เย็นย่ำตะวันเริ่มลับขอบฟ้า อีกาบินผ่านส่งเสียงร้องดูวังเวงยิ่งนัก ต้นไม้แ่าทึบ มองไปทางใดก็มีแต่ป่า ลุงมั่นมองหันรีหันขวางก็ตัดสินใจหยุดเดิน ก่อนจะเหลียวมามองเด็กๆที่เดินตามเขามาด้านหลัง
“เอ้าทุกคน ย่ำค่ำแล้ว พักกันเถิดหนา ไอ้หมาย เองไปหาใบไม้แห้งและกิ่งไม้มาทำกองฟืน” เขาจัดแจงมอบหมายให้ลูกชายไปหาฟืนก่อกองไฟ ในตอนค่ำแมลงแลสัตว์ป่านั้นมีมากมายนัก หากก่อกองไฟก็จะช่วยป้องกันให้สัตว์ร้ายเข้ามาใกล้ได้บ้าง หมายที่ได้ยินเช่นนั้นก็วางของลงแล้วเดินห่างออกไปเพื่อเก็บกิ่งไม้ไว้ก่อไฟ
“จ้ะพ่อ” ชายหนุ่มตอบรับ
ฝ่ายพลอยนั้นย่อตัวลงแล้วค่อยๆวางน้องชายลงบนพื้น ด้วยเพราะความอ่อนแอของร่างกายแม่พลอยผู้นี้ เธอยอมรับว่าเธอปวดหลังค่อนข้างมาก แต่เธอก็กัดฟันเดินต่อไป ชาติที่แล้วเธอเคยเป็ทหาร สิ่งใดที่ลำบากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว
“พ่อนิล ลงไปนั่งเถอะ” หญิงสาวเอ่ยกับน้องชายของเธอที่ดูจะละอายเล็กน้อย
“ขอรับคุณพี่พลอย” เด็กชายกล่าวเสียงสลด เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็ภาระให้กับพี่สาวของเขา หากเขาโตกว่านี้ แข็งแรงกว่านี้ก็คงดี ถึงจะช่วยพี่สาวได้ไม่มาก อย่างน้อยก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้
“ปวดมากไหม" พลอยตรวจดูข้อเท้าของน้องชายในทุกมุม เธอพบว่าข้อเท้าของนิลไม่ได้บวมแดงเท่าใดนัก แต่จะให้เดินทางไกลๆต่อในวันพรุ่งนี้เห็นทีจะไม่ไหว แต่ก็ไม่เป็ไร เธอจะแบกน้องชายไปเอง เพราะมันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเธอนัก
"ค่อยยังชั่วแล้วขอรับ" นิลโกหกอย่างไม่แเีนัก ทำให้พลอยเองจับโกหกได้ง่ายดาย แต่ครั้นจะเค้นถาม ก็คงไม่ใช่เื่อันใด มีแต่จะทำให้เด็กชายกลัวเสียเปล่าๆ
"แล้วแม่พลอยล่ะจ๊ะ เป็อย่างไรบ้าง เดินแบกพ่อนิลมาหลายชั่วยาม ปวดขาแลปวดหลังรึไม่" เรืองมีความกังวลปรากฏบนใบหน้า เธอขยับเข้ามาหมายจะเฟ้นนวดให้กับเด็กหญิงที่อ่อนวัยกว่า แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับบอกปัดเธอไป
"ข้าไม่เป็ไรจ้ะพี่เรือง เมื่อยเล็กน้อย พ่อนิลตัวเบาราวกับนุ่น" ความปวดเมื่อยเท่านี้ไม่เป็ปัญหากับพลอย ร่างนี้ไม่แข็งแรงก็จริง แต่พลังใจของเธอนั้นมหาศาลและดูถูกไม่ได้เลย
"มาจ้ะ พี่นวดให้" เรืองยังคงยืนยันคำเดิม เธอขยับเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม มือก็นวดลงบนไหล่ทั้งสองข้างของพลอย
