บทที่ 58 รายงานความคืบหน้ากับท่านประธานเสิ่น
“เอาล่ะ เมิ่งเมิ่งไม่ต้องเสียใจแล้วนะ” ลู่ผิงลูบหลังเพื่อปลอบเสิ่นเมิ่งเบา ๆ “ลูกร้องไห้มาทั้งบ่ายแล้ว ท้องคงจะหิวแล้วใช่ไหม รีบไปล้างหน้าล้างตา แล้วลงไปกินข้าวกันดีกว่าไหม?”
“ค่ะ” เสิ่นเมิ่งพยักหน้าทันที เช็ดน้ำตาบนใบหน้า
ตอนนี้เป้าหมายหลักของเธอสำเร็จแล้ว ละครตบตาพวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงต่อ
เสิ่นเมิ่งล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปชั้นล่างช้าๆ
ป้าหวังจัดเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวสี่อย่างและซุปหนึ่งอย่าง ดูแล้วน่ารับประทาน
เสิ่นจงเฉิงและลู่ผิงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นเสิ่นเมิ่งลงมาก็ยิ้มแย้มต้อนรับ
“ลูกรัก มานี่เร็ว พ่อกับแม่รอหนูมากินข้าวอยู่นะ”
“พ่อกับแม่ทำไมยังไม่กินข้าวกันคะ” เสิ่นเมิ่งมองตะเกียบที่ยังไม่มีใครใช้บนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ
ลู่ผิงยิ้มและดึงเธอนั่งมาลง ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ก็เพราะเมิ่งเมิ่งยังไงล่ะ คุณพ่อเขาบอกว่า เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูกเลย จนทำให้ลูกนั้นน้อยใจ”
“อะแฮ่ม!” เสิ่นจงเฉิงซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะกระแอมเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังว่า “เอาล่ะ ต่อไปนี้บ้านเราจะให้เมิ่งเมิ่งเป็นศูนย์กลางนะ ต่อไปนี้เมิ่งเมิ่งจะเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ของพวกเราถ้าหัวหน้าครอบครัวยังไม่ลงมือทาน พวกเราก็ห้ามขยับตะเกียบ!”
นี่มันกฎบ้าอะไรเนี่ย ตามใจกันกันเกินไปแล้ว!
“พ่อคะ!” เสิ่นเมิ่งขมวดคิ้ว พร้อมกับเอ่ยอย่างไม่พอใจ
เสิ่นจงเฉิงหัวเราะร่วนออกมาทันที ลู่ผิงกับป้าหวังก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
เสิ่นเมิ่งหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบกุ้งนึ่งตัวโตในจานออกมาสองตัว แล้วก็ลงมือแกะเปลือกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวางลงในชามของเสิ่นจงเฉิง กับลู่ผิงคนละตัว
เธอยิ้มหวาน “หัวหน้าครอบครัวก็ต้องมีมาดของหัวหน้าครอบครัวสิคะ ต่อไปนี้หน้าที่แกะกุ้งก็เป็นของหัวหน้าครอบครัวแล้ว! ทั้งสองทานเลยค่ะ!”
“ดีมาก!” เสิ่นจงเฉิงยิ้มจนตาปิด ส่วนลู่ผิงก็ยิ่งดีใจ
ตอนนี้เมิ่งเมิ่งเปลี่ยนไปมาก รู้จักทำตัวน่ารักและเชื่อฟังมากขึ้น พอเห็นลูกสาวทำตัวน่ารักแบบนี้ ในใจของเสิ่นจงเฉิงก็ยิ่งปลื้มใจ
ป้าหวังที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกดีใจ เธอเป็นคนรับใช้ สิ่งที่อยากจะเห็นมากที่สุดก็คือครอบครัวของเจ้านายรักใคร่ปรองดองกัน ถ้าครอบครัวของเจ้านายอยู่อย่างมีความสุข งานของเธอก็จะมั่นคงมากขึ้น
“ป้าหวัง” ทันใดนั้น เสิ่นเมิ่งก็หันไปเรียกป้าหวัง
“มานั่งทานด้วยกันสิคะ”
“อ๊ะ?” ป้าหวังตกใจที่จู่ ๆ ก็ถูกเรียก เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า “คะ คุณ คุณหนูใหญ่ ทำแบบนี้ไม่ได้ค่ะ ไม่มีกฎแบบนี้”
“นี่บ้านของฉัน ฉันเป็นคนตั้งกฎเอง ฉันอนุญาตให้ป้าหวังมานั่งกินข้าวด้วยกัน ป้าหวังก็มานั่งได้เลยค่ะ” เสิ่นเมิ่งหันไปมองเสิ่นจงเฉิง “ใช่ไหมคะคุณพ่อ?”
เสิ่นจงเฉิงยิ้ม “เพิ่งจะพูดไปเองไม่ใช่เหรอ เมิ่งเมิ่งคือหัวหน้าครอบครัว เมิ่งเมิ่งพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ลู่ผิงยิ้มตาม เธอชวนป้าหวังนั่งลงกินข้าวด้วยกัน “ป้าหวัง นั่งลงกินข้าวด้วยกันเถอะค่ะ”
ถึงป้าหวังจะเป็นคนรับใช้ แต่จริง ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว เสิ่นจงเฉิงกับลู่ผิงก็ให้ความเคารพเธอมาก แต่ตอนนี้เห็นเสิ่นเมิ่งทำตัวน่ารัก เป็นฝ่ายชวนป้าหวังมานั่งกินข้าวที่โต๊ะด้วยกัน ทั้งสองสบตากันด้วยความปลื้มปริ่มใจ
เสิ่นเมิ่งหยิบชามและช้อนวางไว้ตรงหน้าป้าหวังด้วยตัวเอง ทุกคนในครอบครัวจึงเริ่มกินข้าวด้วยกัน
เมื่ออิ่มหนำสำราญ เสิ่นเมิ่งวางช้อนลงแล้วเรียกเสิ่นจงเฉิงที่กำลังจะลุกจากโต๊ะ
“พ่อคะ วันนี้หนูทำงานวันแรก เลยอยากจะรายงานการทำงานให้พ่อฟังค่ะ”
“โอ้โห! เอาเรื่องงานกลับมาคุยที่บ้านด้วย แล้วยังต้องรายงานประธานให้ทราบอีก” เสิ่นจงเฉิงหัวเราะร่วนแล้วนั่งลง “เอาล่ะ ท่านประธานเสิ่นเชิญฟังสรุปงานของพนักงานเสิ่นเมิ่งจากแผนกโครงการได้เลยค่ะ”
เสิ่นเมิ่งอมยิ้ม ยืนตัวตรงข้าง ๆ เสิ่นจงเฉิงอย่างจริงจัง แล้วเริ่มรายงานงานของเธอ
อย่างไรก็ตาม รายงานงานของเธอเพิ่งจะจบลง เสิ่นจงเฉิงกลับขมวดคิ้ว
“เมิ่งเมิ่ง นี่ลูกได้ทำงานในแผนกโครงการแค่นี้เองเหรอ? งานพวกชงชา พิมพ์เอกสาร จัดเก็บเอกสาร พวกนี้มันงานของผู้ช่วยไม่ใช่เหรอ? หรือว่าลูกกลัวว่าตัวเองจะเหนื่อย เลยเลือกทำแต่งานสบาย ๆ ไม่ต้องใช้สมองอย่างนั้นเหรอ?”