หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 5
ถ้วยชาของฮองเฮา
รุ่งอรุณหลังคืนหิมะมาถึงอย่างเชื่องช้า แสงเช้าสีซีดลอดผ่านเมฆหนาเหนือวังหลวงต้าเยี่ยน หลังคากระเบื้องเคลือบทุกหลังถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาด ทว่าใต้ความงามอันเงียบสงบนั้น กลับมีเงามืดเคลื่อนไหวอยู่ในทุกทางเดิน ทุกบานประตู และทุกสายตาของผู้คน
ตำหนักอวี้หลันตื่นขึ้นก่อนเสียงระฆังยามเช้า ฝูอันสั่งนางกำนัลให้เตรียมน้ำล้างหน้า เปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ให้เซวียนอี้ และจัดอาภรณ์สำหรับองค์ชายสามด้วยมือสั่น ๆ
วันนี้หลี่เฉิงเยว่ต้องเข้าเฝ้าฮองเฮา และทุกคนในตำหนักต่างรู้ดีว่าการเข้าเฝ้าครั้งนี้มิใช่เพียงการถวายคำนับตามธรรมเนียม มันคือการเดินเข้าไปในรังของผู้ที่อาจถือกุญแจแห่งความทรงจำที่หายไป
หลี่เฉิงเยว่ยืนหน้ากระจกทองเหลืองบานสูง นางกำนัลจัดสายรัดเอวให้เขาอย่างระมัดระวัง วันนี้เขาเลือกสวมอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆเงินเช่นเคย ทว่าคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำขอบเงิน ทำให้ความสง่างามเ็าของเขาดูคมขึ้นกว่าปกติ บนศีรษะปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ใบหน้างดงามสงบนิ่ง ไม่มีร่องรอยของคืนที่หนีตายจากตำหนักเย็นเก่า ไม่มีร่องรอยของความทรงจำที่เพิ่งถูกเปิดออก ราวกับองค์ชายสามยังคงเป็องค์ชายสามคนเดิม เ็า สูงศักดิ์ และไร้หัวใจ
มีเพียงเซวียนอี้เท่านั้นที่มองออกว่าดวงตาคู่นั้นลึกขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะเหนื่อยล้า แต่เพราะไฟในอดีตเริ่มกลับมาติดขึ้นอีกครั้ง
เซวียนอี้ยืนอยู่หลังเขาไม่ไกล วันนี้เขากลับมาสวมเกราะสีดำบางส่วนทับชุดทหารสีเข้ม แขนซ้ายพันผ้าสะอาดซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ท่าทางยังคงมั่นคงเหมือนไม่มีาแใด แต่หลี่เฉิงเยว่เห็น — เพียงตอนเซวียนอี้ขยับแขนเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณไหล่ก็เกร็งขึ้นชั่ววูบ
องค์ชายมองผ่านกระจก "เจ็บอยู่หรือ"
"ไม่มากพ่ะย่ะค่ะ"
"แปลว่าเจ็บ"
เซวียนอี้เงียบไปครู่หนึ่ง "พ่ะย่ะค่ะ"
ฝูอันที่อยู่ข้าง ๆ เกือบทำหวีหยกหล่น นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินทหารผู้นี้ยอมรับว่าตนเองเจ็บโดยไม่อ้อมค้อม
หลี่เฉิงเยว่เหมือนพอใจเล็กน้อย "ยังเรียนรู้ได้"
"องค์ชายทรงสั่งไว้ กระหม่อมย่อมต้องจำ"
"เช่นนั้นก็จำอีกเื่" หลี่เฉิงเยว่หันกลับมา "วันนี้ห้ามรับสิ่งใดจากตำหนักคุนหนิงเข้าปาก"
"รวมถึงพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
มุมปากของหลี่เฉิงเยว่ขยับบาง ๆ "เ้าเริ่มกล้าออกคำสั่งกับข้าแล้วหรือ"
เซวียนอี้คุกเข่าลงทันที "กระหม่อมมิบังอาจ เพียงแต่…"
"เพียงแต่หากข้าดื่มชาถ้วยนั้น เ้าคงยื่นมือมาปัดถ้วยทิ้งต่อหน้าฮองเฮา"
เซวียนอี้ไม่ตอบ เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว ฝูอันหน้าแทบเขียว "ทหารเซวียน ต่อหน้าฮองเฮาทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดนะ"
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ "เขาทำได้ แต่หากทำ ข้าคงต้องเสียเวลาปกป้องเขาอีก"
เซวียนอี้ก้มศีรษะต่ำลง "กระหม่อมจะระวังพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปใกล้เขา "ไม่ใช่แค่ระวัง ต้องอดทน ฮองเฮาไม่ใช่นักฆ่าดอกเหมยดำที่เ้าฟันให้ล้มได้ในสามกระบวนท่า นางใช้คำพูด ใช้ธรรมเนียม ใช้ฐานะ และใช้ความเป็มารดาเลี้ยงของข้าเป็ดาบ" เขาหยุดตรงหน้าเซวียนอี้ "วันนี้ต่อให้นางยื่นยาพิษให้ข้าด้วยรอยยิ้ม เ้าก็ต้องยืนเฉย"
เซวียนอี้กำมือแน่นทันที หลี่เฉิงเยว่มองเห็น จึงเอ่ยเสียงต่ำลง "ข้ารู้ว่าเ้าทำได้ยาก แต่เชื่อข้าสักครั้ง"