"ไม่ต้องดอกพี่ ข้านวดเองดีกว่า" เด็กสาวขยับตัวออกมา เธอไม่ชอบให้ใครมาดูแลปรนนิบัติเธอ ปกติแล้วเธอทำเองทุกอย่าง มันจึงรู้สึกจั๊กจี้ในในเมื่อคิดว่ามีคนมาคอยรับใช้เธอ
"แม่พลอยนี่ช่างดื้อนัก พี่จักทำเยี่ยงไรกับแม่พลอยดี" เรืองบ่นกระปอดกระแปด ปกติแล้วเธอก็รับใช้คุณพลอยอยู่เป็กิจวัตร หากแต่หลังจากคุณพลอยฟื้นขึ้นมา ก็เปลี่ยนไปมาก เป็ผู้ใหญ่ ไม่ถือตัวและชอบทำอะไรด้วยตนเอง แต่กระนั้นเรืองก็ไม่ได้ลืมว่าตนเองเป็บ่าว
"เอาเถิดหนา ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็อันใด" พลอยยิ้มเบาๆเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ เธอสังเกตุเห็นใบหน้าของเรืองและน้ำเสียงอันแง่งอนก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ห่วงเธอ แต่เธอไม่ใช่แม่พลอยคนเดิมคนนั้น
ไม่นานหนัก หมายก็อุ้มเศษใบไม้แห้งและกิ่งไม้มาเสียเต็มกอด เขาวางลงไว้ที่แห้งๆ ก่อนจะถอยออกมา ลุงมั่นล้วยเอากระบอกไม้เล็กๆออกมา พลอยสงสัยจึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า
“ลุงมั่นจ๊ะ นั่นคือกระไร” เธอมองสิ่งของในมือตาใส ราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
“เอ็งมิรู้จักกระบอกปุยรึ นี่ มาทางนี้ ลุงจักทำให้เอ็งดูว่าจักจุดไฟได้เยี่ยงไร” ลุงมั่นเอ่ยกับเธอด้วยความเอ็นดูพลางกวักมือเรียกพลอยเข้าไปใกล้ๆ นิลเองก็สนใจ จึงเดินเข้าไปดูด้วย
“นี่คือกระบอกปุยเอาไว้ติดไฟ ถือกระบอกปุยไว้แบบนี้ แล้วเอาหินฟันม้ากับเหล็กมากระทบกัน จะมีสะเก็ดไฟออกมา” พลอยตั้งใจเขาอธิบาย และเมื่อลุงมั่นเอาหินกับเหล็กมากระทบกันก็เกิดประกายไฟขึ้นบนปุยนุ่นในกระบอก ลุงมั่นไปเป่าจนสะเก็ดไฟเล็กๆลามขึ้นมามีสีแดงเพลิง จากนั้นก็เอานุ่นออกมาจากกระบอก และวางไว้บนกองใบไม้แห้ง
“แล้วทำเยี่ยงไรต่อจ๊ะ” พลอยยังคงสนใจในการติดไฟ เธอมองนุ่นที่ค่อยๆติดไฟจนลามไปยังใบไม้แห้งเกิดเปลวไฟเล็กๆขึ้นมา ลุงมั่นไม่ตอบเธอ หากแต่ตั้งใจเป่าให้ไฟโหมขึ้นจนติดขึ้นมาเป็กองไฟได้ จากนั้นก็เอากิ่งไม้มาสุม ไม่นานนัก กองไฟกองไม่เล็กไม่ใหญ่ก็ถูกจุดขึ้นมาได้สำเร็จ พลอยที่ไม่เคยใช้การจุดไฟเช่นนี้นับว่าทึ่งกับภูมิปัญญาคนโบราณยิ่งนัก
หลังจากจุดไฟเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็นั่งล้อมกองไฟกัน หมายนำห่อข้าวออกมาจากย่ามเพื่อส่งให้กับลุงมั่นก่อนจะชะงักแล้วหันมาถามกับพลอยว่า
"แม่พลอย เ้าเตรียมของกินมาหรือไม่ หากมิได้เตรียมมา ก็แบ่งของข้าไปสักหน่อยเถอะ" พลอยขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เหตุใดพี่หมายผู้นี้จึงวอแวกับเธอนัก พี่เรืองก็อยู่ พ่อนิลก็มี เหตุใดไม่ดูดำดูดีสองคนนั้นบ้าง เด็กหญิงไม่ได้พูดความในใจออกมา หากแต่ก็เอ่ยปัดความเอื้อเฟื้อของอีกฝ่ายไป ไม่ใช่เธอไม่เป็มิตร แต่บางสิ่งบางอย่างมันทำให้เธอไม่สบายใจ ซึ่งเธอไม่รู้จะอธิบายมันเยี่ยงไร
"ไม่ต้องหรอกจ้ะพี่หมาย พวกข้ามีห่อข้าวเตรียมมาแล้ว พี่เก็บไว้กินเถอะ" หญิงสาวมองไปทางเรือง ซึ่งเรืองก็หยิบเอาห่อใบตองจากย่ามออกมาสามห่อเช่นกัน
"จ้ะ แม่พลอย" หมายเห็นเช่นนั้นก็เกาหัวตัวเองด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เขาไม่เคยเกี้ยวสาว และไม่รู้จักเกี้ยวได้อย่างไร บางทีหากกลับไปถึงบ้านเขาอาจต้องถามพ่อว่าตอนเกี้ยวแม่นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง หรือถามแม่ว่าพ่อของเขาเกี้ยวแม่อย่างไร
"มาเถิดพ่อนิล แม่พลอย กินข้าวกัน" เรืองกวักมือเรียกก่อนจะส่งห่อข้าวให้กับคนทั้งสองอย่างแข็งขัน
"ถึงจะเป็แค่ปลาปิ้งแต่ก็รสชาติดีนัก ฝีมือยายเก่งกว่าแม่ครัวที่เรือนบางคนเสียอีก" กินไปก็ชมไม่หยุดหย่อน เรืองนั้นชื่นชอบรสมือของยายเฒ่ามาก หากได้อยู่ด้วยนานอีกสักหน่อย เธอคงขอเรียนรู้จากยายเฒ่ามาบ้าง
"น้องคิดถึงฝีมือทำอาหารของยายขอรับ" นิลเอ่ย เขาเคี้ยวปลาปิ้งที่พลอยแกะก้างออกให้ตุ้ยๆ ดูแล้วน่ารักน่าชัง
"เช่นนั้น หากเราตั้งตัวได้เมื่อใด เราจักไปรับคุณตาคุณยายมาอยู่ด้วยดีหรือไม่" พลอยเอ่ยกับนิล เธอเองก็คิดเช่นนั้นเพราะผู้เฒ่าในวัยชรา จำเป็ต้องมีคนดูแล แต่อีกฝ่ายจะยอมมาอยู่ด้วยดีๆหรือไม่นั้นก็สุดแท้แต่ความยินยอมของเขา
"ดีขอรับ" เด็กน้อยยิ้มร่าออกมาเมื่อคิดว่าจะได้กินแกงงูรสมือของยายเฒ่าอีก
"พี่เรืองเองก็ทำอาหารเก่งใช่ไหม" พลอยหันไปถามเรือง เพราะในความทรงจำของเธอ ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ที่เรืองทำอาหารให้เธอกินนัก ในเมื่อเรืองไม่ใช่บ่าวโรงครัว
"พูดกระไรจ๊ะ แม่พลอยต่างหากที่รสมือดี ใครๆใน้เรือนก็เทียบมิได้เลยจ้ะ" แก้ความเข้าใจผิดให้พลอย เรืองเอ่ยขึ้นมาบางโบกมือโบกไม้ปฏิเสธ พลอยจำได้ว่าในความทรงจำของแม่พลอยคนเดิม เธอทำอาหารบ่อย แต่ทำคราใด คุณหญิงกานดาก็เอ่ยว่ารสชาติหมาไม่แดกทุกครั้ง
