ตอนที่ 70 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่
เซี่ยรุ่ยคางพาภรรยาและลูกหนีมาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขาจ่ายค่าห้องและค่าอาหารล่วงหน้าเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พร้อมกับแจ้งผู้จัดการโรงแรมไว้ด้วยว่าหากไม่มีเรื่องสำคัญอะไรอย่าให้ใครขึ้นมาที่ห้องของพวกเขาเด็ดขาด ภรรยาและลูกชายของเซี่ยรุ่ยคางเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย พวกเขาทนไม่ได้กับการต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้ หลังจากที่ต้องนอนแช่อยู่ในห้องพักของโรงแรมเล็ก ๆ นี่มาหนึ่งวันเต็ม พวกเขาก็เริ่มโวยวายและเรียกร้องที่จะกลับบ้าน เป็นเหตุให้เซี่ยรุ่ยคางต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการที่จะเกลี้ยกล่อมภรรยาและลูกชายของเขาให้ยอมอยู่ที่นี่ต่อ เมื่อถึงเวลามื้อเย็น พนักงานของโรงแรมก็นำอาหารขึ้นมาส่งให้กับพวกเขา คนทั้งสามนั่งล้อมวงที่โต๊ะเล็ก ๆ ตัวหนึ่งในห้องพักและพยายามกล้ำกลืนฝืนทนนำอาหารรสชาติไม่ได้เรื่องเข้าปาก“แม่! ผมไม่กินแล้วนะ อาหารที่นี่รสชาติโคตรแย่เลย ถ้าให้กินอีกคำผมต้องอ้วกแน่!”ลูกชายของเซี่ยรุ่ยคางโยนตะเกียบและถ้วยข้าวลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด เขากลอกตามองพ่อของตนแวบหนึ่งก่อนจะเดินตรงไปทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยสภาพซังกะตายไม่ต่างจากศพ ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางทนดูไม่ได้อีกต่อไป ด้วยความเป็นห่วงว่าลูกชายตัวอ้วนของเธอจะหิว คุณนายเซี่ยจึงได้คว้าถ้วยข้าวขึ้นมาพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบกับสองสามอย่างมาวางบนจานแล้วยกไปที่เตียง ผู้เป็นลูกยังคงแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาให้เห็น เขากลิ้งตัวหลบและไม่ยอมทานอาหารที่มารดานำมาให้ ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางหันมาระบายความโกรธลงที่ผู้เป็นสามีแทน เธอชี้หน้าด่าสามียกใหญ่จนเลยเถิดกลายเป็นทะเลาะกันในที่สุดเซี่ยรุ่ยคางหมดอารมณ์จะกินต่อแล้ว เขาวางตะเกียบและถ้วยข้าวของตนลงแล้วลุกขึ้นไปที่หน้าต่างของห้องพักเพื่อมองสำรวจออกไปด้านนอกโรงแรม“อย่าว่าแต่ลูกเลยที่กินไม่ลง ฉันเองก็ไม่อยากกินอาหารรสชาติเห่ย ๆ นี่เหมือนกัน” ผู้เป็นภรรยายังคงบ่นอุบไม่หยุดอยู่ภายในห้องพักเล็ก ๆ นี้“คุณไม่รู้หรือไงว่าลูกชายของเราอยู่ในวัยกำลังโต จะให้มากินถั่วกินผักทั้งวันแบบนี้เหรอ? เหอะ มีหวังคงได้ขาดสารอาหารตายก่อนแน่ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะคะ ถ้าคุณยังไม่ให้คนเอาอาหารดี ๆ มาเสิร์ฟล่ะก็ ฉันกับลูกจะเก็บของกลับบ้าน!”