คำว่าเชื่อข้าสักครั้งทำให้เซวียนอี้นิ่งไป เมื่อสิบห้าปีก่อน เขาเคยบอกเด็กชายในกองไฟให้จับมือเขาไว้ เด็กชายคนนั้นเชื่อเขา วันนี้องค์ชายที่เติบโตขึ้นกลับขอให้เขาเชื่อเช่นกัน
เซวียนอี้ก้มศีรษะลงช้า ๆ "กระหม่อมเชื่อพระองค์"
เพียงประโยคเดียว แต่ทำให้ความตึงเครียดในอกของหลี่เฉิงเยว่คลายลงเล็กน้อย เขาไม่พูดสิ่งใดอีก เพียงเดินไปยังประตูตำหนัก
หิมะด้านนอกหยุดตกแล้ว แต่ความเย็นยังเกาะอยู่ในอากาศ เส้นทางจากตำหนักอวี้หลันไปยังตำหนักคุนหนิงไม่ไกลนัก แต่เช้าวันนี้ทุกก้าวกลับยาวนานราวเดินผ่านสนามรบ นางกำนัลและขันทีที่พบระหว่างทางต่างก้มศีรษะคำนับ ไม่มีใครกล้าจ้ององค์ชายสามนานเกินไป แต่หลี่เฉิงเยว่รู้สึกได้ถึงสายตาที่แอบมองจากหลังเสา หลังม่าน และหลังประตู
ข่าวย่อมแพร่ไปแล้ว — เมื่อคืนตำหนักอวี้หลันมีผู้บุกรุก รองหัวหน้ากององครักษ์ถูกองค์ชายสามตวาดกลับ หมอหลวงกู้เข้าเฝ้ากลางดึก และยามใกล้รุ่งมีคนเห็นทหารเอกมีผ้าพันแผลซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ ในวังหลวง ไม่มีความลับใดเดินช้ากว่าคน ยิ่งเป็ความลับของเชื้อพระวงศ์ มันยิ่งวิ่งเร็วราวลม
เมื่อถึงหน้าตำหนักคุนหนิง ขันทีผู้เฝ้าประตูรีบก้าวออกมาต้อนรับ "ถวายบังคมองค์ชายสาม ฮองเฮาทรงรออยู่ด้านในแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ฮองเฮาทรงเมตตา" หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง น้ำเสียงสุภาพไร้ที่ติ ทว่าเซวียนอี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับรู้สึกว่าความเย็นในน้ำเสียงนั้นคมยิ่งกว่าดาบในมือเขาเสียอีก
ตำหนักคุนหนิงงดงามสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน พื้นหินขัดจนสะท้อนแสง เสาัสีทองตั้งเรียงราย ผ้าม่านมุกแกว่งเบาตามลมหอมของกำยาน กลิ่นดอกเหมยแห้งผสมกลิ่นชาอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่สำหรับหลี่เฉิงเยว่ กลิ่นนั้นกลับทำให้นึกถึงควันไฟ นึกถึงถ้วยยา นึกถึงมือที่บังคับให้เด็กคนหนึ่งดื่มบางสิ่งลงไป
ฮองเฮาประทับอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ใบหน้างดงามอ่อนโยน อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองขับให้ท่าทางของนางสูงศักดิ์และสงบนิ่งอย่างไร้ที่ติ เมื่อเห็นหลี่เฉิงเยว่เข้ามา นางก็ยิ้มบาง ๆ "เฉิงเยว่มาแล้วหรือ" เสียงของนางอบอุ่นเหมือนมารดาผู้เมตตา หากเป็คนอื่นฟังคงรู้สึกซาบซึ้ง แต่หลี่เฉิงเยว่กลับรู้สึกเหมือนงูเย็น ๆ เลื้อยผ่านข้อมือ
เขาคำนับตามธรรมเนียม "ถวายบังคมฮองเฮา"
เซวียนอี้คุกเข่าตามหลัง "ถวายบังคมฮองเฮา"
สายตาของฮองเฮาเลื่อนไปยังเซวียนอี้เพียงเสี้ยวหนึ่ง สั้นมาก แต่หลี่เฉิงเยว่เห็น และเซวียนอี้ก็รู้สึกได้ แววตาของนางไม่มีความประหลาดใจ เหมือนรู้จักเขามาก่อน หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าเขาคือใคร
"นี่คงเป็ทหารเอกคนใหม่ของเ้า" ฮองเฮาวางถ้วยชาลงช้า ๆ "รูปร่างองอาจดี ได้ยินว่ามาจากชายแดนเหนือ"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงส่งมาให้คุ้มครองลูก"
"ฝ่าาทรงห่วงเ้าเสมอ" ฮองเฮายิ้ม
คำพูดนี้งดงาม แต่หลี่เฉิงเยว่ฟังแล้วกลับอยากหัวเราะ ห่วงเขาเสมอหรือ หากห่วงจริง เหตุใดสิบห้าปีก่อนจึงปล่อยให้ตำหนักเย็นเก่าถูกปิดตาย ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งถูกส่งไปชายแดน ปล่อยให้เขาดื่มยาจนลืมทุกอย่าง หรือแท้จริงความห่วงใยของราชวงศ์คือการทำให้คนมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทรงจำ
"ลูกซาบซึ้งในพระเมตตาของฝ่าาและฮองเฮาเสมอ" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยอย่างสุภาพ