"วันนึงฉันจะมีบุญได้กินอาหารฝีมือแม่พลอยหรือไม่นะ" หมายที่ได้ยินเข้าก็รู้สึกสนใจ เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ชี้ไปที่ตัวเองแล้วถามขึ้นมา
"ข้าไม่ได้เก่งเช่นที่พี่เรืองว่าดอก" พลอยเอ่ยตอบเลี่ยงๆ นั่นก็ทำให้หมายคอตกไปอีกเช่นเดิม
"เอ้าๆ มัวแต่คุยกัน รีบกินแล้วรีบนอนเสีย พรุ่งนี้จักได้เดินทางแต่เช้า" ลุงมั่นเอ่ยเร่งเด็กๆให้รีบพักผ่อน นี่ก็ค่ำแล้ว เขาจักปลุกให้เด็กทั้งสี่คนตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง
"จ้ะ ลุงมั่น" พลอยเอ่ยรับคำ
"ถ้านอนไม่สบายก็เอาใบไม้มาปูรองเสีย เดินทางในป่าก็ลำบากเยี่ยงนี้แล" เอ่ยอย่างทอดถอนใจ ลุงมั่นไม่สามารถทำอะไรให้เด็กพวกนี้เดินทางได้สะดวกสบายได้มากกว่านี้ เขาได้แต่เพียงแนะนำในสิ่งที่เขาทำได้
"ข้าไม่ติดขัดอันใดหรอกจ้ะลุง ห่วงก็แต่พี่เรืองกับพ่อนิล จะนอนกันได้หรือไม่" พลอยหันไปมองเรืองและน้องชายด้วยใบหน้าห่วงใย
"พี่นอนได้จ้ะ" เรืองนั้นเป็บ่าว ซึ่งเรือนบ่าวก็ไม่ต่างจากการนอนนอกบ้านเท่าใดนัก เธอจึงไม่มีปัญหามาก แต่สำหรับพ่อนิลนั้น…
"คันขอรับ" นิลเอ่ยเสียงอ่อย เขาเป็ลูกเ้าขุนมูลน้อย แม้พ่อจะบอกว่าเขาเป็ลูกชู้ แต่ก็จัดแจงให้เขามีห้องดีๆ ที่นอนดีๆ นอน เขาไม่เคยนอนป่านอนเขา หรือแม้แต่พื้นห้องแข็งๆด้วยซ้ำ
"เช่นนั้นเอาสไบข้ามารองให้พ่อนิลนอน" พลอยกล่าวกับเรือง
"แต่สไบนั้นเป็เพียงชุดเดียวที่เหลืออยู่นะแม่พลอย” เรืองไม่เห็นด้วย สไบและผ้านุ่งนั้นเป็ชุดที่เธอใส่ตอนจมน้ำ เป็ชุดเพียงชุดเดียวที่เหลืออยู่ นอกนั้นได้จมลงไปกับหีบผ้านุ่งยามเรือแตกเสียแล้ว พร้อมด้วยเครื่องประดับอีกมากมาย
"ค่อยซักก็ได้ อย่าคิดมากนักเลย" เอ่ยปัดป่ายอย่างไม่สนใจนัก พลอยห่วงสุขภาพของนิลมากกว่า เืเนื้อเชื้อไขร่วมเพียงคนเดียวของเธอ เธอจักไม่ดูดำดูดีได้อย่างไรเล่า
“ก็ได้จ้ะ” บ่าวอย่างเรืองตอบเสียงอ่อย ก่อนจะนำสไบสีเหลืองอ่อนงดงามออกมาจากย่าม แต่ในตอนนั้นเองที่พลอยหันขวับไปทางทางหนึ่ง พร้อมกับขมวดคิ้ว
“ทุกคน มีคนมา ระวังตัวด้วย” เธอเอ่ยเตือนอย่างระแวดระวัง ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นใจเต้นแรง จะมีเื่ใดเกิดขึ้นกับพวกเขาหรือไม่นะ