การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 2 วิธีการเพิ่มระดับพลัง

           หวังเหว่ยได้เดินไปเดินมาอยู่ภายในหมู่บ้านอสูรสีฟ้า เพื่อสำรวจดูร้านค้าแผงลอยต่างๆภายในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านเมื่อเห็นเด็กหนุ่ม ผิวขาว หน้าตาดี แต่ไม่คุ้นเคยก็นึกแปลกใจ              ส่วนยามของหมู่บ้านที่เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ มากับอัจฉริยะชื่อดังของสถาบันอสูรฟ้าครามแห่งเมืองอสูรจันทราอย่างหลี่น่า จึงได้มองผ่านเรื่องนี้ไปเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเด็กใหม่ที่มีพรสวรรค์ของสถาบันอสูรฟ้าคราม ที่เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อทำภารกิจบางอย่าง  หวังเหว่ยหลังจากเริ่มคุ้นเคยกับหมู่บ้านอสูรสีฟ้า ก็เริ่มคิดวางแผนว่าจะเพิ่มระดับเลเวลอย่างไรดี ด้วยความรู้และประสบการณ์มากมายของตนเองในชีวิตก่อน ทำให้หวังเหว่ยมีวิธีการมากมายในการเพิ่มระดับเลเวลอย่างรวดเร็วและมั่นคง     โดยวิธีที่ใช้เพิ่มระดับเลเวลกันตามปกติมีอยู่สามวิธี วิธีที่หนึ่งนั่งสมาธิเพื่อดูดซับพลังปราณอสูรจากภายในพิภพทุกวัน เพื่อเพิ่มระดับเลเวล วิธีนี้ค่อนข้างเพิ่มระดับเลเวลได้ช้า แต่จะทำให้มีระดับเลเวลที่มั่นคงในระยะยาว         วิธีที่สองใช้เม็ดยาที่ทำจากสมุนไพรที่มีสรรพคุณเพิ่มความเร็วในการดูดซับพลังปราณอสูรจากภายในพิภพ เพื่อเพิ่มระดับเลเวลให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า แต่ด้วยเม็ดยาสมุนไพรในปัจจุบันมีคุณภาพด้อยกว่าในอดีตอย่างมาก จึงทำให้มีการปนเปื้อนในเม็ดยาสมุนไพรที่มาก          ถ้าหากใครพัฒนาระดับเลเวลด้วยวิธีนี้ จะได้รับผลข้างเคียงที่เกิดจากเม็ดยาสมุนไพรทำให้ระดับเลเวลไม่มั่นคงและมีพัฒนาการที่ช้าในช่วงเลเวลเกินกว่า30ขึ้นไป แต่เนื่องด้วยวิธีนี้เป็นวิธีการเพิ่มระดับเลเวลวิธีหลักของอาณาจักรมนุษย์ในปัจจุบัน จึงทำให้อาณาจักรมนุษย์ในปัจจุบันตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต         เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเหว่ยก็ถอนหายใจออกมา ในปัจจุบันนี้เรื่องราวต่างๆภายในอาณาจักรมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆถึงจะคิดว่าเริ่มปรับตัวได้แล้ว แต่พอได้รับรู้เรื่องราวมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกหดหู่มากยิ่งขึ้น เหตุเพราะความตกต่ำลงจนน่าตกใจของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบัน        สำหรับวิธีที่สาม คือวิธีการดูดซับแก่นอสูรจากสัตว์อสูรที่สังหารได้และสัตว์อสูรตนนั้นมีแก่นอสูรอยู่ภายในตัว ซึ่งในสัตว์อสูร100ตนจะพบเจอแก่นอสูรเพียงหนึ่งหรือสองตนเท่านั้น ทำให้แก่นอสูรนั้นหาได้ยากมาก วิธีการเพิ่มระดับเลเวลด้วยวิธีนี้จึงถือเป็นเรื่องยาก เพราะคลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นต้น