ตอนที่ 8
เข้าเฝ้าไต้อ๋อง
แม่ทัพจิวได้พาทั้งสาม เข้าคารวะท่านไต้อ๋องแห่งเมืองฉางลั่ว
จึงเป็ที่ภูมิใจของพวกเขามาก ไม่คิดเลยว่าเด็กกำพร้าตัวน้อยๆ
จะสามารถไต่เต้าได้ถึงระดับนี้
ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่จวนรับรองในวังชั้นใน ผู้ใดจะเข้ามาถึงได้
ต้องเป็ผู้มีตำแหน่งระดับสูงเท่านั้น ที่แห่งนี้ใช้สำหรับต้อนรับแเื่
ผู้มาเยือน และใช้ในกรณีพิเศษดังเช่นวันนี้ ใช้เป็สถานที่ทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อท่านอ๋อง เพื่อเป็ทหารองครักษ์ มีทหารในวังตั้งกองเรียงแถว พร้อมอาวุธประจำกาย
เวลานี้ แม้ภายในจวนมีมากหลายผู้คน แต่ทุกอย่างเงียบสนิท
รอไต้อ๋องเสด็จมา บรรยากาศช่างดูมีมนต์ขลังยิ่งนัก
การเข้าเป็ทหาร ไม่ว่าจะเป็การเกณฑ์ทหารตามฤดูกาล หรือเข้ารับเป็องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์ซึ่งเป็การรับแบบพิเศษ จะต้อง
ถวายสัตย์ปฏิญาณ ปวารณาตนเป็ทหารที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต และทุ่มเทเสียสละให้แก่บ้านเมือง
ใกล้ถึงเวลาแล้ว พวกเขาก็ตื่นเต้นมาก
ม่านแดงลายัถูกเปิดออก พร้อมเสียงะโบอกลากยาวของทหารแถวหน้า
“ไต้อ๋องเสด็จ.......”
ทุกคนไม่รอช้า ปัดมือขาคุกเข่า เด็กๆ ทั้งสามเหลือบมองผู้อื่นแล้วรีบทำตามให้ทัน แล้วกล่าวอวยพรไปพร้อมกัน
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
…………………………………………………………........
ทุกอย่างเงียบสนิทไปพักใหญ่ ทุกคนยังก้มหัวคุกเข่าอยู่
“ลุก~~~~~~~ขึ้น”
เสียงที่ได้ยิน เป็เสียงกงกงขันทีใหญ่คนสนิทในราชสำนัก
เมื่อได้เงยหน้าลุกขึ้น จึงยิ่งแปลกใจกว่า เหตุใดท่านไต้อ๋อง
ถึงแก่ชราเพียงนี้ ิัเหี่ยวย่น ใบหน้าเต็มไปด้วยกระและริ้วรอย เส้นผมขาวโพลนดังหิมะ ร่างกายดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง ทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนัก ท่านประทับบนเก้าอี้คลุมผ้าาาั
“เป็รับสั่งของท่านอ๋อง การนี้มิต้องพิธีรีตองอย่างใด
ข้าฟ่านกงกงตัวแทนพระองค์ขอต้อนรับ ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของพวกเ้า
จากแม่ทัพจิวแล้ว รู้สึกทึ่งมาก”
“พวกเ้าได้รับแต่งตั้งเป็องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์แล้ว”
“อย่างที่รู้กันดี เวลานี้มีผู้ลอบปองร้าย คิดล้มล้างราชวงศ์ เพราะฉะนั้น พวกเ้าจึงมีหน้าที่ปกป้องท่านอ๋องอย่างสุดความสามารถ ขอให้พวกเ้าจงจำไว้”
พวกเขาน้อมรับคำสั่งอย่างปลื้มปีติ ทหารแบกท่านอ๋องขึ้นเกี้ยวเสด็จกลับ แม่ทัพจิวเรียกทั้งสามคนเข้าประชุมหารือทันที
แม่ทัพจิวได้เอ่ยถึงที่ฟ่านกงกงพูดถึงการปองร้ายนั้น ก่อนหน้าที่
พวกเขาทั้งสามจะเข้ามา ได้มีสายลับของศัตรูบุกเข้ามา หวังลอบ
ปลงพระชนม์ท่านอ๋อง ใช้ลูกดอกอาบยามหาอสรพิษที่รวบรวมพิษของสัตว์ร้ายไว้หลายชนิด ยิงใส่ท่านอ๋อง
แม่ทัพจิวเข้ามาปกป้องได้ทัน แต่มันดันหนีไปได้ หมอหลวงรักษาได้รวดเร็วก็จริง แต่ก็เป็อย่างที่เห็น ท่านอ๋องทรุดลงมาก เพราะฤทธิ์
พิษร้ายแรงได้แทรกซึมลึกเข้าสู่ร่างกายแล้ว คาดการณ์ว่าจะมีชีวิตได้
อีกไม่นาน จริงๆ แล้วกองกำลังของวังแข็งแกร่งยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดกล้าหือบุก
เข้ามาได้ เพราะอาจมีหนอนบ่อนไส้ จึงทำให้เกิดช่องโหว่
“พวกเราจะช่วยท่านแม่ทัพ!”
