บทที่ 62 ตัวการใหญ่คือคนนี้เองน่ะเหรอ
“นังวิกกี้!” เสียงยัยแซนด้าแผดดังมาแต่ไกล ในที่สุดก็มาแล้วสินะ
“แกแย่งเขาไปจากฉัน!” ฉันหันไปเผชิญหน้ากับยัยนั่นที่ท่าทางเหมือนหมาบ้าไม่มีผิด เซนก็ตามมาด้วย เขามีท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจที่ดูก็รู้ว่าคงเพราะห้ามพี่สาวตัวเองไม่สำเร็จ
“ฉันแย่งใคร” ฉันทำเป็นถามด้วยท่าทางไขสือ
“ไคลล์เขาต้องอยู่กับฉัน แกแย่งเขาไป!” เสียงยัยแซนด้าไม่ใช่เบา ๆ คนบางส่วนที่ยังไม่ได้ออกจากหอประชุมต่างหันมามองทางพวกเรา
“พี่แซนด้า พอได้แล้ว คนมองอยู่!” เซนรีบส่งเสียงเตือน “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมาพูดอะไรส่งเดชสุ่มสี่สุ่มห้าได้นะ มีอะไรไว้ไปคุยกันที่อื่นเถอะ” เขาพยายามดึงแขนพี่สาวตัวเองให้ไปกับเขา
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะคุยกับมันให้รู้เรื่องที่นี่แหละ!” ยัยแซนด้ากระชากแขนออกจากมือน้องชาย ดูเหมือนนางจะโมโหจนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว
“เธอบ้ารึเปล่า จับสลากใครเค้าจะไปรู้ว่าจะจับได้ใคร แล้วเธอจะมาหาว่าฉันแย่งเขาไปได้ยังไง” ฉันขมวดคิ้วมองยัยแซนด้าเหมือนอีกฝ่ายเป็นคนบ้าโรคจิต
ดูเหมือนคำพูดของฉันจะทำให้ยัยนั่นตั้งสติฉุกคิดขึ้นมาได้ เซนรีบพูดตะล่อมพี่สาวทันที
“ใช่ พี่จะบ้ารึไง อยู่ ๆ มาหาเรื่องวิกกี้แบบนี้มันไม่ถูกนะ”
“แต่ฉันเกลียดมัน! ทำไมต้องเป็นมันที่ได้อยู่กับไคลล์” ยัยแซนด้ามีท่าทีไม่ยินยอม
“แล้วเธอจะทำยังไงได้ล่ะ คนที่เธอเกลียดได้อยู่กับคนที่เธอชอบ เธอก็ได้แต่ต้องทำใจยอมรับมันเท่านั้นแหละ” ฉันพูดแขวะ
“ฉันก็จะตบแกไง!” พูดจบยัยนั่นก็ฟาดมือใส่ฉันทันที ฉันเตรียมรอรับอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร มือของใครบางคนก็ยับยั้งมือยัยนั่นไว้ก่อน ใครบางคนที่ว่าก็คือไคลล์เองนั่นแหละ
“โอ้! พี่น้องบ้านนี้รักกันดุเดือดจังเลยนะครับ” ไคลล์แกล้งพูดแซวทีเล่นทีจริง
“คุณไคลล์” ยัยแซนด้าถึงกับชะงักกึกอึ้งไป และดูเหมือนจะอายขึ้นมาบ้างที่คนที่ตัวเองชอบมาเห็นเรื่องที่ไม่ดีของตัวเองเข้า แล้วนางก็มองมือไคลล์ที่จับมือตัวเองอยู่ก่อนจะเขินขึ้นมานิด ๆ ทำเอาฉันได้แต่แอบมองบน
“แต่ผมว่ามันไม่ดีเท่าไหร่นะ ที่คนอยากจะเป็นว่าที่ผู้นำแห่งเดอะนอร์มาทำอะไรแบบนี้ในที่โอ่โถง คนเขาจะเอาไปซุบซิบนินทากันได้” ไคลล์พูดขณะปล่อยมือยัยแซนด้าที่ทำหน้าเสียดายขึ้นมา “พวกคุณก็รู้ใช่มั้ยว่าคำพูดคนมันมีพลังทำลายล้างสูงมาก ถึงขนาดที่สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นปีศาจไปได้เลยล่ะ”
“ขอโทษด้วยครับ ขอบคุณที่ช่วยเตือนนะครับ” เจ้าเซนรีบเข้ามากันท่าพี่สาวตัวเองก่อนที่ยัยนั่นจะพูดหรือก่อเรื่องแย่ ๆ อะไรขึ้นอีก แล้วเขาก็หันมาพูดกับฉันต่อ “ฉันขอโทษเธอแทนพี่สาวฉันด้วยนะวิกกี้ เธอก็รู้จักพี่สาวฉันดีว่าเป็นยังไง อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะ” จากนั้นเขาก็ก้มหัวขอโทษฉันจริง ๆ ทำเอาฉันถึงกับอึ้งไป กล้าทำถึงขนาดนี้แล้วฉันจะต่อว่าต่อขานอะไรต่อได้อีกล่ะ
“ช่างเถอะๆ” ฉันได้แต่โบกมืออย่างไม่ถือสาหาความอย่างคนใจกว้าง