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ "เ้าพูดเช่นนี้ แม่ก็ดีใจแล้ว มานั่งเถอะ เช้านี้อากาศหนาว แม่ให้คนต้มชาดอกเหมยอุ่น ๆ ไว้ให้เ้า"
คำว่าชาดอกเหมยทำให้เซวียนอี้นิ่งขึ้นทันที หลี่เฉิงเยว่เดินไปนั่งอย่างสงบ เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางขวา มือวางใกล้ดาบตามระเบียบขององครักษ์ แต่ภายนอกไม่มีท่าทีผิดปกติ
ขันทีรินชาใส่ถ้วยหยกสีขาวอย่างนุ่มนวล ชาสีอำพันใสส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลิ่นดอกเหมยผสมกลิ่นสมุนไพรขมเย็นบางอย่าง — กลิ่นเดียวกับห่อยาที่หมอหลวงกู้ส่งไปเมื่อคืน
หลี่เฉิงเยว่หลุบตามองถ้วยชา ในหัวพลันมีเสียงเด็กคนหนึ่งร้องไห้ "ไม่เอา ข้าไม่อยากดื่ม" "องค์ชาย ดื่มเสียเถอะ ดื่มแล้วจะไม่ฝันร้าย" "ข้าต้องจำ…ข้าต้องจำเขา…" "ทรงจำไปก็เ็ป ดื่มเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
ภาพนั้นแทงเข้ามาฉับพลันจนปลายนิ้วของเขาเย็นลง แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
ฮองเฮามองเขาอย่างอ่อนโยน "เหตุใดไม่ดื่มเล่า หรือกลัวว่าแม่จะวางยาเ้า" คำถามนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่ทั้งตำหนักเงียบลงทันที นางกำนัลที่ถือถาดอยู่ด้านข้างก้มศีรษะต่ำ เซวียนอี้นิ่งราวรูปสลัก
หลี่เฉิงเยว่ยกถ้วยชาขึ้น ปลายนิ้วของเซวียนอี้เกือบขยับ แต่เขาบังคับตัวเองไว้ — เชื่อข้าสักครั้ง หลี่เฉิงเยว่พูดไว้เช่นนั้น เซวียนอี้จึงต้องยืนเฉย แม้หัวใจแทบกระแทกซี่โครง
องค์ชายถือถ้วยชาไว้ใกล้ริมฝีปาก ก่อนยิ้มบาง "ลูกเพียงนึกถึงเื่เก่า"
"เื่เก่า?" ฮองเฮาเลิกคิ้วเล็กน้อย
หลี่เฉิงเยว่หมุนถ้วยชาในมือช้า ๆ "เมื่อสิบห้าปีก่อน หลังตำหนักเย็นเกิดไฟไหม้ ลูกจำได้เลือนรางว่าฮองเฮาก็เคยให้คนต้มชารสคล้ายเช่นนี้ให้ลูกดื่ม"
รอยยิ้มของฮองเฮายังอยู่ แต่มุมปากแข็งขึ้นเพียงเล็กน้อย "เ้าจำได้หรือ"
"เพียงเศษเสี้ยวพ่ะย่ะค่ะ" หลี่เฉิงเยว่สบตานาง "จำได้ว่าชารสขมมาก"
ฮองเฮาวางมือบนลูกประคำหยกข้างตัว "ตอนนั้นเ้าใมาก หมอหลวงบอกว่าหากไม่ใช้ยาสงบจิต เกรงว่าจะเสียสติ แม่จำต้องให้เ้าดื่ม"
"ฮองเฮาทรงลำบากเพื่อลูกแล้ว"
"เ้าเป็โอรสของฝ่าา แม่ย่อมต้องดูแล"
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มจาง ๆ "ดูแลจนลูกลืมสิ่งที่ควรจำ"
ภายในตำหนักเงียบลงอีกครั้ง คราวนี้ความเงียบคมเหมือนแผ่นน้ำแข็งบางที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ
"เฉิงเยว่ วันนี้เ้าพูดจาแปลกนัก" ฮองเฮามองเขานิ่ง
"อาจเพราะเมื่อคืนลูกฝันร้าย"
"ฝันร้ายสิ่งใด"
หลี่เฉิงเยว่ยกถ้วยชาขึ้นมองกลิ่นไอที่ลอยบาง ๆ "ฝันถึงไฟ"
นิ้วของฮองเฮาที่หมุนลูกประคำหยุดลง
"ฝันถึงตำหนักเย็น" ลูกประคำเม็ดหนึ่งกระทบกันเสียงเบามาก "ฝันถึงเด็กคนหนึ่งที่พาลูกออกจากไฟ"
เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านหลังนิ่งสนิท แต่ภายในอกเหมือนถูกบีบอย่างแรง
ฮองเฮาหันไปมองเซวียนอี้ คราวนี้สายตาของนางหยุดอยู่ที่เขานานขึ้น "เด็กคนนั้นหรือ" น้ำเสียงยังอ่อนโยนแต่แววตาเย็นลงชัดเจน
หลี่เฉิงเยว่ยังคงถือถ้วยชาไว้ ไม่ดื่ม "ฮองเฮาทรงทราบหรือว่าเด็กคนนั้นคือใคร"
"แม่จะทราบได้อย่างไร เหตุการณ์ครั้งนั้นวุ่นวายมาก ไฟไหม้รุนแรง เ้าถูกพบหมดสติอยู่ด้านนอกตำหนัก หมอหลวงช่วยชีวิตเ้าไว้ได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว"
"แล้วเด็กอีกคนเล่า"
ฮองเฮายิ้มบาง "เฉิงเยว่ เ้าอาจฝันไปเองก็ได้ ตอนเด็กเ้ามักกลัวความมืด หลังไฟไหม้จึงเห็นภาพหลอนอยู่บ่อยครั้ง"
ภาพหลอน — คำนี้ทำให้เืในกายเซวียนอี้เย็นลง สิบห้าปี คำสัญญาที่เขาพกติดตัวมาสิบห้าปี หยกครึ่งชิ้นที่แนบอกมาตลอดสิบห้าปี สำหรับฮองเฮากลับเป็เพียงภาพหลอนของเด็กคนหนึ่ง