เสียงตอบรับคึกคะนองของทหารองครักษ์น้องใหม่ตอบรับ
“ขอบคุณมาก ข้ามีภารกิจเร่งด่วนมอบให้ พวกเ้าจะต้องไปที่เมืองจิ้งเตี้ย เพื่อหาตำรับยาแก้พิษ”
“แล้วทำไมท่านไม่ไปเองล่ะ”
นั่นคือคำถามของเ้าบื้อที่เพื่อนๆ ต้องรีบอุดปากเขาไว้
แม่ทัพจิวตอบกลับพร้อมเหตุผล
“ข้าต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อท่านอ๋อง ข้าคิดว่ามันยังอยู่
ในเมืองนี้ อีกทั้งข้าเป็กำลังหลักสำคัญต้องดูแลเมืองจากเหล่าศัตรูร้ายหากข้าไป แล้วใครจะคอยปกป้องล่ะ”
“แล้วพวกเ้าจะรับภารกิจหรือไม่”
แน่นอนพวกเขารับภารกิจ แม่ทัพจิวอมยิ้ม เห็นความตั้งใจ
ของเด็กๆ จากนั้นบอกให้พวกเขาไปพักผ่อน ก่อนชวนหลินหลินออกไป
เดินเล่น
เขาชวนเธอไปที่ดงดอกกุหลาบหิมะ เป็ดอกสีขาวอมชมพู
ที่ปลูกขึ้นในเขตวังชั้นในเท่านั้น สาวน้อยสงสัยทำไม ถึงพามาที่แบบนี้
แม่ทัพไม่พูดอะไร แล้วเด็ดดอกไม้เป็ดอกสวยงามให้ พร้อมเอ่ยปากชม
“ดอกไม้สวยงามดุจดารา
ดั่งเช่นกายาสตรีเบื้องหน้าข้าที่เปล่งประกาย”
คำกลอนนี้ทำให้สาวน้อยเขินไปเหมือนกัน
“เ้าน่ะพอแต่งตัวดีแล้วก็ดูสวยงามมากนะ”
แม่ทัพจิวเอ่ยปากชมหลินหลิน
สาวน้อยยิ่งเขินหนักไปอีก หัวใจที่เต้นแรงเพราะความตื่นเต้น
เสมือนนี้เป็ความรักแรกเริ่มเกิดขึ้น ภายใต้ชายหนุ่มรูปงามมาหว่านเสน่ห์
และเขาคนนั้นยังเป็ถึงแม่ทัพใหญ่
แต่เมื่อเพื่อนๆ ของเธอต้องออกนอกเมืองไปทำภารกิจให้สำเร็จ
จะมัวมามีความรักตอนนี้ไม่ได้ เพื่อช่วยชีวิตท่านอ๋อง และเป็เกียรติของวงศ์ตระกูลแล้ว เธอจึงขอออกผจญภัยไปกับเพื่อนๆ ด้วย
“หนทางที่ไปอันตรายมากนะ เ้าควรจะอยู่ที่นี่เพื่อรับใช้ท่านอ๋อง”
แม่ทัพจิวเตือนเธอ
“ไม่ได้ ข้าต้องพิสูจน์ตัวเองให้มากกว่านี้ การออกไปทำภารกิจ
ให้สำเร็จก็ถือเป็การรับใช้ท่านอ๋องเหมือนกัน”
หลินหลินย้อนใส่แม่ทัพจิว
“หัวแข็งจริงๆ”
“ตามใจเ้าละกัน”
การเดินทางครั้งนี้ได้รับการแนะนำจากแม่ทัพจิว อย่างแรก
เมื่อผ่านเมืองจิ้งเตี้ยแล้ว หากได้ตำรับยามาแล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับเอามาที่เมืองฉางลั่ว เพราะมันจะช้ามิทันการ
ให้บรรจงเขียนลงกระดาษ แล้วไปโรงเตี๊ยมใหญ่ของเมือง
ชั้นบนสุดจะมีนกพิราบสื่อสาร ให้ส่งสารมาทางนั้นเร็วที่สุด
และหากพบคัมภีร์ทวิั์เนตร เป็คัมภีร์เล่มที่สองต่อจากคัมภีร์เอกลมปราณ ก็ให้หลินหลินจดแก่นสารใจความสำคัญส่งมาด้วยเช่นกัน