แต่ยัยแซนด้าดูเหมือนจะไม่พอใจและอึ้งยิ่งกว่าฉันเสียอีกที่น้องชายตัวเองมาก้มหัวขอโทษฉันแบบนี้ แต่ก่อนที่ยัยนั่นจะอ้าปากบริภาษอะไรออกมา เจ้าเซนก็รีบกระซิบพูดอะไรบางอย่างจนนางไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ได้แต่ฮึดฮัดกัดฟันอย่างไม่พอใจและยอมให้เจ้าเซนลากตัวไปแต่โดยดี
“ที่ผ่านมาเธอคงลำบากแย่เลยนะ” ไคลล์พูด
“ฉันชินแล้วล่ะค่ะ” ฉันตอบ
“ชินกับเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ” ไคลล์ดูประหลาดใจมาก
ฉันยักไหล่ตอบ “ช่างมันเถอะค่ะ แต่ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ไม่งั้นเรื่องคงเลยเถิดไปกันใหญ่ เวลาที่ยัยแซนด้าโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ นางจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเลย”
“พอดีฉันมีเรื่องสำคัญจะมาบอกเธอ” ไคลล์บอก ฉันมองเขาเป็นเชิงถามว่าเรื่องสำคัญอะไร
‘นอร์ซ ณ นทธี ไปเจรจาธุรกิจกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ยูเอสเอ ที่นั่นคนของฉันพบคุณเซเรน โนเรียที่มาเจรจาธุรกิจด้วยเหมือนกัน เธออยู่กับหัวหน้าแผนก SMP ของเรา’ ไคลล์ใช้โทรจิตตอบกลับฉัน ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัยแกมประหลาดใจ
ตอนนี้ยัยป้าเจซซี่ไปดูงานที่ยูเอสเอ แล้วอยู่ ๆ ไปโผล่อยู่กับอาเซเรนที่นั่นได้ยังไง แถมยังไปเจรจาธุรกิจด้วยกันอีก แล้วยังเป็นที่เดียวกับคุณนอร์ซด้วย ถ้ามันเป็นงานของเดอะนอร์ก็สมควรต้องแจ้งไว้ชัดเจนสิ แต่แจ้งไม่ตรงอย่างนี้ก็ชักจะทะแม่ง ๆ แล้วล่ะ หรือจะเกี่ยวกับโปรเจคอาวุธชีวภาพนั่น ที่แท้อาเซเรนเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้งั้นเหรอ! เฮ้อ…แต่ยังไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันชัดเจนจะไปปรักปรำเขามั่ว ๆ แบบนี้ไม่ได้
“เธอเป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าเธอดูไม่ค่อยดีเลยนะ” ไคลล์เอ่ยปากถามฉัน
ฉันถอนใจแล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาดบอกเขาผ่านโทรจิตว่า
‘ฉันว่าฉันมีความลับอันยิ่งใหญ่มากจะเล่าให้คุณฟัง ตอนนี้ฉันมองไม่เห็นใครที่จะช่วยฉันได้เลยนอกจากคุณ’
ครั้งก่อนฉันขอให้ไคลล์ช่วยเรื่องคุณนอร์ซที่อาจจะเกี่ยวข้องกับปริศนาการตายของแอนกับโทนี่โดยเล่าให้เขาฟังแค่ว่าฉันเห็นอะไรจากความทรงจำของคุณนอร์ซมาบ้าง รวมทั้งสิ่งที่เห็นจากความทรงจำของตาลุงหัวโล้นที่เป็นลูกน้องคุณนอร์ซนั่นด้วย แต่ฉันปิดบังเรื่องที่มีคนในเดอะนอร์ลักลอบทำโปรเจคลับรวมทั้งเรื่องที่ฉันสงสัยป้าเจซซี่ว่าอาจจะมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
คราวนี้ฉันคงต้องเล่าเรื่องทั้งหมดที่ฉันรู้และสงสัยให้ไคลล์ฟังจริง ๆ ดูเหมือนความเชื่อใจที่ฉันมีให้เขานับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกที และตอนนี้ฉันก็มองไม่เห็นใครที่ฉันจะไว้ใจได้และสามารถช่วยฉันได้เลยนอกจากเขา ลำพังฉันเองตอนนี้ยังมีกำลังไม่พอที่จะไปต่อกรและจัดการเรื่องพวกนี้ได้ด้วยตัวเองคนเดียวจริง ๆ และเรื่องนี้ก็รอช้าอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ใครจะด่าว่าฉันใช้ประโยชน์จากไคลล์ก็ว่ามาเถอะ ฉันยอมรับ!