หลี่เฉิงเยว่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังเบา "เช่นนั้นหรือ"
ฮองเฮามองถ้วยชาที่ยังไม่พร่อง "เหตุใดไม่ดื่มเล่า ชานี้แม่สั่งให้ต้มเป็พิเศษ ช่วยให้จิตใจสงบ"
"ลูกเพิ่งนึกได้ว่าหมอหลวงกู้ให้ยาสงบจิตไว้เมื่อคืนแล้ว หากดื่มชาสมุนไพรเพิ่ม เกรงว่าฤทธิ์ยาจะซ้ำกัน"
ฮองเฮาเลิกคิ้ว "หมอหลวงกู้รอบคอบเสมอ หากเขาให้ยาไปแล้ว ก็คงไม่เป็ไร"
"ลูกยังไม่ได้ดื่ม"
ความเงียบกดทับลงอีกครั้ง "ทำไม" ฮองเฮาถามช้า ๆ
"ลูกอยากฝันต่อ" หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าขึ้น
ฮองเฮาจ้องเขา "ฝันร้ายไม่ใช่สิ่งน่าจดจำ"
"แต่บางทีฝันร้ายอาจเป็ความจริงที่ถูกฝังไว้"
รอยยิ้มของฮองเฮาค่อย ๆ จางลง เพียงชั่วขณะสีหน้าเมตตาของนางก็ถูกแทนที่ด้วยความนิ่งลึกของผู้ที่เคยยืนอยู่เหนือชีวิตคนมานาน "เฉิงเยว่" นางเอ่ยเสียงอ่อนลงแต่หนักกว่าเดิม "แม่รู้ว่าเ้าสูญเสียมารดาแท้ ๆ ั้แ่ยังเล็ก เติบโตมาพร้อมความหวาดระแวง ไม่เชื่อใจผู้ใดง่าย ๆ แต่เื่บางเื่ หากรื้อฟื้นขึ้นมา มีแต่จะทำให้ตนเองเ็ป"
"ใครเป็คนตัดสินว่าลูกควรเ็ปหรือไม่" หลี่เฉิงเยว่มองนาง
ฮองเฮานิ่งไป "ลูกไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกแล้ว" น้ำเสียงขององค์ชายเย็นลงทีละน้อย "ไม่ใช่เด็กที่ถูกจับคางให้ดื่มยา ไม่ใช่เด็กที่ถูกบอกให้ลืม ไม่ใช่เด็กที่ทุกคนคิดว่าจะปิดหูปิดตาได้ตลอดไป"
เซวียนอี้หันไปมองแผ่นหลังของเขา ในวินาทีนั้นเขาเห็นไม่ใช่องค์ชายผู้เ็า แต่เห็นเด็กชายใต้ต้นเหมยที่กำลังค่อย ๆ ยืนขึ้นจากเถ้าถ่าน
ฮองเฮามองหลี่เฉิงเยว่นานมาก นานจนบรรยากาศในตำหนักคุนหนิงหนักอึ้งราวมีหิมะทับอยู่บนหลังคา สุดท้ายนางก็หัวเราะเบา ๆ "เ้าคงไม่สบายจริง ๆ จึงพูดเช่นนี้ แม่ไม่ถือสา" นางหันไปสั่งขันที "ไปตามหมอหลวงกู้มา"
"ไม่ต้อง" หลี่เฉิงเยว่ยกมือขึ้น ขันทีชะงักกลางทาง
ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย "เฉิงเยว่ เ้าไม่ควรดื้อกับอาการป่วยของตนเอง"
"ลูกไม่ป่วย"
"คนป่วยมักไม่รู้ว่าตนป่วย"
"หรือคนที่จำได้ มักถูกบอกว่าป่วย"
คำตอบนี้ทำให้ฮองเฮามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบขึ้นอย่างชัดเจน ครู่หนึ่งนางจึงเปลี่ยนหัวข้อ "เมื่อคืนตำหนักอวี้หลันมีผู้บุกรุก แม่เป็ห่วงเ้ามาก ได้ยินว่าทหารเอกคนนี้เป็ผู้ขับไล่คนร้าย" สายตาของนางเลื่อนไปยังเซวียนอี้ "ชื่อเซวียนอี้ใช่หรือไม่"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เข้ามาให้ข้าดูใกล้ ๆ"
หลี่เฉิงเยว่ดวงตาเย็นลง แต่ไม่ได้ห้าม เซวียนอี้ก้าวออกมาข้างหน้า คุกเข่าลงตามธรรมเนียม ฮองเฮามองเขาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานั้นไม่เหมือนมองทหารเอกคนหนึ่ง แต่เหมือนมองหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรหลงเหลืออยู่
"ได้ยินว่าเ้ามาจากชายแดนเหนือ อยู่ที่นั่นมากี่ปี"
"ั้แ่จำความได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ั้แ่จำความได้?" ฮองเฮาทวนคำ "น่าแปลก คนเราย่อมมีบ้านเกิด มีบิดามารดา มีชื่อเดิมก่อนเข้าค่ายทหาร เ้าไม่มีหรือ"
"กระหม่อมเป็เด็กกำพร้า ไม่มีสิ่งเ่าั้พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ตอบอย่างสงบ
"น่าสงสารนัก" ฮองเฮายิ้ม ถ้อยคำเหมือนเมตตาแต่ไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย นางยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบ "องค์ชายสามไว้ใจเ้าเร็วเกินไปหรือไม่ คนไร้รากเช่นเ้า หากวันหนึ่งมีคนเสนอรากใหม่ให้ เ้าอาจหันดาบใส่นายของตนได้ง่าย ๆ"
เซวียนอี้นิ่งเงียบ หลี่เฉิงเยว่ยกสายตามองฮองเฮา "ฮองเฮาทรงกังวลเกินไป เซวียนอี้เป็คนของลูก"
คำว่าคนของลูกทำให้สีหน้าฮองเฮาเปลี่ยนไปเพียงนิด แต่เป็นิดเดียวที่หลี่เฉิงเยว่รออยู่ "คนของเ้า?"
