บันทึกเรื่องราวปีศาจ : ข้าคือผู้คุมเรือนจำที่แข็งแกร่งที่สุด!

    บทที่ 33 เลี้ยงส่ง

            สวี่หยางหัวเราะพลางกล่าว "คนกลุ่มนั้นใช้เงินเป็นเบี้ย เบี้ยเลี้ยงแต่ละเดือนล้วนเอาไปประเคนให้หอจุ้ยหงหมด แล้วจะเตรียมของขวัญอะไรให้ข้าได้ล่ะ"

     

            "ท่านพูดถูกแล้วล่ะขอรับ" จางหลิงเบ้ปากพลางกล่าว

     

            "ทุกคนตั้งใจว่าจะพาท่านไปเลี้ยงอาหารที่หอจุ้ยหงสักมื้อน่ะขอรับ

     

            คืนนี้ที่หอจุ้ยหง พวกเราจะจัดงานเลี้ยงส่งให้ท่าน ข้ายังมีธุระอื่นอีก เอาไว้เจอกันตอนค่ำนะขอรับ" จางหลิงเดินจากไป

     

            สวี่หยางหัวเราะพลางส่ายหน้า สถานที่ที่พวกผู้คุมกลุ่มนี้ชอบไปมากที่สุดก็คือหอจุ้ยหง

     

            แม้ว่าสวัสดิการของผู้คุมจะดีมาก ทว่าในสายตาของคนทั่วไปกลับไม่ใช่สายอาชีพที่ดีนัก ซ้ำยังดูต้อยต่ำกว่าผู้อื่นไปหนึ่งขั้น จนทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจ

     

            แต่ขอเพียงแค่มีเงิน หอจุ้ยหงก็ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะมีฐานะอะไร ดังนั้นพวกผู้คุมที่ปกติไม่ค่อยมีใครต้อนรับ จึงชอบไปค้นหาความมั่นใจที่หอจุ้ยหง

     

            ตกค่ำ สวี่หยางก็เดินทางมาถึงหอจุ้ยหงก่อนเป็นคนแรก

     

            แม้ว่าสวี่หยางจะไม่ค่อยได้มาบ่อยนัก ทว่าเวลาที่เขาเลี้ยงอาหารแขกก็มักจะเลือกที่นี่เสมอ อีกทั้งยังใจป้ำมาก นายหญิงของที่นี่จึงมีความประทับใจในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง พอเขาเพิ่งจะมาถึง นายหญิงก็รีบเข้ามาต้อนรับในทันที

     

            "โอ้โห นี่คุณชายสวี่ไม่ใช่หรือ? วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้ล่ะเจ้าคะ ท่านนี่เป็นแขกหายากมากเลยนะ!"

     

            คนที่สวี่หยางเชิญมา นายหญิงเองก็รู้จักดี ซ้ำยังรู้ถึงฐานะของสวี่หยางผ่านทางปากของคนกลุ่มนี้ด้วย ทว่านางก็ไม่ได้สนใจอะไร เมื่อเข้ามาในหอจุ้ยหงแล้ว นั่นก็คือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของนาง!

     

            "คุณชาย วันนี้จะให้จัดเตรียมแม่นางคนไหนมาคอยปรนนิบัติท่านดีเจ้าคะ หรือว่าท่านจะเลือกเอง"

     

            สวี่หยางโบกมือไปมาพลางกล่าว "วันนี้ข้าไม่ได้เป็นเจ้ามือ ข้าจะรอฟังการจัดเตรียมจากคนอื่น"

     

            สวี่หยางเพิ่งจะพูดจบ จางหลิงก็พาพวกผู้คุมเดินเข้ามาจากประตูใหญ่ ผู้คุมเหล่านี้ล้วนเป็นแขกประจำ นายหญิงจึงยิ่งเข้ามาต้อนรับขับสู้ด้วยความเอาใจใส่อย่างกระตือรือร้น

     