“นี่คุณหยุดพูดก่อนได้ไหม”“ได้ ฉันหยุดก็ได้ แต่คุณต้องให้ฉันพาลูกไปหาอาหารดี ๆ กินข้างนอก”“คุณนี่มัน...” เซี่ยรุ่ยคางทนฟังเสียงพร่ำบ่นของผู้หญิงคนนี้ไม่ไหวอีกแล้ว การได้เห็นท่าทางเย็นชาของเธอทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดได้ไม่น้อย สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่จำยอมให้เธอไป“ก็ได้ คุณอยากกินอะไรดี ๆ ก็ไปหาเอาเองข้างนอก กินเสร็จแล้วก็รีบกลับ อย่าไปไหนไกล” ฝ่ายภรรยาที่ได้ยินดังนั้นก็มีใบหน้าสดใสขึ้นในทันตา เธอหันไปหยิบกระเป๋าสตางค์และพาลูกชายออกไปด้วยความแช่มชื่น เซี่ยรุ่ยคางยืนเกาะหน้าต่างมองดูสองแม่ลูกเดินออกจากโรงแรมด้วยท่าทางระริกระรี้ เดิมทีเขาคิดว่าเธอจะไปแค่ร้านอาหารใกล้ ๆ แถวนี้ นึกไม่ถึงว่าภรรยาของเขาจะโบกรถแล้วพาลูกขึ้นแท็กซี่จากไปเสียได้ เซี่ยรุ่ยคางกำลังจะโทรศัพท์หาภรรยา ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอาจมีใครล่วงรู้ว่าเขามาหลบอยู่ในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งนี้ เขาจึงรีบปิดหน้าต่างและผ้าม่านในห้องพักแล้วค่อยต่อสายหาภรรยาของตนกว่าผู้เป็นภรรยาจะยอมรับโทรศัพท์ เซี่ยรุ่ยคางก็ต้องโทรเข้าไปถึงสองสายด้วยกัน“นี่คุณจะพาลูกไปไหนน่ะ?” เซี่ยรุ่ยคางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล(จะไปไหนล่ะ ก็ไปหาอาหารดี ๆ กินน่ะสิ)“จำที่ผมบอกไม่ได้หรือไง กินเสร็จให้รีบกลับทันที ห้ามไปเถลไถลที่ไหนไกล โดยเฉพาะกลับบ้าน...”ยังไม่ทันที่เซี่ยรุ่ยคางจะพูดจบ ภรรยาของเขาก็ตัดบทว่า ‘รู้แล้ว ๆ’ ด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย แล้วกดตัดสายไปในทันที เซี่ยรุ่ยคางหมดปัญญากับสองแม่ลูกนี่แล้วจริง ๆ เขาเดินกลับมาที่โต๊ะเล็ก ๆ นั้นแล้วเริ่มลงมือทานมื้อเย็นที่โรงแรมเตรียมให้ต่อระหว่างรอให้ภรรยาและลูกชายกลับมาหนึ่งชั่วโมงถัดมา ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาที่โรงแรม ฝ่ายสามีเริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา เขาลองโทรศัพท์ไปหาอีกครั้งแต่เธอกลับไม่รับสายเสียอย่างนั้น เขาลองโทรไปอีกครั้งและครั้งนี้โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องไปเสียแล้ว เซี่ยรุ่ยคางรู้สึกไม่สบายใจนั้นเป็นเรื่องจริง แต่มันไม่ง่ายเลยที่เขาจะออกไปตามหาสองแม่ลูกที่ข้างนอกนั่น ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงทำได้แค่รอต่อไปไม่นานหลังจากนั้น เซี่ยรุ่ยคางก็สังเกตเห็นแสงไฟวับวาบมาจากทางหน้าต่าง ในทีแรกเขาคิดว่าเป็นภรรยาและลูกของเขาที่กลับมาแล้วจึงตั้งใจจะเปิดหน้าต่างออกไปเพื่อเอ่ยเรียกพวกเขา ทว่าคาดไม่ถึงว่าภรรยาและลูกของเขาที่กลับมานั้นจะพาคนกลุ่มหนึ่งตามหลังพวกเขามาด้วย พวกมันผลักภรรยาและลูกชายของเซี่ยรุ่ยคางให้เดินเข้าไปในโรงแรมและตามมาด้วยคนสุดท้ายที่พึ่งลงจากรถเป็นชายคนหนึ่งที่มีรอยสักกินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของใบหน้า เซี่ยรุ่ยคางรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาคุ้น ๆ เขาเพ่งพินิจใบหน้านั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เบิกตากว้างขึ้นมาหรงอันชิ่งมีพี่น้องร่วมสาบานกับเขาคนหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเขาได้แนะนำคนคนนี้ให้เซี่ยรุ่ยคางรู้จักในโต๊ะอาหารค่ำของคืนหนึ่ง