และคลาสอาชีพนักอัญเชิญอสูรฝึกหัดขั้นสูงกว่าจะหาแก่นอสูรมาได้แต่ละอัน          ช่างลำบากยากเย็นแสนเข็ญประกอบกับราคาแก่นอสูรที่มีราคาแพง ทำให้ส่วนใหญ่เวลาได้รับแก่นอสูรมาก็มักจะนำไปขายมากกว่านำมาใช้เอง จึงทำให้วิธีการที่สาม ของการเพิ่มระดับเลเวล ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มั่นคง ทำให้พัฒนาระดับเลเวลได้อย่างรวดเร็วไร้ผลข้างเคียงในระยะยาว          แต่วิธีนี้มีเพียงผู้ที่มีฐานะดีเท่านั้น ถึงจะสามารถใช้ได้ ส่วนใหญ่ผู้ที่พัฒนาระดับเลเวลด้วยวิธีที่สาม จะเป็นเหล่าตระกูลที่มีความมั่งคั่งในอดีตสั่งสมมา ถึงสามารถให้ลูกหลานหรือตนเองเพิ่มระดับเลเวลด้วยวิธีนี้ได้        สำหรับการทำสัญญากับสัตว์อสูรนั้น ต้องมีสิ่งเหล่านี้คือ หนึ่งมีชะตาที่ต้องกันกับสัตว์อสูร สองมีความผูกพันกันกับสัตว์อสูร สามได้รับความพึงพอใจและการยอมรับจากสัตว์อสูร         ถ้ามีสิ่งเหล่านี้และสัตว์อสูรยินยอมเริ่มทำสัญญาด้วย ก็จะสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรได้ ซึ่งเหล่าสัตว์อสูรจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำสัญญาก่อนเสมอ          นักอัญเชิญอสูรไม่สามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรด้วยตนเองได้ และเนื่องด้วยในยุคสมัยนี้ผู้คนมีระดับเลเวลที่ตกต่ำลง เมื่อเทียบกับสมัยก่อน จึงทำให้มีสัตว์อสูรยอมทำสัญญากับนักอัญเชิญอสูรลดน้อยลงไปมาก          บางคนนำสัตว์อสูรที่เอาชนะได้กลับมาเลี้ยงดูไว้หลายปี สัตว์อสูรถึงจะยอมทำสัญญาด้วย บางคนเลี้ยงดูสัตว์อสูรทั้งชีวิตก็ไม่มีโอกาสได้ทำสัญญากับสัตว์อสูร ในปัจจุบันนี้มีสัตว์อสูรที่ถูกมนุษย์เลี้ยงดูไว้มากมายที่ไม่ได้ถูกทำสัญญา         หวังเหว่ยที่ได้รับรู้เรื่องราวในปัจจุบันของอาณาจักรมนุษย์ จากหลี่น่ามาพอสมควรในตอนที่เดินทางกลับหมู่บ้านด้วยกัน หลังจากพอเริ่มเข้าใจเรื่องราวต่างๆแล้ว         หวังเหว่ยก็ได้เริ่มคิดทบทวนวางแผนในการพัฒนาระดับเลเวลของตนเอง ด้วยวิธีการที่ต่างออกไปจากในยุคปัจจุบัน ด้วยวิธีที่หวังเหว่ยคิดค้นขึ้นเองเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ในชีวิตที่แล้ว     นั่นคือการทำสัญญากับสัตว์อสูรด้วยวิธีการทำสัญญาแบบเขียนอักษรสัญญา วิธีนี้แบ่งออกเป็น สี่รูปแบบ          หนึ่งสัญญาทาสของสัตว์อสูรอัตราควบคุม20% 80%โอกาสทำสัญญาสำเร็จ70%          สองสัญญาเป็นกลางอัตราควบคุม50% 50%โอกาสทำสัญญาสำเร็จ50%          สามสัญญานายของสัตว์อสูรอัตราควบคุม80% 20%โอกาสทำสัญญาสำเร็จ30%          สี่สัญญายอมรับโดยสมบูรณ์อัตราควบคุม100%โอกาสทำสัญญาสำเร็จ5%         ซึ่งทำให้การทำสัญญากับสัตว์อสูรทำได้อย่างง่ายดายเมื่อใช้วิธีการเขียนอักษรสัญญาอีกทั้งยังสามารถบังคับทำสัญญากับสัตว์อสูรด้วยพลังที่เหนือกว่าเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จได้อีกด้วย ซึ่งโอกาสสำเร็จที่เพิ่มขึ้นในการทำสัญญา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสัตว์อสูรที่ทำสัญญา  