"พ่ะย่ะค่ะ" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบ "ฝ่าาพระราชทานเขาให้คุ้มครองลูก นับแต่ก้าวเข้าตำหนักอวี้หลัน เขาก็เป็คนของลูก หากมีผู้ใดสงสัยเขา เท่ากับสงสัยการตัดสินใจของลูกและพระบัญชาของฝ่าา"
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ "แม่เพียงถามด้วยความห่วงใย"
"ลูกทราบ" สองคำนี้สุภาพ แต่ไม่มีความเชื่ออยู่ในนั้น
ฮองเฮามองเซวียนอี้อีกครั้ง "ยื่นมือมา"
เซวียนอี้ชะงักเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่หลุบตาลง ฮองเฮาเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยน "ได้ยินว่าเ้าาเ็เมื่อคืน แม่มีตลับยาห้ามเืชั้นดี จะประทานให้"
"ขอบพระทัยฮองเฮา แต่อาการาเ็ของกระหม่อมไม่หนัก ไม่กล้ารับของประทาน" เซวียนอี้ค้อมศีรษะ
"เ้าไม่รับของจากข้า?" บรรยากาศตึงขึ้นทันที
"กระหม่อมต่ำต้อย เกรงว่าจะไม่คู่ควร" เซวียนอี้เงยหน้า
ฮองเฮายิ้ม "ต่ำต้อยหรือ ในเมื่อองค์ชายสามบอกว่าเ้าเป็คนของเขา เ้าก็ไม่ควรดูถูกตนเองเช่นนั้น" นางกำนัลนำตลับยาเล็ก ๆ สีทองมาวางบนถาด ฮองเฮามองหลี่เฉิงเยว่ "เฉิงเยว่ เ้าคงไม่ปฏิเสธน้ำใจของแม่แทนทหารเอกกระมัง"
กับดัก — หลี่เฉิงเยว่รู้ทันที หากปฏิเสธ ฮองเฮาจะใช้เื่นี้กล่าวหาว่าเขาหวาดระแวงจนไม่ให้เกียรตินาง หากรับ ยานั้นอาจมีบางอย่างซ่อนอยู่ แต่คนที่ต้องแตะยาคือเซวียนอี้ มือของหลี่เฉิงเยว่ใต้แขนเสื้อกำแน่นขึ้น
เซวียนอี้เองก็รับรู้ได้ถึงความกดดันนี้ เขาจึงยื่นมือออกไปก่อนที่องค์ชายจะตอบ "กระหม่อมขอบพระทัยฮองเฮา"
นางกำนัลวางตลับยาลงบนฝ่ามือของเขา ในจังหวะที่ฝาตลับเปิดออกเล็กน้อย กลิ่นสมุนไพรเย็นขมลอยขึ้นมา ไม่ใช่กลิ่นยาห้ามเืทั่วไป แต่คล้ายกลิ่นชาที่วางอยู่ตรงหน้าหลี่เฉิงเยว่
เซวียนอี้ไม่แสดงสีหน้า เขาปิดฝาตลับแล้วเก็บไว้ในแขนเสื้อ หลี่เฉิงเยว่เห็นทุกอย่าง ในอกพลันเย็นลงกว่าหิมะ
ฮองเฮายิ้มอย่างพอใจ "ดี เด็กเชื่อฟังย่อมน่ารัก"
"กระหม่อมมิกล้า" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
หลี่เฉิงเยว่มองเขา สายตาทั้งสองสบกันเพียงเสี้ยวหนึ่ง ไม่มีถ้อยคำ แต่เซวียนอี้รู้ว่าองค์ชายไม่พอใจ ไม่พอใจที่เขารับของจากฮองเฮา ไม่พอใจที่เขาเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในอันตรายอีกแล้ว แต่ครั้งนี้เซวียนอี้จำเป็ต้องรับ เพราะหากสิ่งนั้นเป็หลักฐาน เขาต้องนำมันออกจากตำหนักคุนหนิงให้ได้
การสนทนาดำเนินต่ออีกครู่หนึ่ง ฮองเฮาถามเื่สุขภาพ ถามเื่ฝ่าา ถามเื่ตำหนักอวี้หลัน ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทุกคำ หลี่เฉิงเยว่ตอบอย่างสุภาพทุกประโยค ทว่าทั้งสองรู้ดีว่าใต้คำถามเ่าั้คือการหยั่งเชิง และใต้คำตอบเ่าั้คือการปกปิดคมดาบ
จนในที่สุด หลี่เฉิงเยว่จึงลุกขึ้น "ลูกไม่รบกวนฮองเฮานานกว่านี้แล้ว"
ฮองเฮามองถ้วยชาที่ยังไม่ถูกดื่มแม้แต่คำเดียว "ชานี้เย็นเสียแล้ว"
"น่าเสียดายพ่ะย่ะค่ะ" หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง
"คราวหน้า แม่จะให้คนต้มใหม่"
"ลูกจะรอ"
ถ้อยคำสุภาพ แต่สายตาของทั้งสองเย็นเยียบ
เมื่อหลี่เฉิงเยว่เดินออกจากตำหนักคุนหนิง เซวียนอี้ตามหลังไปอย่างเงียบงัน เพียงพ้นประตูใหญ่ สีหน้าของหลี่เฉิงเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที "เอายานั่นมา"
เซวียนอี้ล้วงตลับยาออกมายื่นให้ หลี่เฉิงเยว่รับมา เปิดฝาเพียงนิดเดียว สูดกลิ่นเบา ๆ แล้วปิดทันที "กลิ่นเดียวกัน"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้พยักหน้า
"เ้าไม่ควรรับ"
"หากไม่รับ เราจะไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ"
"และหากมันเคลือบพิษที่ผิวตลับ?"
