เช้านี้ในขณะที่เป่ยลู่กำลังย่างไก่อยู่นั้นพ่อแม่และน้องชายได้มาหาเธอที่สถานี นั่นเพราะพวกเขาพาเป่ยซานมาส่งให้ถึงเธอที่เป็พี่สาว
“พ่อแม่มาเหนื่อยๆ นั่งพักก่อนค่ะ กินข้าวกันมาหรือยังคะ”
“ยัง แต่เดี๋ยวพ่อกับแม่จะกลับไปกินที่บ้าน”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ กินที่นี่แหละ “เธอเอ่ยบอกก่อนจะเดินไปตักข้าวราดมาให้พ่อกับแม่คนละถ้วย พร้อมกับตับไก่ย่างคนละสองไม้ ส่วนเป่ยซานนั้นเขากินข้าวเหนียวไก่ย่างอยู่ข้างๆ อย่างเอร็ดอร่อย
” ไก่ย่างอร่อยมากครับพี่ใหญ่”
“อร่อยก็กินเยอะๆ พ่อแม่ถ้าไม่อิ่ม เพิ่มข้าวอีกได้นะคะ”
“ไม่ๆๆ ไม่ต้องแค่นี้แม่ก็อิ่มมากแล้ว”
“ใช่ พ่ออิ่มแล้ว แต่ว่าไก่นี่อร่อยมากจริงๆ”
“ใช่ครับ ผมเห็นด้วยกับพ่อ”
“อาซานอยู่กับพี่ใหญ่ต้องขยันนะ ช่วยงานพี่ของลูกให้มาก ไม่ต้องห่วงงานที่บ้าน พ่อกับแม่ทำกันเองได้” แม่ของเธอเอ่ยขึ้นก่อนจะพากันลุกออกจากเก้าอี้หน้าร้าน
“พ่อกับแม่จะกลับเลยหรอคะ “เป่ยลู่รีบเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของเธอลุกขึ้นแล้ว
“อืม เอาไว้พ่อกับแม่จะมาเยี่ยมใหม่นะ ตอนนี้ต้องกลับไปบ้านแล้ว”
“แต่ว่า …” เป่ยลู่ที่ยังไม่อยากให้ทั้งสองกลับ แต่ก็ต้องยอมให้พ่อแม่กลับบ้านไปก่อน เธอเดินมาเรียกสามล้อรับจ้างให้ไปส่งพ่อแม่ที่หมู่บ้าน ส่วนค่ารถนั้นเธอจ่ายเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าเธอจะถูกแม่บ่นก็ตาม
หลังจากที่ส่งพ่อแม่ขึ้นสามล้อกลับหมู่บ้านแล้ว เป่ยลู่ก็กลับมาย่างไก่ขายเหมือนเดิม โดยมีน้องชายคอยช่วยอยู่ข้างๆ
“ผมเอาตับแล้วก็ปีกอย่างละสอไม้ครับ”
“ได้ค่ะ “เป่ยลู่หยิบไก่ตามที่ลูกค้าสั่ง ก่อนจะรับเงินมาและย่างไก่บนเตาต่อไป เธอคอยมองออกไปอีกทางมาตลอดเวลา จนใกล้จะ 7โมงเช้าถึงได้เห็นว่าชายหนุ่มเดินมายังร้านของเธอ แต่ดูแล้วท่าทางของเขาเหมือนว่าจะไม่ค่อยสบาย
“คุณ เป็อะไรไหมคะ “ซ่งหลิวหยางได้ยินเธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ก็ยกยิ้มให้กับเธอ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ผมไม่เป็ไรหรอกครับ แค่มึนๆ นิดหน่อย”
“งั้นคุณกลับไปที่ห้องทำงานนะคะ เดี๋ยวฉันจะเอาข้าวไปส่งให้ค่ะ”
“ครับ รบกวนคุณด้วย”
“ค่ะ”
