กู้เซียนเซียนยืนยิ้มจนแก้มแทบปริ ผงกหัวไปมาอย่างโง่งมอยู่ด้านหน้าสถานที่ก่อสร้างโรงเตี้ยมกระเรียนเหินที่ตอนนี้ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างอยู่แปดเก้าส่วน และเป็นไปตามที่คาดเมื่อไม่มีอุปสรรคหรือจริงๆก็คงจะพอมี แต่ก็ถูกปัดเป่าหายไปดุจหมอกควันในเวลาไม่นาน การควบคุมการก่อสร้างก็มีมือมีไม้มาทำให้ เป็นระบบระเบียบกว่าเมื่อก่อนมากนัก หากไม่ใช่เพราะมีเวลาว่างจัด กู้เซียนเซียนก็คงไม่เดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองเช่นวันนี้ นี่เพราะนางมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่แท้ๆ และคนใหญ่คนโตที่ว่าตอนนี้ก็ยืนตัวอ้วนกลมอยู่ข้างๆนางนี่เอง
ขอเพียงเดินจูงมือเด็กลู่หลินคนนี้ไปที่ไหนๆในเมืองนี้ก็ตาม กระทั่งประตูเมืองนางยังไม่ต้องไปแออัดต่อคิวเข้าออกอีก กลุ่มอันธพาลท้องถิ่นคู่อรินางนับเป็นอะไรได้ หากเป็นเมื่อก่อนขอแค่เดินเห็นพวกมันมาแต่ไกล นางและเฝิงหลานยังต้องหลบตาเดินอ้อมไปอีกทางทันที แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ว่านางจะอวดดีวิ่งเข้าไปไล่ตีคนกลุ่มนั้นเพื่อล้างแค้น แต่เป็นเพราะพวกเขาหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริงเลยต่างหาก พลังแห่งเส้นสายก็ดีเช่นนี้เอง
กู้เซียนเซียนคิดไปคิดมาอย่างอารมณ์ดี ปากจึงเร่ิิ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วส่ายหัวร้องเพลงกล่อมเด็ก*อย่างที่ไม่ค่อยเข้ากับสถานการณ์และสถานที่
โตขึ้นให้เป็นนายคน
มีบริวารคอยยกรองเท้าขุนนาง
ยกรองเท้าให้สูงหน่อย
เลี้ยงหมูให้ตัวโตกว่าวัว
วัวตัวโตตกลูกเป็นม้า
ลูกม้าให้กำเนิดไข่มุก
ไข่มุกกลายเป็นของวิเศษ
นางร้องเพลงคลอไปเบาๆมือข้างหนึ่งจับกุมมือเล็กๆของเด็กน้อยข้างกายเหวี่ยงขึ้นลงหน้าหลัง ลู่หลินแม้จะไม่เปล่งเสียงร้องเพลงตามนาง แต่ก็ทำปากขะมุบขะมิบ หัวเล็กๆส่ายไปส่ายมาอย่างน่าเอ็นดู
ทุกๆท่อนของเนื้อเพลง กู้เซียนเซียนจะมีท่าทางประกอบง่ายๆไปด้วย ตอนเป็นเด็กนางไม่เคยมีใครมาร้องเพลงให้ฟังเช่นนี้ ตอนนี้นางมีลู่หลินจึงพยายามชดเชยสิ่งที่เคยขาดหายในวัยเยาว์คืนให้แก่เด็กคนนี้อย่างเต็มที่
กู้เซียนเซียนกำมือแบมือเปลี่ยนนิ้วบอบบางเป็นรูปร่างของสัตว์ต่างๆรวมถึงไข่มุข ไปด้วยขณะร้องเพลง มือก็ยื่นไปที่ด้านหน้าของลู่หลิน “ลูกหมู ลูกวัว ลูกม้า ไข่มุข ไข่มุข ไข่มุข... “ แล้วมือที่กำเป็นไข่มุขก็ทุบโป๊กๆลงไปเบาๆที่หัวของลู่หลินทันที เด็กน้อยพลันยิ้มร่า สายตาแปล่งประกายสดใสมือสองข้างยกขึ้นมาปิดหัวไปด้วย