เซวียนอี้ชะงักไป หลี่เฉิงเยว่คว้าข้อมือเขาขึ้นมาทันที ตรวจฝ่ามืออย่างละเอียด บนปลายนิ้วของเซวียนอี้มีรอยสีจาง ๆ คล้ายผงยาที่ติดมาจากฝาตลับ สีหน้าของหลี่เฉิงเยว่เย็นลง "ฝูอัน เตรียมน้ำสะอาดกับสุรา"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฝูอันที่ตามมาห่าง ๆ รีบตอบ
"องค์ชาย กระหม่อมไม่รู้สึกผิดปกติ" เซวียนอี้เอ่ยเสียงต่ำ
"ข้าไม่ได้ถาม"
หลี่เฉิงเยว่จับมือเขาไว้ไม่ปล่อย เซวียนอี้ก้มมองมือของตนที่ถูกองค์ชายจับไว้ ฝ่ามือขาวซีดของหลี่เฉิงเยว่เย็นกว่ามือเขามาก แต่แรงที่จับกลับแน่นอย่างยิ่ง เหมือนกลัวว่าเพียงปล่อยมือ เขาจะหายไปอีก เซวียนอี้รู้สึกเจ็บในอกอย่างอ่อนโยน เอ่ยเบา ๆ "กระหม่อมไม่เป็ไรจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองเขา "เ้ารู้หรือไม่ว่าคำว่าไม่เป็ไรของเ้าเริ่มทำให้ข้าโมโห"
เซวียนอี้เงียบลงทันที
เมื่อกลับถึงตำหนักอวี้หลัน หลี่เฉิงเยว่สั่งปิดประตูทันที ฝูอันนำอ่างน้ำอุ่น สุรา และผ้าสะอาดมาให้ หลี่เฉิงเยว่ล้างมือให้เซวียนอี้ด้วยตนเอง เซวียนอี้พยายามดึงมือกลับหลายครั้ง แต่สายตาขององค์ชายทำให้เขาไม่กล้าขยับอีก
น้ำอุ่นเปลี่ยนเป็ขุ่นเล็กน้อยจากผงยาที่ละลายออกจากนิ้ว ฝูอันหน้าซีด "นี่คือ…"
หลี่เฉิงเยว่หยิบเข็มเงินออกมาจุ่มลงในน้ำ ปลายเข็มค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็เทาหม่น ฝูอันสูดลมหายใจเฮือก เซวียนอี้เองก็แววตาเย็นลง
หลี่เฉิงเยว่มองเข็มเงินในมือ "ไม่ใช่พิษร้ายแรงทันที แต่มีบางอย่างจริง ๆ"
"ฮองเฮากล้าทำถึงเพียงนี้…" ฝูอันรีบคุกเข่า
หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบ "นางไม่ได้้าฆ่าเซวียนอี้ในตำหนักคุนหนิง หากเขาตายทันที นางจะถูกสงสัย" เขาวางเข็มลง "แต่นาง้าให้เราเข้าใจว่า สิ่งใดก็ตามที่ออกจากมือนาง อาจพรากสิ่งสำคัญของข้าไปได้ทุกเมื่อ"
"พระองค์หมายความว่า…" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
"นางกำลังเตือนข้า" หลี่เฉิงเยว่พูดช้า ๆ "หากข้าสืบต่อ คนข้างกายข้าจะไม่ปลอดภัย"
ห้องทั้งห้องเงียบลง เซวียนอี้ดึงมือกลับช้า ๆ คราวนี้หลี่เฉิงเยว่ปล่อย เขาคุกเข่าลงตรงหน้าองค์ชาย "กระหม่อมไม่กลัวพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ารู้ว่าเ้าจะพูดเช่นนี้" หลี่เฉิงเยว่หลับตาอย่างอดทน
"ไม่ว่าฮองเฮาจะทำสิ่งใด กระหม่อมจะอยู่ข้างพระองค์"
"ข้าก็รู้ว่าเ้าจะพูดเช่นนี้" หลี่เฉิงเยว่มองเขา "แต่สิ่งที่ข้าอยากได้ยินไม่ใช่ว่าเ้าจะยอมตายเพื่อข้า" น้ำเสียงเบาลง "ข้าอยากได้ยินว่าเ้าจะอยู่รอดไปกับข้า"
เซวียนอี้นิ่งค้าง คำว่าไปกับข้าทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ เขาเคยสาบานว่าจะตายแทนองค์ชาย แต่ไม่เคยมีใครขอให้เขาอยู่รอดไปด้วยกัน ชีวิตของเขาเคยมีค่าเพียงเมื่อใช้ปกป้องคนอื่น แต่หลี่เฉิงเยว่กำลังบอกว่าชีวิตของเขามีค่าแม้เพียงยังหายใจอยู่