แม่ทัพจิวแนะนำให้คำสอนมากมาย เขาใช้เวลาหกสิบชั่วยาม สอนเด็กๆ ให้รู้จักใช้ไหวพริบสืบสวนหาข่าว รวมถึงการฝึกร่างกาย
ให้แข็งแกร่งขึ้น มีความทนทานต่อการใช้พลังลมปราณมากขึ้น
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กทั้งสามเรียนรู้ได้ไว สรีระร่างกายเติบใหญ่
จนน่าทึ่ง เพียงแต่เ้าบื้อจะสำเร็จช้ากว่าเพื่อนทุกครั้ง
~~~~~~รุ่งเช้า ถึงเวลาที่ต้องเดินทาง~~~~~~
“เมื่อข้าเสร็จภารกิจทางนี้แล้ว ข้าจะรีบไปช่วยนะเด็กๆ”
แม่ทัพจิวกล่าวลา
หลินหลินใจหวิวๆ แปลกๆ เหมือนใจจะหาย นี่หรือคือการจากลา หรือเพราะเธอมีใจให้แม่ทัพจิวเป็แน่
พวกเขาทั้งสามเริ่มเดินทางไปเมืองจิ้งเตี้ย จากฉางลั่วเดินทางไปเป็ระยะห้าร้อยลี้ มีเสบียงพ่วงกับม้าขนของไป เพียงพออยู่ได้หลายวัน
เป็เพราะได้ม้าดีจากแม่ทัพ จึงขับเคลื่อนการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
“เ้าม้าพวกนี้มันแข็งแกร่งกว่าม้าทั่วไป”
“มันคงฝึกวิทยายุทธมาสินะ”
กู่ไท่หยางพูดเอาฮา แต่เพื่อนไม่ฮาด้วย โดนหลินหลินเขกหัวซะงั้นเพราะหาว่าไปล้อเลียนม้า ซึ่งเป็ม้าหลวงของแม่ทัพจิว
“ม้าเขาก็มีตำแหน่งเหมือนกันนะ”
เธอว่า
จนเ้าบื้องอน
“เชอะ อะไร อะไรก็แม่ทัพจิว”
พวกเขามีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นจากการฝึกฝน ไม่นานก็เดินทางถึงเมืองจิ้งเตี้ย แม้อากาศหนาวเย็น แต่ไม่มีหิมะหนาๆ ดังเช่น เมืองฉางลั่ว หรือหมู่บ้านซานกู่เซินที่จากมา เนื่องจากพื้นที่อยู่ไกลมวลอากาศเย็น อีกทั้งวายุพัดพาลมหนาวไปคนละทิศ
ถึงหน้าด่าน เอาหนังสือประทับตราผ่านเมืองให้ทหารด่านหน้าดู หนังสือระบุข้อความแสดงจุดประสงค์เพื่อมาค้าขายและขอผ่านทาง
แม่ทัพจิวเคยบอกว่าจะให้ใครรู้ภารกิจไม่ได้ เพราะจะเป็อันตรายต่อราชวงศ์
ทหารด่านหน้าสองนายเปิดประตูให้เข้าไป
เมืองนี้อยู่บนหุบเขากว้างใหญ่ มีความครึกครื้นดีนัก อาหาร
การกินสมบูรณ์ เพราะได้ข่าวว่ามีท่านเ้าเมืองหวูชี่ดูแลดีมาก อีกทั้งได้ขึ้นชื่อว่าเป็เมืองแห่งการค้าขาย และร่ำลือว่ามีช่างตีอาวุธเก่ง
หุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ ชั้นดินมีแร่ธาตุมากมาย โดยเฉพาะ
แร่เหล็กฉีชี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็แร่ชั้นดี
เริ่มจากะเิดินนำมาร่อนน้ำ จนพบแร่เหล็กฉีชี่ มีลักษณะเป็ก้อนแข็ง และมีคุณสมบัติเก็บประจุไฟฟ้าได้
เหล็กฉีชี่แข็งแกร่งมาก แต่น้ำหนักเบากว่าเหล็กทั่วไป จึงเหมาะ