“ฮ่าๆๆๆ เจ้าหลงกลข้าแล้ว “ กู้เซียนเซียนเองก็หัวเราะเต็มเสียงจนตัวโยนคลอน กลายเป็นคนสองคนมาเติมเต็มความต้องการของกันและกันได้อย่างลงตัว
ท่าทางประหลาดของเด็กหนุ่มและเด็กเล็กอีกคนที่เล่นกันอยู่หน้าลานก่อสร้างนั้น แม้ไม่เป็นจุดเด่น แต่ก็อยู่ในสายตาของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
‘น่าสนใจจริงๆ เจ้าเด็กคนนี้’ ฮูหยินผู้เฒ่าลู่เอ่ยกับคนสนิทในรถม้าเก่าซอมซ่อที่จอดอยู่ริมทาง
แม้ยามนี้จะดึกสงัดท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มปราศจากแสงดาวก่อนวสันต์ฤดู แต่ในห้องนอนเล็กๆของกู้เซียนเซียนกลับไร้ซึ่งความสงบเฉกเช่นภายนอก
“โอ้ยโย่ววว..อ๊าวว อู้ย…อ้ายยยย..”
หน้ายู่ยี่ดูไม่ได้ของกู้เซียนเซียนประเดี๋ยวดำประเดี๋ยวแดงหัวยังส่ายสะบัดไปมาอย่างเสียอาการ
นิ้วเรียวนุ่มของนางตอนนี้ ถูกงับเข้าไปอยู่ในปากของเจ้าตัวเล็กเกือบข้อ คราวนี้ดีนักจะดึงออกก็กลัวฟันเล็กๆจะหัก แต่จะยอมให้นางขบเคี้ยวอยู่แบบนี้ก็ทนไม่ไหว ทั้งหมดนี้แค่เพราะนางไว้วางใจดวงตากลมโตใส่แจ๋วดูไร้พิษภัยคู่นั้นแท้ๆเชียว
“เจ้ากินดีๆหน่อยได้ไหม จะกัดมือข้าทำไม อ๊าวว อ้ายย…ซี๊ดดด.ปล่อยย.. “ เพราะหน้าตายับยู่ของกู้เซียนเซียนได้ผลมากกว่าเสียงร้องคร่ำครวญ จังหวะที่เด็กน้อยหัวเราะอย่างไร้เสียงปากอมชมพูน้อยๆจึงอ้าออก คนโชคร้ายจึงรีบชักนิ้วที่ป้อนถังหูลู่คำเล็กๆออกมาทันที พักหลังๆทำไมเด็กนี่ถึงกลายเป็นแบบนี้หนอ จะป้อนอะไรกี่ทีๆมักถูกนางฉวยโอกาสกลั่นแกล้งพี่เลี้ยงจำเป็นคนนี้เสมอ
‘ ชักจะเอาใหญ่แล้ว’ นี่นางใช่ใจดีเกินไปหรือไม่ ทำให้เด็กดื้อคนนี้กระทั่งกัดนางก็ยังทำได้ลงคอ เด็กดีทั้งหลายไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้ กู้เซียนเซียนกำลังทบทวนความผิดพลาดในการอบรมสั่งสอนของนางในช่วงเวลาที่ผ่านมา เหตุใดบางครั้งนางรู้สึกเหมือนจะถูกกลั่นแกล้งหลอกใช้เสียเอง ยิ่งคิดคิ้วเรียวยิ่งขมวดมุ่น ขนาดว่าลู่หลินนางจะกินเองก็ได้ แต่ยังชอบออดอ้อนให้เซียนเซียนป้อนอยู่บ่อยๆ ไม่นับเรื่องกินก็เป็นเรื่องหลับนอน แม้บ้านหลังน้อยแห่งนี้จะมีห้องนอนอยู่พอดีกับจำนวนคน ที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีแขกมาพัก เว้นเสียแต่คนขับรถม้า แต่พักหลังๆมีหลายคราบนเตียงนาง ปรากฏเจ้าก้อนแป้งมานอนเบียดอยู่ขาอ้วนๆที่พาดมาที่คอตอนกลางคืนนั้นช่างทำให้นางเหมือนจะขาดใจตายทุกครั้ง
“นี่ ข้าอยากเจรจากับเจ้าหน่อย” กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นหลังช่วยกินถังหูลู่ที่เหลือในมือนางจนหมด