นานมากกว่าเซวียนอี้จะก้มศีรษะลง "กระหม่อมจะพยายามอยู่รอดไปกับพระองค์"
"ไม่ใช่พยายาม" หลี่เฉิงเยว่มองเขา "ต้องทำให้ได้" น้ำเสียงเด็ดขาดราวคำสั่งทัพ
เซวียนอี้สบตาเขา แล้วตอบชัดเจน "พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำให้ได้"
หลี่เฉิงเยว่จึงยอมละสายตา หันไปสั่งฝูอัน "นำตลับยานี้ไปเก็บรวมกับยาของหมอหลวงกู้ หาคนตรวจอย่างละเอียด อย่าใช้หมอในวัง"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"และส่งคนไปสืบขันทีในตำหนักคุนหนิงที่รับคำสั่งเกี่ยวกับยา โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานอยู่ที่ตำหนักเย็นเก่าเมื่อสิบห้าปีก่อน"
"พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เดินไปยังโต๊ะหนังสือ หยิบพู่กันเขียนชื่อสองคำลงบนกระดาษ
หมอหลวงกู้
ฮองเฮา
จากนั้นเขียนคำที่สาม
ดอกเหมยดำ
หมึกดำซึมลงบนกระดาษขาวเหมือนเืเก่าที่เริ่มปรากฏใต้หิมะ "สามสิ่งนี้เชื่อมกัน"
เซวียนอี้เดินมายืนข้างเขา "ฮองเฮาอาจเป็ผู้สั่งหมอหลวงกู้ ส่วนดอกเหมยดำคือมือที่ใช้ปิดปากพยาน"
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า "แต่ยังขาดเหตุผล"
"เหตุใดฮองเฮาจึง้าให้พระองค์ลืมคืนนั้น"
"ใช่" องค์ชายมองกระดาษตรงหน้า "หากเพียง้าฆ่าข้า นางมีโอกาสมากมาย เหตุใดต้องทำให้ข้ารอด แล้วทำให้ข้าลืม"
เซวียนอี้เงียบไป "เพราะพระองค์เห็นบางอย่างที่นางยังไม่อาจให้ใครรู้ แต่ก็ไม่อาจฆ่าพระองค์ในเวลานั้นได้"
"เหตุใดฆ่าไม่ได้" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
คำถามนั้นหนักมาก ทั้งคู่รู้ดีว่าคำตอบอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลึกกว่าความแค้นธรรมดา อาจเกี่ยวกับชาติกำเนิด อาจเกี่ยวกับตำแหน่งรัชทายาท อาจเกี่ยวกับความลับที่ทำให้ราชวงศ์ทั้งราชวงศ์สั่นคลอน
ขณะนั้นเอง ฝูอันที่เพิ่งออกไปจัดการคำสั่ง รีบกลับเข้ามาด้วยใบหน้าซีด "องค์ชาย มีคนจากตำหนักบูรพามาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตำหนักบูรพา?" — ตำหนักของรัชทายาท แม้รัชทายาทจะยังมีชีวิตอยู่ แต่่หลังสุขภาพไม่ดีและไม่ค่อยออกว่าราชการ ข่าวลือในวังมีมากมาย บ้างว่าเขาป่วยจริง บ้างว่าถูกวางยา บ้างว่ากำลังถูกคนในราชสำนักใช้เป็หุ่นเชิด
ฝูอันก้มหน้า "เป็ขันทีใกล้ชิดของรัชทายาท เขาบอกว่ารัชทายาททรงมีข้อความลับถึงองค์ชายสาม"
หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้สบตากัน "อาจเป็กับดัก" เซวียนอี้เอ่ยเสียงต่ำ
"หรืออาจเป็ทางออก" หลี่เฉิงเยว่ตอบ แล้วหันไปหาฝูอัน "ให้เข้ามา"
ไม่นาน ขันทีหนุ่มจากตำหนักบูรพาก็ถูกพาเข้ามา ใบหน้าซีด ตาแดงคล้ายไม่ได้นอนมาหลายคืน พอเห็นหลี่เฉิงเยว่ก็รีบคุกเข่าลงทันที "ถวายบังคมองค์ชายสาม"
"รัชทายาทให้เ้ามาหาข้า?"