            เห็นได้ชัดว่าจางหลิงเพิ่งจะเคยมาสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก เขาจึงแสดงท่าทางอึดอัดใจออกมาเป็นอย่างมาก กลิ่นแป้งชาดที่ลอยโชยมาจากตัวนายหญิงทำให้เขาต้องย่นจมูกอยู่ตลอดเวลา

     

            "พี่สวี่" จางหลิงรีบหลบหนีจากกลิ่นหอมของแป้งชาดมายืนอยู่ข้างกายสวี่หยาง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อได้ติดตามสวี่หยาง เขาก็มักจะรู้สึกอุ่นใจอยู่เสมอ

     

            สวี่หยางหัวเราะพลางเอ่ยแซวจางหลิง จางหลิงหันไปเรียกทุกคนให้รีบเข้าไปในห้องส่วนตัว ทว่าพวกผู้คุมกลุ่มนั้นกลับส่งเสียงโห่ร้องแซวขึ้นมา

     

            "ฮ่า ๆ นายหญิง นี่คือจางหลิง หัวหน้าผู้คุมคนใหม่ของพวกเรา ต่อไปเจ้าก็ต้องคอยดูแลเขาให้ดี ๆ หน่อยนะ!"

     

            "แหม ดูใบหน้าอันหล่อเหลานี้สิ อายุยังน้อยแค่นี้ก็ได้เป็นหัวหน้าผู้คุมแล้ว อนาคตจะต้องก้าวไกลอย่างไร้ขีดจำกัดแน่นอน!"

     

            นายหญิงมองดูจางหลิง จากนั้นก็หันไปมองสวี่หยาง ระหว่างคิ้วปรากฏร่องรอยของความสงสัยเพิ่มขึ้นมา

     

            จางหลิงราวกับจะรับรู้ได้ จึงเตรียมจะเอ่ยปากอธิบายถึงสถานะของสวี่หยาง แต่กลับถูกสวี่หยางห้ามเอาไว้เสียก่อน เขาเรียกให้ทุกคนเข้าไปในห้องส่วนตัว นายหญิงจึงรีบจัดเตรียมหญิงสาวจำนวนที่เหมาะสมมาคอยนั่งดื่มสุราเป็นเพื่อนทุกคนในทันที

     

            กลิ่นหอมอบอวล สุราสีแดงชวนให้มัวเมา พวกผู้คุมกลุ่มนี้ราวกับลืมไปแล้วว่าตัวเอกของงานควรจะเป็นสวี่หยางต่างหาก

     

            สวี่หยางและจางหลิงนั่งดื่มสุราอยู่ด้านข้างโดยไม่ได้พูดอะไรมากนัก ข้างกายของทั้งสองคนก็ไม่มีหญิงสาวมาคอยนั่งเป็นเพื่อน จางหลิงพูดคุยกับสวี่หยางหลายเรื่อง ภายในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง

     

            เวลาผ่านไปไม่นานก็เข้าสู่ช่วงดึก จางหลิงจึงเอ่ยปากขึ้น "พี่สวี่ นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้ท่านขอรับ"

     

            จางหลิงหยิบรองเท้าคู่หนึ่งออกมาจากห่อผ้าที่สะพายไว้ด้านหลังพลางกล่าว "รองเท้าคู่นี้ ข้าสั่งให้คนทำขึ้นมาใหม่ขอรับ"

     

            ทุกคนเมามายไม่ได้สติ ทว่าเมื่อเห็นว่าจางหลิงมอบของขวัญให้ ก็รีบไล่หญิงสาวออกไป จากนั้นจึงพากันหยิบของขวัญที่ตนเองเตรียมไว้ออกมา ของขวัญเหล่านี้มีทั้งเสื้อและกางเกง

     

            สวี่หยางหัวเราะพลางรับของทั้งหมดเอาไว้และกล่าว "ของพวกนี้ใช้งานได้จริงทั้งนั้น ตอนที่ข้าไปที่นั่นก็คงจะได้ใช้งาน"

     