“ หากเจ้าอยากนอนที่เรือนของข้า เจ้าให้พ่อของเจ้าตีเตียงไม้เล็กๆขึ้นมาอีกหลังมิดีกว่าหรือ ข้ายังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่อยากรีบตายเพราะถูกเจ้ากดทับหรอกนะ” กู้เซียนเซียนพูดสายตากลับหรี่แคบมองไปยังใบหน้าอ้วนกลมของเด็กหญิงที่ตอนนี้กำลังดูดนิ้วเปื้อนน้ำตาลไปมาทีละนิ้วพร้อมๆกับรีบพยักหน้ารับรัวๆทันที
‘ ห๊ะ เข้าใจง่ายดายปานนี้เชียว ? ’ คนโตกว่าทำได้เพียงหรี่ตามอง เห็นได้ชัดเจนว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของคนเบื้องหน้าล้วนแต่ไม่น่าเชื่อถือ
ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดหมายไว้ หลังจากนั้นอีกสองสามวันยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในห้องของนาง เจ้าเด็กอ้วนยังคงคึกคักปีนป่ายเตียงขึ้นมานอนกับนางเหมือนเช่นทุกครั้ง เฉพาะเด็กอ้วนก็ว่าลำบากแล้ว ยังมีตุ๊กตาตัวใหญ่ตัวเดิมมาวางเบียดร่วมด้วย นี่นางต้องโชคดีขนาดไหนที่จู่ๆก็มีอีกสองร่างมายัดกันอยู่บนเตียงหลังน้อยของนาง แม้อดีตบนเตียงเล็กๆนี้จะมีเซียวเหม่าเป็นแขกไม่ประจำแวะมาเยี่ยมเยียนนอนด้วยเป็นครั้งคราว แต่ตอนนี้กลับดีนักมันหลบไปนอนสบายๆที่มุมห้องอย่างถาวรเอาตัวรอดเพียงลำพัง
‘แล้วสรุปว่าเตียงของนางหนูนี่หายไปไหน ได้บอกกล่าวแก่ใครแล้วหรือยัง’
“นี่.. เตียงเจ้าหล่ะ ได้บอกบิดาเจ้าหรือไม่ “ กู้เซียนเซียนถามขึ้นมาในวันที่สี่ ถึงลู่หลินจะพูดไม่ได้แต่แค่การทำท่านอนหลับ บิดานางฉลาดปานนั้น จะไม่รู้ความต้องการของบุตรสาวเลยหรือ เด็กหญิงละสายตาจากตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ที่กำลังเล่นอยู่ก่อนหันมองมาที่พี่เลี้ยง ดวงตากลมโตกำลังตอบคำถามนางว่า ‘ พี่สาว ท่านเคยคุยเรื่องเตียงกับข้าด้วยหรือ ‘
“ เตียง ? “ พี่สาวขบกรามแน่นเอ่ยแค่นเสียงคำรามเบาๆในลำคอออกมาอีกครั้ง
เด็กน้อยยังคงเอียงคอมองนางด้วยท่าทางใสซื่อ
‘ ยังๆจะมามองข้าเพื่ออะไร ‘ กู้เซียนเซียนถลึงตากลับไปที่ลู่หลิน
‘ แบบนี้คงพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ‘ แม้รู้สึกหมดหวังแกมหดหู่อยู่ในใจ พฤติกรรมชวนให้โกรธไม่ลงของเด็กหญิงถึงกับทำให้นางรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สุดท้ายจึงได้แต่พร่างพรูลมหายใจยาว เอาเถอะอย่างมากนางก็ระเห็ดไปนอนกับเซียวเหม่าที่มุมห้องก็ได้ ใครให้เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าเล่า