ในครั้งนั้นภาพที่ชายคนนี้เอ่ยเรียกเขาว่า ‘ลูกพี่เซี่ย’ ด้วยความดีใจยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำเมื่อจำได้แล้วว่าคนคนนั้นเป็นใคร เซี่ยรุ่ยคางก็กุลีกุจอรีบเก็บของและเตรียมตัวจะออกจากที่นี่ในทันที แต่แล้วในตอนที่ถือกระเป๋าเดินทางอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าใบใหญ่อาจเป็นตัวถ่วงให้กับเขา ด้วยเหตุนั้นจึงได้ตัดสินใจรื้อเสื้อผ้าที่อยู่ด้านในแล้วค้นเอามาแค่สมุดบัญชีเล่มหนึ่งยัดเข้ากระเป๋ากางเกงและออกจากประตูไปด้วยความรีบร้อนเมื่อวิ่งมาถึงบริเวณบันไดเขาก็ได้ยินเสียงภรรยาและลูกของตนส่งเสียงร้องไห้ออกมา เซี่ยรุ่ยคางรู้สึกเป็นกังวล แต่เมื่อคิดได้ว่าถ้าหากเขาถูกคนของหรงอันชิ่งจับไปตอนนี้ คงไม่ใช่แค่ภรรยาและลูกที่จะตกอยู่ในอันตราย แม้แต่ตัวเขาเองก็คงเอาชีวิตไม่รอดเช่นกัน...หลังจากจัดการกับความคิดที่ตีกันไปมาของตัวเองได้แล้ว เซี่ยรุ่ยคางก็เลือกที่จะรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ ภรรยาและลูกน่ะถึงตายไปก็หาใหม่ได้ไม่ยาก เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็รีบวิ่งไปยังหน้าต่างบานที่อยู่สุดทางเดิน กำสมุดบัญชีที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงไว้แน่น เปิดหน้าต่างออกแล้วกระโดดหนีลงไปจากชั้นสองของโรงแรมโดยไม่คำนึงถึงอาการบาดเจ็บที่ขาของตัวเองแม้แต่น้อย เซี่ยรุ่ยคางล้มลุกคลุกคลานรีบร้อนวิ่งหนีไปอยู่ในที่ที่แสงไฟส่องไม่ถึงในทันที※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※ข้าวของในห้องถูกพังยับเยินไม่มีชิ้นดี ภรรยาและลูกชายของเซี่ยรุ่ยคางนั่งกอดกันตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงแข็ง ๆ หลังหนึ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองว่าคนเหล่านั้นขว้างปาหรือทุบทำลายอะไรไปแล้วบ้าง“พี่หวิน ไม่มีใครแล้วก็ไม่เจออะไรเลยครับ”“หาทั่วแล้วใช่ไหม?”“ผมหาทั่วแล้วครับ ไม่มีเลย”ผู้ชายตัวสูงที่ถูกลูกน้องเรียกว่า ‘หวิน’ หรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาฉายประกายโหดร้ายออกมา เขาลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งที่ข้างเตียงก่อนจะล้วงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ใช้สายตากวาดมองลูกและภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางแล้วเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ“ไอ้แก่นั่นหนีไปไหน?”ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางกอดลูกชายตัวสั่นไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียวลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังอาหวินชักมีดที่มีความยาวกว่า 10 เซนติเมตรออกมาจากหลังเอวและเดินตรงเข้ามาใกล้คนทั้งคู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ จรดปลายมีดลากไปตามกรอบหน้าของภรรยาเซี่ยรุ่ยคาง สักพักหนึ่งก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันแล้วชี้ปลายมีดไปทางเด็กชายตัวอ้วนแทน เด็กชายที่ยังไม่รู้จักควบคุมอารมณ์เปิดปากร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่นอย่างไม่อายใคร และจากนั้นไม่นานของเหลวที่เหลืองใสก็ไหลออกมาจากหว่างขาของเขา กลิ่นไม่พึงประสงค์จากปัสสาวะของเด็กชายลอยคละคลุ้งไปทั่วห้องพักขนาดเล็ก ส่งผลให้ชายที่ถือมีดอยู่สบถถ้อยคำหยาบคายออกมาเสียงดังแล้วคว้าร่างตุ้ยนุ้ยนั้นขึ้นมาตั้งท่าจะแทงมีดเข้าไปในตัวเด็กภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอรีบปรี่เข้ามาแย่งตัวเด็กชายกลับไปแล้วกอดปลอบเขาด้วยความเสียขวัญ เธอคุกเข่าลงบนเตียงและหันไปก้มหัวให้อาหวินเพื่อร้องขอให้เขาปล่อยตนและลูกไปอาหวินโบกมือไปมาเป็นสัญญาณให้ลูกน้องคนนั้นเก็บมีดแล้วถอยกลับไป“ไม่อยากตายเหรอ?”“ไม่...ฉันไม่อยากตายค่ะ”“ถ้างั้นก็ตอบคำถามฉัน” อาหวินโน้มตัวลงมาตรงหน้าภรรยาของเซี่ยรุ่ยคาง จ้องตรงเข้าไปในดวงตาของเธอและเอ่ยถามอีกครั้ง“สามีของเธอหนีไปไหน? แล้วมันเอาสมุดบัญชีไปไว้ที่ไหน?”ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางผงะไปทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ไม่นานเธอก็ปล่อยโฮออกมาและเอาแต่พร่ำบอกกับเขาว่าตอนที่เธอและลูกออกมาข้างนอกผู้เป็นสามียังคงอยู่ในห้อง ดังนั้นในตอนนี้เธอจึงไม่รู้ว่าเขาหนีไปที่ไหนและไม่รู้ด้วยว่าสมุดบัญชีที่ว่านั่นอยู่ไหน เสียงร้องไห้โฮและเสียงตะโกนโวยวายอย่างเสียสติของภรรยานายตำรวจใหญ่ดังก้องไปทั่วห้องอาหวินคิดว่าตนทนฟังผู้หญิงคนนี้คร่ำครวญมามากพอแล้ว เขากระชากเส้นผมของอีกฝ่ายขึ้นมา ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางหยุดร้องในทันทีและจ้องมองอาหวินด้วยดวงตาแดงก่ำ อาหวินหันไปมองเด็กชายร่างอ้วนที่ซุกตัวหลบอยู่มุมเตียง เด็กคนนี้เห็นว่าแม่ของเขากำลังจะโดนอะไรแต่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะออกมาช่วย เขาทำแค่ใช้ดวงตาเรียวเล็กเท่าเม็ดถั่วคู่นั้นชำเลืองมองมาทางนี้เท่านั้น ละโมบโลภมากและรักแต่ตัวเองเหมือนพ่อมันไม่มีผิดอาหวินหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากเด็กชายและจ้องมาที่ผู้หญิงตรงหน้าเขาต่อ“ฉันจะถามเธออีกรอบ คนกับสมุดบัญชีอยู่ไหน?”ภรรยาของเซี่ยรุ่ยคางกลัวมากจนไม่กล้าร้องไห้ออกมาอีก ขณะเดียวกันก็เอาแต่เม้มปากแน่นและส่ายหน้าไปมาอยู่อย่างนั้นอาหวินหมดความอดทนแล้วจริง ๆ เขาโยนร่างของภรรยาเซี่ยรุ่ยคางลงพื้น หันไปกวักมือเรียกลูกน้องเข้ามาใกล้“ไอ้ลูกพี่เซี่ยมันหักหลังเรา สงเคราะห์เมียกับลูกมันหน่อยแล้วกัน”“ครับ พี่หวิน”“จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”“ได้ครับ”หลังเอ่ยสั่งการกับลูกน้องเสร็จ อาหวินก็เดินออกจากห้องเล็ก ๆ นั่นไปทันที ลูกน้องที่เหลืออยู่ในห้องหาเชือกและน้ำมันเบนซินออกมาและจัดการมัดภรรยาและลูกของเซี่ยรุ่ยคางติดไว้กับเตียง