เวลานานเกินไป คงต้องออกไปฝึกฝนด้วยการต่อสู้จริงเท่านั้น” มู่เฉินสะบัดฝุ่นผงที่ติดตามชุดและเดินออกจากถ้ำไป ยามเช้าในเหวหมื่นอสูร แสงตะวันที่สาดลงมายังเบื้องล่างถูกขัดขวางด้วยหมอกสีแดงที่ลอยตัวอยู่เต็มบริเวณ มู่เฉินต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมากเพราะการมองเห็นถูกจำกัดเพียงสามจั้ง*เท่านั้น(*1จั้ง=2.54เมตร) เสียงคำรามของสัตว์อสูรมากมายดังสลับกันอย่างน่าพรั่นพรึง แม้จะเตรียมใจมาเป็นอย่างดีแต่มู่เฉินยังรู้สึกถึงความกดดันไม่น้อย จากคำอธิบายของหลินเยว่ เหวหมื่นอสูรแบ่งเป็นสิบชั้น แต่ละชั้นจะบ่งบอกถึงระดับความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร ชั้นที่เขาตกลงมาเป็นชั้นที่หนึ่งซึ่งอยู่บนสุด มีเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่ง หากมองถึงระดับของเขาตอนนี้มากสุดคงลงไปได้แค่ชั้นสามเท่านั้น หลังจากเดินผ่านไปหนึ่งก้านธูป*ปราณทมิฬในจุดตันเถียนเกิดแรงกระเพื่อมเล็กน้อย มู่เฉินพลันรู้สึกถึงความอันตรายจากด้านหลัง เขาหมุนตัวกลับแล้วปล่อยหมัดกำราบมารออกไปทันที(*1ก้านธูป=15นาที) ตู้ม!!! เสียงหมัดปะทะเข้ากับศรีษะของหมาป่าขนเพลิงอย่างรุนแรง แรงปะทะบดขยี้ศรีษะระเบิดกระจายเป็นเศษเนื้อในทันที ร่างที่ไร้ชีวิตพุ่งกระเด็นดังว่าวขาดป่าน มันเป็นการประหารที่เด็ดขาดอย่างยิ่ง มู่เฉินก้าวเข้าไปสำรวจซากหมาป่าขนเพลิงด้วยรอยยิ้ม แม้จะหวาดเสียวไม่น้อยเพราะมันกระทันเกินไปแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและที่สำคัญที่สุดคือเขาได้ค้นพบว่าปราณทมิฬสามารถตรวจจับอันตรายได้ หากไม่ได้มันช่วยเตือนเมื่อครู่เขาอาจต้องบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว เสียงท้องมู่เฉินร้องโครกคราก เมื่อคิดถึงการนำเนื้อสัตว์อสูรมาทำอาหาร เขาไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว ก่อนหน้านี้หลังจากฟื้นขึ้นมาเขายังไม่เกิดอาการหิว แต่เมื่อผ่านการฝึกทักษะยุทธ์หมัดกำราบมารตลอดทั้งคืนมันทำให้เขาสูญเสียพลังงานอย่างมากมาย การแร่เนื้อหมาป่าขนเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก นั่นเพราะเขามีเพียงมีดสั้นขนาดสามซุ่นที่พกติดตัวเท่านั้น เมื่อคิดถึงจุดนี้เขาได้แต่ทอดถอนใจ เขาต้องอยู่ในเหวหมื่อสูรอีกหนึ่งปีเต็มด้วยการใช้เพียงมีดสั้นแค่นี้หรือ? สองก้านธูปผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื้อย่างที่ออกสีเหลืองส้มเริ่มส่งกลิ่นหอมลอยอบอวนออกมา มู่เฉินมองเนื้อย่างตาเป็นประกาย ตอนอยู่ตระกูลมู่เขาแทบไม่มีโอกาสได้กินเนื้อสัตว์อสูร นั่นเพราะมันมีราคาสูงพอสมควร เนื้อของหมาป่าขนเพลิงที่เขากำลังย่างนี้มีราคาราวยี่สิบหินปราณ ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนที่เขาได้รับจากตระกูลทั้งสัปดาห์เลย