“เดินไปคุยไปเถอะ” ไคลล์บอกฉัน ดูเหมือนเขาเองจะคาดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าฉันมีเรื่องปิดบังที่ไม่ได้บอกเขาจนหมด ท่าทางสบาย ๆ ไม่ยี่หระแบบนั้นของเขาอยู่ ๆ ก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เฮ้! พวกเธอ ฉันดีใจมากเลยนะ พอรู้ว่าได้อยู่กับพวกเธอน่ะ อะไรจะบังเอิญขนาดนี้นะเนี่ย” อยู่ ๆ โยนาก็โผล่มา ทำให้ฉันต้องพักเรื่องที่จะคุยกับไคลล์ไว้ก่อน
“วิกกี้ก็ว่ามันบังเอิญมากเลย” ปากฉันพูดไปขณะเดียวกับที่ส่งกระแสจิตไปตรวจสอบบริเวณมือทั้งสองข้างของโยนาว่ามีอุปกรณ์อะไรติดตั้งอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี! นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ น่ะเหรอ?
“มือฉันมีอะไรเหรอ” ฉันเผลอจ้องมือโยนาจนทำให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถาม
“อ่อ…เล็บเธอสวยดีน่ะ” เห็นอีกฝ่ายไปเพ้นท์เล็บสีสันสวยงามมา ฉันเลยเอามาเป็นข้ออ้างเสียเลย
“จริงเหรอ ก่อนหน้านี้พี่เจ้าหน้าที่เครื่องจับสลากก็บอกเหมือนกัน แล้วเมื่อกี้ยังมาขอถ่ายรูปเล็บฉันไปด้วยอีกแหน่ะ”
“หืม? ขนาดนั้นเลยเหรอคะ ขอวิกกี้ดูชัด ๆ อีกทีสิ” ฉันหาข้ออ้างเพื่อจะแตะมือโยนา รู้สึกว่าจะจับเคาลางได้บางอย่างแล้ว
จากภาพความทรงจำของโยนาทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการโกงนี้เลย เจ้าหน้าที่หญิงประจำเครื่องจับสลากวางแผนจะติดอุปกรณ์ที่มือเธอจึงหาเรื่องจับมือเธอก็แค่นั้น ภายหลังเมื่องานจบก็ทำทีมาขอจับมือเพื่อถ่ายรูปเล็บ แต่ความจริงคือต้องการจะเอาอุปกรณ์ที่ติดไว้ก่อนหน้านี้ออกไป
“สวยจริง ๆ ค่ะ เดี๋ยวไว้วิกกี้ลองไปเพ้นท์ดูบ้างดีกว่า” ฉันบอกโยนายิ้ม ๆ ก่อนจะปล่อยมือเธอ ไคลล์เลิกคิ้วมองฉันแล้วยิ้มมุมปากนิด ๆ เหมือนรู้ทันว่าฉันทำอะไร อีตานี่…จะมีสักเรื่องมั้ยที่รู้ไม่ทันฉันน่ะ
“เอาสิ ๆ เดี๋ยวฉันบอกพิกัดร้านให้” โยนาบอกอย่างใจดี “แต่ตอนนี้เที่ยงแล้ว ไปหาอะไรกินกันดีกว่า เดี๋ยวมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง วันนี้ฉันอารมณ์ดี”
--------------------