ที่จะนำมาหลอมรวมกัน และจุดประกายจากช่างฝีมือดีตีออกมาเป็อาวุธ
ที่น่าพิสมัย
ทั้งสามคนเดินชมทั่วเมืองแล้วหาที่พัก
“โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดนั่นล่ะ คือจุดที่เราจะพัก”
หลินหลินบอกเพื่อนๆ
“แล้วจะเริ่มสืบหาตำรับยาและคัมภีร์อย่างไร”
เพื่อนๆ สงสัย
เดินทางสนทนากันไม่จบ ก็ถึงโรงเตี๊ยมเซี่ยวสี ที่พักใหญ่ของเมืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คน พวกเขาดิ่งเข้าไปหาเถ้าแก่เพื่อขอห้องพัก ชำระด้วยเงินตำลึงที่แม่ทัพจิวให้มา
เถ้าแก่สงสัยทำไมเด็กๆ อย่างพวกเขาถึงมีเงินทองมากมายเพียงนี้
พวกเด็กๆ ไม่ตอบ แต่สอบถามเถ้าแก่ต่อด้วยว่า
“พวกข้าจะส่งนกพิราบสื่อสารได้ทางไหน”
เถ้าแก่แปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงรู้ว่าที่นี่มีนกพิราบสื่อสาร
เ้าอ้วนจึงกล่าวบอก
“พวกเราคือองครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์ ภายใต้บัญชาการแม่ทัพจิว”
ตามขนบธรรมเนียมของเมืองจิ้งเตี้ยนั้น ผู้ปกครองเมือง
หรือเ้าเมืองจะภักดีต่อท่านอ๋องแห่งเมืองฉางลั่ว
เมื่อเถ้าแก่ได้ยินดังนั้น จึงเบาใจว่าพวกเขานี้ไม่ได้เป็คนไม่ดี
ครั้นพาไปดูจุดส่งสาร ที่ชั้นบนสุดห้องสุดท้าย
พร้อมเล่าความหลังว่า
ที่นี่เคยใช้ติดต่อกับแม่ทัพหลินโจวแห่งเมืองฉางลั่ว เมื่อก่อน
เขาเป็ผู้ฝึกฝนมันให้บินส่งสารระหว่างเมือง
ั้แ่เขาหายตัวไปก็ไม่ได้ส่งสารอีกเลย
เป็ที่น่าแปลก ผ่านมาหลายสิบปีมาแล้ว นกพิราบตัวนี้
ยังมีอายุขัยอยู่ได้อย่างไรก็รู้
“ตัวนั้นล่ะ นกพิราบสื่อสาร”
เถ้าแก่ชี้ไปที่นกตัวสีขาว ขนมันวาว ดวงตาเป็ประกาย ยืนยืดอกอยู่ในกรง
“พ่อข้าฝึกฝนมาอย่างนั้นหรือ เ้านกตัวนี้น่ะหรือ”
เธอเข้าไปลูบเ้านกพิราบน้อย มันเป็สัตว์แสนรู้ที่เชื่องมาก
แม้มันไม่เคยัักับสาวน้อยมาก่อน แต่ก็ไม่มีอาการใ
ให้เห็น เหมือนมันพร้อมปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง
เ้านกน้อยนี้มีไออุ่นออกมาด้วย เหมือนไอของลมปราณเลย
เพื่อนๆ เธอเข้ามาลูบหัวกันยกใหญ่
เถ้าแก่ได้รู้แล้วว่าเธอเป็ลูกของหลินโจว
แต่วันนี้ลูกค้าเยอะมากจึงขอตัวไปดูแลลูกค้าก่อน ทั้งกล่าวว่า
“ที่เมืองนี้ไม่เหมือนอย่างที่พวกเ้าเห็นนะ”
“ความสุขมันก็แค่เปลือกนอก”
เถ้าแก่ทิ้งถ้อยคำชวนให้พวกเขาสงสัย แล้วเดินจากไป
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~