หลังจากที่เขาเดินจากไปยังห้องทำงานแล้ว เป่ยลู่ก็ตักข้าวและราดอาหารลงไปสองอย่าง รวมทั้งตับไก่ย่างสองไม้ให้เขาด้วย นอกจากนี้เธอยังแอบหยดน้ำพุิญญาลงบนตับไก่เพื่อให้เขาหายป่วย เพราะเธอเป็ห่วงว่าเขาอยู่ไดลบ้านอาจจะไม่มีคนดูแล ถ้าหากว่าเขาเกิดป่วยหนักขึ้นมา
ก๊อกๆๆ เป่ยลู่เคาะประตูห้องทำงานของเขา ก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน เธอวางจานข้าวตรงหน้าของเขา
“ขอบคุณครับ”
“ค่ะ เดี๋ยวสายๆ ฉันจะให้น้องชายเข้ามาเก็บจานไปนะคะ”
“ได้ครับ”
ซ่งหลิวหยางตักข้างราดกินพร้อมกับกัดตับย่างไปด้วย ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่หลังจากที่เขากินอิ่มแล้ว อาการมึนหัวก็หายเป็ปลิดทิ้งเลย เขาจึงคิดว่าคงเป็เพราะตนเองหิวข้าวอย่างแน่นอนไม่ได้ป่วยไข้อย่างที่คิด เขานึกขำตนเองที่หิวข้าวมากขนาดนี้ แต่ทำไมเขาไม่รู้ตัวกันนะ!!
หากเป่ยลู่ได้ยินความคิดของเขา เธอคงขำจนปวดท้อง …..
“จริงสิเสี่ยวถิง นี่เป่ยซานน้องชายที่พี่บอก “เธอแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันเอาไว้ เพราะยังไงก็ต้องอยู่ร่วมบ้านกัน
“สวัสดีจ้ะอาซาน พี่ชื่อ เสี่ยวถิงนะจ้ะ มีอะไรเรียกพี่ได้เลย “เสี่ยวถิง
“ครับ สวัสดีคับพี่สาว “เขาส่งยิ้มอย่างจริงใจไปให้จากนั้นก็ช่วยขายไก่ย่างต่อไป
หลังจากที่ซ่งหลิวหยางกินอิ่มได้ไม่นานนัก เป่ยซานก็มาเก็บจานข้าวกลับไป และไม่ลืมนำขนมบัวลอยที่พี่สาวของเขาฝากมาให้ชายหนุ่มด้วย หลังจากนั้นเขาก็ช่วยงานพี่สาวจนเก็บร้านและกลับบ้านไปพร้อมๆ กัน
เมื่อมาถึงบ้านเป่ยซานมองบ้านของพี่สาวอย่างตื่นเต้น นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของเขาที่จะได้อยู่บ้านหลังใหญ่ในเมือง ทั้งยังสวยกว่าบ้านของเขาที่หมู่บ้านเสียอีก
“นี่บ้านของพี่จริงๆ หรอครับพี่ใหญ่ “เขาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เป่ยลู่ส่ายหน้ายิ้มขำกับน้องชายแล้วเดินเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นว่าเขายังยืนนิ่งอยู่ก็เอ่ยบอกออกไปว่า
“ถ้าไม่ใช่บ้านของพี่ แล้วพวกเธอจะเข้ามาได้ยังไง”
“นั่นสิ “เสี่ยวถิงเอ่ยบอก จากนั้นก้จัดการล้างถ้วยชามและรถเข็นต่อไป ส่วนเป่ยลู่นั้นเธอก็ไปรดน้ำผักหลังบ้าน โดยที่เป่ยซานนั้นเดินตามเธอไปหลังบ้านด้วย ผักสดบางแปลงสามารถตัดได้แล้ว เะอก็ให้น้องชายจัดการตัดผักเอาไปวางไว้ในครัว ส่วนตนเองก็รื้อต้นเก่าที่เหลือแต่ตอออกทิ้งไป