เดินออกมาด้านนอกและปิดประตูแล้วเอาน้ำมันราดไปตามระเบียงทางเดินและบันไดจนทั่ว เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยก็ออกมาจากโรงแรมพร้อมกับโยนไฟแช็กเข้าไปด้านในกระทั่งคนทั้งหมดขึ้นรถจากไป โรงแรมหลังนั้นก็ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง ภรรยาและลูกชายของเซี่ยรุ่ยคางรวมไปถึงแขกที่มาเข้าพักทั้งหมดถูกขังอยู่ในกองเพลิงทั้งเป็น ภรรยาของเซี่ยลุ่ยคางที่ออกไปไหนไม่ได้ ทำได้แต่ส่งเสียงร่ำไห้ออกมาอยู่เช่นนั้น สุดท้ายกว่าตำรวจและนักดับเพลิงจะมาถึงที่เกิดเหตุ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกเผาวอดวายกลายเป็นตอตะโกไปจนหมดเซี่ยลุ่ยคางที่หลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เขาได้แต่ยืนมองดูภรรยาและลูกถูกไฟเผาทั้งเป็นอยู่อย่างนั้น ตั้งแต่ต้นจนไฟลุกช่วงโหมกระหน่ำเซี่ยรุ่ยคางไม่มีความกล้ามากพอแม้แต่จะออกจากที่ซ่อนเพื่อไปช่วยเหลือคนทั้งสองด้วยซ้ำ เขาทำได้แค่รีบกระเผลกขาหนีไปในตอนที่รถตำรวจมาถึงพร้อมกับปฏิญาณกับตนเองว่าแค้นนี้เขาจะต้องหาทางชำระกับหรงอันชิ่งให้จงได้กว่าเจียงหยางจะได้รับข่าวและมาถึงยังที่เกิดเหตุ โรงแรมทั้งหลังก็ถูกไฟไหม้จนหมดแล้ว ที่ด้านหน้าของโรงแรมมีหน่วยควบคุมเพลิงยืนคุมอยู่หลายนาย เจียงหยางพยายามจะกระโจนเข้าไปหาตัวเซี่ยลุ่ยคางในโรงแรม แต่กลับถูกตำรวจที่อยู่ด้านนอกสกัดเอาไว้ก่อน กว่าจะคุยกันรู้เรื่องไฟก็เกือบจะมอดแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ด้านในถูกไฟคลอกตายทั้งหมด ไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้แม้แต่คนเดียว ส่วนเรื่องที่ว่าเซี่ยรุ่ยคางจะอยู่ในโรงแรมด้วยหรือไม่ยังคงเป็นปริศนาจนกว่าตำรวจจะสืบสวนเรื่องนี้เสร็จ รถยนต์คันหนึ่งแล่นช้า ๆ เข้ามาจอดอยู่หน้าโรงแรมที่มอดไหม้ เว่ยเชียนเฉินมองไปทางเจียงหยางที่กำลังยืนคุยกับตำรวจอีกนาย ไม่นานเขาก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วต่อสายหาหมิงจวงเพื่อเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ให้เขาฟัง หมิงจวงเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็บอกให้คู่หูรีบกลับมาทันที เว่ยเชียนเฉินไม่รอช้ารีบเหยียบคันเร่งผ่านด้านหลังเจียงหยางและจากไปอย่างรวดเร็วฝ่ายเจียงหยางที่ได้ยินเสียงรถขับผ่านไปด้วยความเร็วอย่างผิดสังเกตก็ระงับการสนทนาอย่างฉับพลัน เขาหันกลับไปมองถนนด้านหลังของเขา แต่น่าเสียดายที่บริเวณนั้นไม่เหลือรถสักคันแล้ว ทว่ากลับมีเหล่าจีนมุงมากมายมายืนออกันเพื่อรอดูเหตุการณ์แทน...เจียงหยางมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็รีบดึงสายตากลับมาและเริ่มเจรจากับเพื่อนตำรวจของตนต่อเพื่อขอเข้าไปดูในที่เกิดเหตุ สุดท้ายเมื่อเพลิงสงบเขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในได้ เจียงหยางไม่รอช้าและรีบวิ่งเข้าไปดูภายในโรงแรมที่ถูกปกคลุมไปด้วยควันในทันที