            เมื่อเดินออกมาจากห้องส่วนตัว ในดวงตาของจางหลิงก็มีหยาดน้ำตาคลอเบ้า การที่เขาสามารถใช้ชีวิตในมหาเรือนจำสยบอสูรได้อย่างสุขสบายถึงเพียงนี้ ล้วนเป็นเพราะความช่วยเหลือจากสวี่หยางทั้งสิ้น แม้กระทั่งตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมในวันนี้ ก็เป็นสวี่หยางที่ช่วยจัดการให้เขา

     

            "อ้าว นี่สวี่หยางไม่ใช่หรือ?" หัวหน้าผู้คุมคนหนึ่งเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องส่วนตัวเช่นกัน เมื่อเขาเห็นสวี่หยางกับพวก ก็เอ่ยทักทายขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเกรงใจนัก

     

            "ที่แท้ก็หัวหน้าผู้คุมหลี่นี่เอง" สวี่หยางหัวเราะพลางกล่าวทักทายคนตรงหน้า

     

            ข้างกายของหัวหน้าผู้คุมหลี่ยังมีหัวหน้าผู้คุมจากแห่งอื่น ๆ อีก ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มารวมตัวกันได้อย่างไร

     

            หัวหน้าผู้คุมหลี่ปรายตามองสวี่หยางพลางแสยะยิ้ม "มหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ยของพวกเจ้า คราวนี้ได้หน้าไปเต็ม ๆ เลยนะ

     

            ประกาศเพิ่งจะแจ้งลงมาแค่วันเดียว พวกเจ้าก็เลือกคนออกมาได้แล้ว ข้านี่นับถือจากใจจริงเลยล่ะ!"

     

            เดิมทีพวกหัวหน้าผู้คุมหลี่และคนอื่น ๆ ต่างก็มีความประทับใจในตัวสวี่หยางไม่เลวนัก ถึงอย่างไรสวี่หยางก็เคยเลี้ยงอาหารพวกเขา ทว่าตอนนี้พวกเขากลับยิ่งมองสวี่หยางก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา

     

            เรื่องที่สวี่หยางเสนอตัวลงไปยังเรือนจำชั้นสองนั้น ทุกคนต่างก็รับรู้กันหมดแล้ว และเบื้องบนก็ดันออกคำสั่งเรียกร้องให้พวกหัวหน้าผู้คุมทุกคนเอาเป็นแบบอย่างและทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ดี นี่มันก็เท่ากับว่าสวี่หยางกำลังผลักไสพวกเขาสู่กองเพลิงชัด ๆ !

     

            สวี่หยางรนหาที่ตายเอง แล้วพวกเขายังต้องไปตายเป็นเพื่อนด้วยอีก แบบนี้จะให้อารมณ์ดีได้อย่างไรเล่า!

     

            ดังนั้นพอได้เจอหน้าสวี่หยาง เขาจึงพูดจาถากถางประชดประชันสารพัด ขาดก็แค่ด่าออกมาตรง ๆ ว่าสวี่หยางเป็นไอ้โง่ก็เท่านั้น

     

            จางหลิงทนไม่ไหว คิดจะเข้าไปโต้เถียงกับพวกหัวหน้าผู้คุมหลี่ แต่สวี่หยางกลับห้ามเขาเอาไว้ ต่อไปจางหลิงก็จะต้องขึ้นเป็นหัวหน้าผู้คุมเช่นกัน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อพบปะกันบ้างเป็นบางครั้ง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาผิดใจกันที่นี่

     

            "ถึงอย่างไรก็กำลังจะได้เป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำทางการแล้วนี่นะ คงจะไม่มองใครให้เต็มตาแล้วสิ" หัวหน้าผู้คุมหลี่ถ่มน้ำลายพลางกล่าว

     

            "ทุกคนดูเอาไว้สิ เจ้าหน้าที่เรือนจำชั้นสองกำลังจะลงไปแล้ว เป็นถึงตำแหน่งขุนนางขั้นเก้าเชียวนะ ช่างมีอำนาจบารมีใหญ่โตเสียจริง!"