ตอนที่กู้เซียนเซียนคิดถึงประโยคนี้ ‘ ดาวนำโชค ‘ ริมฝีปากบางก็ปรากฏรอยยิ้ม ดวงตาสีนิลทอประกายระยิบระยับขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เด็กน้อยที่ยังคงจับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา พลันรู้สึกลนลานขึ้นมาจากส่วนลึกในใจร่างกายแข็งขืนไปหมด ‘ พี่สาว ท่านอย่าจ้องข้าแบบนี้ได้ไหม ข้ากลัว’ ก่อนรีบสะบัดหน้าหันไปอีกทาง
เพราะลู่หลินเป็นถุงเงินถุงทองของนาง แวะเวียนมาพักกับกู้เซียนเซียนที่เรือนหลังน้อยบ่อยขึ้น แน่นอนว่ากองทัพองครักษ์และบ่าวไพร่ของนางก็ติดสอยห้อยตามมาด้วยจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากเท่าตอนพวกนางออกไปเดินเล่นข้างนอก แต่กู้เซียนเซียนพอดูออกว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ กระทั่งบ่าวรับใช้สตรีก็ยังมีวรยุทธ์ ทั้งหมดนี้ไม่รวมถึงคนในที่ลับซึ่งคาดว่าจะมีอีกเป็นจำนวนมาก
นอกจากจะมีคนที่เพิ่มขึ้นมากจนต้องมีบางส่วนเช่าบ้านอยู่ละแวกใกล้ๆกันกับเรือนหลังน้อยของพวกนางแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คือเสียงทะเลาะโวยวายอยู่คนเดียวของกู้เซียนเซียน แม้ว่าตัวต้นเหตุจะยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าก็ตาม
เฝิงหลานในยามนี้ นางจำต้องไปเรียนรู้เรื่องการค้าเพิ่มเติมโดยอาศัยบารมีจากกิจการที่บ้านลู่มี ทั้งโรงน้ำชา ภัตตาคาร หอรับฝากเงิน ยกเว้นเพียงแต่หอข่าวและสำนักคุ้มภัยเท่านั้นที่ลู่หานไม่อนุญาติให้คนนอกยื่นขาเข้าไปด้านในเด็ดขาด ทุกวันนี้กู้เซียนเซียนจึงต้องอยู่บ้านกับอาหญิง แมวอีกหนึ่งตัว และแขกประจำอีกหนึ่งคน แม้ในยามปกติหลังอาทิตย์อัสดงเฝิงหลานจะกลับมาแต่หากวันไหนที่นางไม่สะดวกเดินทางจริงๆ นางก็จะอาศัยพักค้างแรมตามสถานที่ที่นางไปฝึกงานนั่นเอง
นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้กู้เซียนเซียนจะได้มีโอกาสพิชิตใจเด็กน้อย อบรมสั่งสอนนางให้เชื่อฟังในแบบที่คิดว่าเหมาะสมและสอคคล้องกับยุคสมัยอย่างที่สุด โดยไม่มีเฝิงหลานผู้เคร่งครัดมาคอยควบคุมหาเหตุมาตำหนินางได้อีก
อย่างเช่นในตอนกลางวันวันนี้ที่แสงแดดแผดจ้า อากาศภายนอกสดใสยิ่งนักส่งผลให้เรือนกลางบ้านของกู้เซียนเซียนดูมีชิวิตชีวาไปด้วย
ภายในห้องลู่หลินกำลังนั่งกวัดแกว่งขาอยู่บริเวณตั่งริมหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ให้ลมโชยพัดเข้ามาภายใน ส่วนกู้เซียนเซียนนั่งอยู่บนเก้าอี้กลมด้านหน้านาง
“ นี่เจ้าเด็กน้อย บอกบิดาของเจ้าให้ที ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ยังขายห้องพักไม่ได้ ก็โดนพ่อเจ้าขูดเอาเงินข้าไปหมดแล้ว จะไม่ผิดต่อมโนธรรมในใจไปหน่อยหรือ “