ขันทีหนุ่มล้วงซองผ้าเล็ก ๆ จากอกเสื้อออกมาด้วยมือสั่น "พ่ะย่ะค่ะ รัชทายาทกำชับว่าต้องมอบให้พระองค์ด้วยมือกระหม่อมเอง และต้องทูลพระองค์ว่า…" เขากลืนลมหายใจ "หากองค์ชายสามเริ่มจำคืนตำหนักเย็นได้แล้ว อย่าเชื่อฮองเฮา และอย่าเสวยชาจากผู้ใดในวังอีก"
หลี่เฉิงเยว่ดวงตาเย็นวาบ เซวียนอี้ก้าวมาข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
ขันทีหนุ่มรีบวางซองผ้าลงบนพื้นแล้วถอย "รัชทายาทยังตรัสว่า สิ่งที่องค์ชายตามหา…ถูกซ่อนไว้ในหอเก็บบันทึกเก่าหลังวัดบรรพชนพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่รับซองผ้ามาเปิดออก ภายในมีกระดาษแผ่นหนึ่งกับเศษผ้าไหมที่ถูกไฟไหม้ครึ่งหนึ่ง บนกระดาษมีลายมือของรัชทายาทเขียนไว้เพียงไม่กี่คำ
สิบห้าปีก่อน ข้าเห็นนางถือถ้วยยา
ลมหายใจของหลี่เฉิงเยว่สะดุด ด้านล่างมีอีกประโยคหนึ่ง
นางไม่ได้้าฆ่าเ้า เพราะเ้าไม่ใช่เพียงองค์ชายสาม
หมึกบนตัวอักษรยังใหม่ แต่ความหมายของมันเย็นจนทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท
ไม่ใช่เพียงองค์ชายสาม
เซวียนอี้มองข้อความนั้น ใจเต้นแรงขึ้น หลี่เฉิงเยว่กำกระดาษแน่น "รัชทายาทยังพูดอะไรอีกหรือไม่"
ขันทีหนุ่มน้ำตาคลอ "พระองค์ตรัสว่า…หากคืนนี้ข้ากลับตำหนักบูรพาไม่ได้ ขอให้องค์ชายสามอย่าตามหาข้า"
"หมายความว่าอย่างไร" หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
ยังไม่ทันขันทีหนุ่มจะตอบ เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ฉึก — เสียงสั้นมาก เหมือนลูกธนูปักเข้าเนื้อ
ขันทีหนุ่มเบิกตากว้าง เืสีเข้มไหลออกจากมุมปาก เซวียนอี้พุ่งเข้าไปคว้าร่างเขาไว้ก่อนจะล้มลง ที่หลังคอของขันทีมีเข็มเงินเล่มเล็กปักอยู่ ปลายเข็มมีดอกเหมยสีดำจิ๋วสลักไว้
ขันทีหนุ่มพยายามอ้าปาก "หอ…บันทึก…เก่า…" เืไหลออกมามากขึ้น "อย่า…ให้…นาง…ได้…"
เสียงขาดหายไป ร่างของเขาแน่นิ่งในอ้อมแขนเซวียนอี้
ภายในตำหนักอวี้หลันเงียบราวถูกหิมะฝังทั้งหลัง หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่กลางห้อง มือยังคงกำจดหมายของรัชทายาทไว้แน่น ครั้งนี้ไม่มีความสั่นไหวบนใบหน้า มีเพียงความเย็นที่ค่อย ๆ ลึกลงจนแทบทำให้อากาศแข็งตัว
"ปิดประตูตำหนัก อย่าให้ข่าวนี้แพร่ออกไป"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฝูอันรีบคุกเข่ารับคำ
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองร่างขันทีหนุ่ม คนอีกหนึ่งคนตายเพราะความลับเดียวกัน เมื่อคืนหญิงชรา วันนี้ขันทีจากตำหนักบูรพา ดอกเหมยดำกำลังปิดปากทุกคนที่พยายามพูดความจริง
"องค์ชาย" เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น
หลี่เฉิงเยว่สบตาเขา ในดวงตาของทหารเอกมีความกังวล แต่ไม่มีความลังเล "คืนนี้ เราต้องไปหอเก็บบันทึกเก่าหลังวัดบรรพชน"
หลี่เฉิงเยว่พับจดหมายเก็บไว้ในแขนเสื้อช้า ๆ "ใช่" เขามองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะหยุดตกแล้ว แต่เมฆดำยังไม่สลาย "ในเมื่อพวกเขาฆ่าคนต่อหน้าข้าถึงในตำหนักอวี้หลัน แปลว่าพวกเขากลัวสิ่งที่อยู่ในหอนั่นมากกว่ากลัวข้า"
เซวียนอี้วางร่างขันทีลงอย่างระมัดระวัง ลุกขึ้นยืน "กระหม่อมจะเตรียมตัว"
หลี่เฉิงเยว่หันกลับมามองเขา "แขนเ้ายังเจ็บ"
"ยังอยู่รอดไปกับพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ"
ประโยคนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงเบา "ดี"
เพียงคำเดียว แต่เซวียนอี้รู้ว่านั่นคือคำอนุญาต
คืนนั้นยังมาไม่ถึง แต่เงาของมันเริ่มคลุมลงเหนือวังหลวงแล้ว ถ้วยชาของฮองเฮายังวางอยู่ในตำหนักคุนหนิง ยาของหมอหลวงกู้ยังรอการตรวจสอบ จดหมายจากรัชทายาทยังมีหมึกไม่แห้งสนิท และคำว่า "ไม่ใช่เพียงองค์ชายสาม" กำลังเปิดประตูไปสู่ความลับที่อันตรายกว่าคืนไฟไหม้
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มือแตะหยกสองชิ้นที่เซวียนอี้ส่งคืนให้เขาชั่วคราว หยกเย็นเฉียบ แต่คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเมื่อหันกลับไป เซวียนอี้ยังยืนอยู่ตรงนั้น
เงียบงัน มั่นคง และไม่หายไปไหน
เหมือนปีกที่กลับมาหาจันทร์ แม้ท้องฟ้าเหนือวังหลวงจะเต็มไปด้วยคมมีดก็ตาม