     

            หัวหน้าผู้คุมหลี่จงใจทำให้สวี่หยางอับอาย ทว่าสวี่หยางที่อยู่ด้านล่างกลับมีความรู้สึกราวกับเป็นดวงจันทร์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมู่ดาวขึ้นมาในทันที

     

            คนในหอจุ้ยหงส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจดีว่าเรือนจำชั้นสองหมายความว่าอย่างไร แต่ละคนที่มองมายังสวี่หยางล้วนมีแววตาที่ซับซ้อน ทว่าส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและเวทนา

     

            แม้กระทั่งหญิงสาวเหล่านั้นที่ไม่ได้ใส่ใจว่าพวกเขาจะเป็นผู้คุมหรือไม่ ก็ยังพากันหวาดกลัวและหลบเลี่ยงโดยทันที!

     

            เรือนจำสวรรค์ชั้นที่หนึ่งกับเรือนจำสวรรค์ชั้นที่สอง เป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกนางสามารถคบหาสมาคมกับผู้คุมที่ต่ำต้อยกว่าหนึ่งขั้นเพื่อหาเงินจากพวกเขา และหยอกล้อกับพวกเขาได้

     

            ทว่าพวกนางก็ไม่ต้องการจะเข้าใกล้คนตายมากเกินไป ในตอนนี้สวี่หยางก็คือคนตายในสายตาของพวกนาง ทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามันเป็นลางร้าย!

     

            "มนุษย์เรานี่ ช่างมองโลกตามความเป็นจริงเสียเหลือเกิน" สวี่หยางหัวเราะเสียงแผ่วพลางเดินออกจากหอจุ้ยหง จางหลิงรีบเดินตามไปในทันที

     

            "พี่สวี่ ท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยนะขอรับ พวกเขาก็แค่อิจฉาท่าน..."

     

            ท่ามกลางสายลมหนาว อาการเมามายของพวกเขาก็สร่างซาไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา พวกผู้คุมที่เหลือเดินตามหลังคนทั้งสองไปโดยไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุดก็คือสวี่หยางจะเปลี่ยนใจ ไม่ยอมลงไปยังมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่สอง

     

            สวี่หยางหัวเราะพลางกล่าว "ข้าไม่มีอะไรให้ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก ข้าเป็นคนเรียกร้องที่จะไปเอง ลงไปก็ดีเหมือนกัน โอกาสที่จะได้ปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงก็มีมากขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย"

     

            เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริง สวี่หยางไม่ได้พูดจาเหลวไหล แม้ว่าเบื้องล่างจะอันตรายถึงชีวิต ทว่าหากต้องการจะยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองขึ้นไปอีกขั้น ก็จำเป็นที่จะต้องหาวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าความมุ่งร้ายที่มากขึ้น

     

            ยามดึกสงัด สวี่หยางพักผ่อนอยู่ในห้องของตนเอง อีกสองวันก็จะต้องเดินทางไปที่ชั้นสองแล้ว ไม่รู้ว่าที่ชั้นสองนั้นจะมีสภาพแวดล้อมเป็นเช่นไร

     

            เดิมทีเวลาที่เบื้องบนกำหนดให้นั้นยาวนานกว่านี้มาก ทว่าด้วยความที่สวี่หยางซึ่งเป็นถึงหัวหน้าผู้คุมได้เสนอตัวรับหน้าที่และตัดสินใจเด็ดขาดตั้งแต่วันแรก นั่นจึงเป็นเหตุให้เวลาที่เหลือสำหรับเรือนจำหมายเลขอื่น ๆ ต้องถูกลดทอนลงไปอย่างมาก

     

            ดังนั้นสายตาของพวกหัวหน้าผู้คุมแต่ละคนที่มองมายังสวี่หยาง จึงราวกับต้องการจะฆ่าเขาให้ตายเสียอย่างนั้น

     

            แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสวี่หยางเลย พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่ไปก็ได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาเป็นคนตัดสินใจชี้ขาดเสียหน่อย จะมาโทษเขาไม่ได้หรอกนะ!