“ หอรับฝากเงิน ต้องการหุ้นส่วนเพิ่มใหม ไม่ลองบอกบิดาเจ้าให้พิจารณาข้าดูหล่ะ”
“ อย่ามองข้าแบบนี้ ทำไม? ความสวยเอาแค่พอดูได้ แต่เงินทองต้องมากไว้จึงจะดูแพงที่สุด เจ้าว่าไหม “
“ คราวหน้าหากจะมา ห่ออาหารเที่ยงจากซินเตียงเหลาติดมือมาด้วย ของอร่อยในใต้หล้าควรต้องหามาลิ้มลอง หากว่าดีให้บิดาเจ้าไปซื้อตัวพ่อครัวมาไว้ที่โรงเตี้ยมของพวกเราเสีย เจ้าว่าดีไหม”
สั่งสอนกันไปมาอยู่หลายหัวข้อ รวมๆแล้วต่างเป็นหลักการในการดำเนินชิวิตและคัมภีร์สอนสตรีที่ดีแทบทั้งสิ้น กู้เซียนเซียนค่อนข้างภูมิใจอยู่มากที่นางเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่ๆเหล่านี้มาสอนเด็กรุ่นหลังได้
“ มา ๆ ทบทวนให้ข้าฟังที เจ้าได้เรียนรู้อะไรในวันนี้บ้าง “
ลู่หลิงได้แต่เอียงคอมองนางตาแป๋ว ทำปากอ้าๆหุบๆเหมือนจะท่องตามที่อาจารย์สั่งสอนอยู่เมื่อครู่พร้อมวาดมือวาดไม้ประกอบตามไปด้วย ท่าทางประกอบของคำว่า “เงิน” “ทอง “ และ “ให้” นั้นลู่หลิงแสดงออกมาได้อย่างน่ารักน่าชังถูกใจกู้เซียนเซียนยิ่งนัก
“อื้ม ดีมาก เจ้าฝึกท่าทางได้เยี่ยมยอดมาก อย่าลืมฝึกทำบ่อยๆเอาไปแสดงให้บิดาเจ้าดูด้วยว่าเขาเข้าใจหรือไม่ หากเขาเข้าใจ เขาน่าจะให้อะไรติดไม้ติดมือมาเป็นหลักฐานให้ข้าเห็นบ้าง” นั่นจึงจะถือว่านางสั่งสอนได้บรรลุตามเป้าหมาย
เสียงกระแอมเบาๆ ดังขึ้นที่ประตูเรือน กู้เซียนเซียนรีบหันควับไปดูทันที พลันก็มองเห็นเงาร่างของคนๆหนึ่งอยู่ไม่ไกล คนที่นางไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ ด้วยเกรงว่าบุรุษที่เพิ่งมาถึงอาจจะได้ยินสิ่งที่นางเพิ่งสั่งสอนออกไป ตอนนี้นางจึงรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องประหนึ่งมีลมอัดแน่นในอกอยู่จางๆ
จริงๆเลย พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา แถมมาไม่ให้สุ้มเสียงเสียด้วยแต่จะหลบไปไหนก็ไม่ทันเสียแล้ว คิดได้ดังนี้กู้เซียนเซียนจึงได้แต่ฝืนยิ้มเอ่ยทักทายคนผู้นั้นออกไป
“นายท่านลู่ “ แต่..เขายังคงนั่งนิ่งเงียบบนรถเข็นไม่ตอบอะไรประหนึ่งกำลังใช้ความคิด
เจ้าเหมียวที่ขดตัวกลมอยู่ข้างหน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมามองกลุ่มคนด้านในห้องชั่วขณะหนึ่งก่อนพริ้มตาหลับลงต่อไปอีกครั้ง
เพราะถูกความเงียบที่อธิบายไม่ได้เข้าครอบงำ กู้เซียนเซียนต่อให้ในยามปกติจะรู้สึกว่านายท่านลู่ผู้นี้จะมีท่าทีผ่อนปรนอยู่เป็นนิจอย่างไร แต่ในยามนี้เมื่อเขานิ่งเงียบ นางกลับรู้สึกมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเขาขึ้นมาลางๆ ‘หรือเขาแอบฟังเรื่องที่ข้าพูดอยู่ด้านนอกนานแล้ว’ ยิ่งคิดสีหน้านางยิ่งอึมครึมหดหู่ใจ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงเงินทองที่นางไปเบิกมาจากร้านแลกเงินของเขาเพื่อนำมาก่อสร้างโรงเตี้ยมของนางต่อไปนี้อาจไม่ได้อีกแล้ว แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลว่าสิ่งที่สอนสั่งไปมีอะไรที่ผิดปกติไม่เหมาะสม เพียงแต่สีหน้าและแววตาราบเรียบอ่านไม่ออกของเขาก็ทำให้กู้เซียนเซียนบอกตัวเองไม่ถูกเช่นกันว่าเขากำลังโกรธหรือกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
เพราะไม่อาจฝืนมองต่อไปได้ นางจึงเฉไฉขยับตัวไปนั่งข้างๆลู่หลินทันที อย่างน้อยตอนนี้นางก็มีพวก
ลู่หานมีความสามารถปกปิดอารมณ์เก็บความรู้สึกเก่งมาตั้งแต่เล็ก ดังนั้นยามนี้กระทั่งลู่หลินที่นั่งอยู่ข้างๆเซียนเซียนก็ยังไม่อาจคาดเดาอารมณ์ของผู้เป็นบิดาได้เช่นกัน
เสียงล้อรถเข็นขยับเข้ามาใกล้พวกนางมากยิ่งขึ้น ฉับพลันนั้นเองลูกศิษย์ตัวน้อยกลับทรยศ กระโดดลงจากตั่งก้าวเร็วๆขึ้นไปนั่งบนตักของผู้เป็นบิดา ท่ามกลางสายตากลมโตฉายแวววิงวอนลอบมองร่างเล็กๆจากด้านหลัง ก่อนเห็นเด็กน้อยปีนป่ายขึ้นไปกอดคอชายหนุ่มด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติ
‘เจ้าถึงกับทิ้งข้าไปเช่นนี้เลย’ กู้เซียนเซียนได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
หลังได้โอบกอดเจ้าก้อนแป้งไว้ในอ้อมแขน ลู่หานพลันเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ส่งผลให้บรรยากาศหนักหน่วงเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น “ คุณหนูไป๋ ขอเสียมารยาทถามว่าปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว “
จากคำถามของเขาบ่งบอกได้ว่าในยามนี้เขารู้สึกอย่างไร กู้เซียนเซียนแม้จะอยากมุดดินหายไปอย่างไรก็คงจะทำไม่ได้ จึงได้แต่เพียงตอบกลับไปตามตรง
“ ตอบนายท่านลู่ ข้าอายุสิบสองแล้ว “ แท้จริงแล้วนางเกิดปลายปี เดือนนี้จึงไม่นับว่าสิบสองเต็ม แต่เพราะธรรมเนียมการนับอายุหลังปีใหม่นับเป็นหนึ่งขวบปี นางจึงตอบว่าสิบสองปีซึ่งก็ไม่นับว่าผิดแต่อย่างใด
เมื่อลู่หานได้ยินกลับเอ่ยเสียงทุ้มต่ำกลั้วหัวเราะตามแบบฉบับของเขา ส่งผลให้บรรยากาศรอบข้างดีขึ้นทันตา
“ ว่ากันว่าเสือไม่ออกลูกเป็นวัว ข้าได้ประจักษ์วันนี้แล้ว “ เขาคิดเช่นนั้นอยู่จริงๆ ตอนที่ได้ยินเด็กหญิงในห้องหออายุเพียงเท่านี้ เอ่ยวาจาออกมากลับมีแต่เรื่องเงินๆทองๆและผลประโยชน์ หากมิใช่เพราะสายเลือดข้นในกายแล้ว เขาก็คิดไม่ออกเช่นกันว่าจะมีผู้ใดที่หายใจเข้าออกเป็นเงินได้มากเท่านี้อีก
กับเรื่องอื่นๆนับว่านางไม่ฉลาดนัก ออกจะทึมทื่อเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่สตรีควรเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวไว้ออกเรือน เขาพอมองออกว่า นาง ‘ แทบไม่ได้เรื่องไปเสียทุกทาง ‘ ลู่หลินพักนี้เกาะติดนางอย่างมาก ตอนแรกเขาคิดว่าเพราะหน้าตาที่เป็นจุดขายเพียงอย่างเดียว อย่างไรเสียใบหน้าของนางก็ละม้ายคล้ายมารดาของลู่หลิน อดีตฮูหยินของเขาอยู่หลายส่วน ทั้งภูมิหลังก็ค่อนข้างไกล้เคียงกับพื้นเพครอบครัวของเขาจึงไม่น่าแปลกใจที่ลู่หลินจะติดนาง
แต่ตอนนี้เขาจำต้องพิจารณาใหม่เสียแล้ว มารดาของลู่หลินไม่ใช่สตรีที่จะประพฤติตัวแตกต่างจากคนทั่วไปเช่นนี้ นางอยู่ในกรอบระเบียบแบบแผนอยู่ตลอดเวลาตามเยี่ยงอย่างของกุลสตรีชั้นสูงทั่วไป กระทั่งรอยยิ้มของนางยังดูสุภาพสำรวมอยู่ในที ท่วงท่าทุกอิริยาบทเหมือนคัดออกมาจากภาพวาดก็ไม่ปาน ไม่มีทางที่จะกระโดกกระเดกและเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นเด็กสาวผู้นี้
ก่อนหน้านี้ช่วงเวลาที่ฮูหยินของเขายังอยู่ ลู่หลินก็ไม่ได้มีแววตาท้าทายซุกซนแบบที่เขามองเห็นเช่นในตอนนี้ นี่ต่างหากจึงควรจะเป็นท่าทางของเด็กน้อย เขารู้ว่าบุตรสาวเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เกิด แต่เพราะชะตากำหนดให้เกิดเป็นหญิง ถูกกรอบประเพณีและคำสอนบรรพบุรุษกดความสามารถไปจนถึงสิ่งที่ควรเรียนรู้ เพราะเหตุนี้กระมัง เขาถึงยังยอมตามใจนางให้คบหาเด็กสาวคนนี้ไปก่อนแม้จะต้องทำให้เขาชั่งน้ำหนักอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลาในหลายๆเรื่องเช่นกัน
ลู่หานเอียงหน้ามองดูบุตรสาวในอ้อมแขน ก่อนอุ้มนางขึ้นมาหอมที่แก้มกลมขาวเยี่ยงซาลาเปาไปหนึ่งฟอดใหญ่อย่างรักใคร่สุดหัวใจ ความอบอุ่นสงบนิ่งดั่งธารน้ำใสแผ่ออกมาจากดวงตาส่งต่อไปยังท่าทีปกป้องทะนุทะถอมของเขาอย่างชัดเจนทำประหนึ่งโลกนี้มีเพียงพวกเขาสองคน
กู้เซียนเซียนเพียงมองภาพความผูกพันระหว่างพ่อลูกคู่นั้นด้วยดวงตาไร้ประกายปิดบังความคิดจิตใจทั้งหมดของนางไว้เพียงลำพัง
“ พรุ่งนี้ข้าจะให้พ่อครัวซินเตียงมาทำอาหารให้พวกเจ้าทานที่นี่ หากถูกใจก็ให้เขามาสอนพ่อครัวที่โรงเตี้ยมก็แล้วกัน “ เขาเอ่ยขึ้นตามมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทำลายบรรยากาศความเงียบงันในห้อง
กู้เซียนเซียนยิ้มขึ้นมาทันที นี่อย่างไรผลลัพท์ที่นางต้องการ ได้ทั้งลาภปาก ได้ทั้งพ่อครัว เส้นสายใหญ่โตมันคือสวรรค์ประทานพรโดยแท้
*เพลง อ่องกิมก๋อง เพลงกล่อมเด็กสมัยโบราณ แต่ก็ยังมีร้องอยู่จนถึงปัจจุบัน