ข้อดีของวิธีนี้คือไม่จำเป็นต้องรอให้สัตว์อสูรยอมทำสัญญาด้วย แต่วิธีการนี้มีข้อเสียใหญ่คือ "ถ้าทำสัญญาด้วยรูปแบบที่หนึ่งหรือสอง สองรูปแบบนี้มีโอกาสในการควบคุมสัตว์อสูรได้ยาก เวลาใช้สัตว์อสูรต่อสู้อาจทำให้ไม่สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ เนื่องจากสัตว์อสูรมีโอกาสต่อต้านสัญญาควบคุม อีกทั้งสัตว์อสูรอาจจะไม่ยอมใช้พลังต่อสู้อย่างเต็มที่อีกด้วย"         ด้วยเหตุผลนี้ทำให้หลังจากทำสัญญาในรูปแบบที่หนึ่งหรือสอง จึงยังไม่ควรที่จะนำสัตว์อสูรออกไปต่อสู้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แต่ควรทำให้สัตว์อสูรยอมรับในตัวของผู้ใช้และยอมทำสัญญาในระดับที่สูงขึ้นก่อน เพื่อที่จะทำให้สามารถต่อสู้ร่วมกับสัตว์อสูรได้อย่างเต็มที่         หลังจากเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อเตรียมหาที่พัก เนื่องจากใกล้มืดค่ำแล้ว แต่ด้วยความไม่คุ้นชินกับผู้คนในหมู่บ้านและไม่มีเงิน มีเพียงเสื้อผ้าที่เหมือนชุดของเด็กชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น               ทำให้หวังเหว่ยหันหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าและเริ่มคิดในใจว่า "ท่านให้โอกาสข้าได้เริ่มต้นใหม่ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้าโดยไม่ต้องทำอะไรตอบแทนทำไมท่านไม่ช่วยเหลืออะไรข้าบ้าง" หลังจากยืนคิดไปสักพักหวังเหว่ยก็ถอนหายใจออกมาและเดินสำรวจหมู่บ้านต่อ เมื่อเดินสำรวจไปได้พักหนึ่ง หวังเหว่ยได้เจอเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรวมตัวกันเพื่อรอฟังเรื่องเล่าตำนานต่างๆของหมู่บ้าน จากนักเล่าเรื่องประจำหมู่บ้าน ด้วยความที่ยังไม่รู้จะทำอะไรดี หวังเหว่ยจึงได้เข้าไปรอฟังเรื่องเล่าด้วย        พอมีเด็กมาเยอะพอสมควรและใกล้มืดค่ำ นักเล่าเรื่องประจำหมู่บ้าน จึงได้เริ่มเล่าเรื่องตำนานของป่าด้านหลังหมู่บ้าน ซึ่งเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่าและสัตว์อสูรมากมายหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรบางตัวที่แข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ เพราะมีเชื้อสายของราชาสัตว์อสูรอยู่เป็นเหตุให้มีพลังอำนาจของราชาสัตว์อสูรแผ่ออกมา         ทำให้สัตว์อสูรสายพันธุ์นั้นรวมไปถึงสัตว์อสูรสายพันธุ์อื่นๆ ให้ความเคารพยำเกรงเป็นอย่างมาก ในป่าหลังหมู่บ้านแห่งนี้มีราชาสัตว์อสูรถึงสามตน ได้แก่ ราชาหมูอสูรเขี้ยวตัน ราชาหนูอสูรพงไพร ราชาแมวป่าอสูรวายุ ราชาสัตว์อสูรทั้งสามตนนี้ มีอาณาเขตปกครองของตนเองอีกทั้งยังเป็นตัวตนที่ผู้คนมากมายเคยได้ไปลองท้าทายและพ่ายแพ้กลับมา          ซึ่งหลังจากที่ได้ยินตำนานเหล่านี้จากนักเล่าเรื่องประจำหมู่บ้าน หวังเหว่ยก็แทบกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่นึกว่าสัตว์อสูรเด็กน้อยเหล่านั้นในสายตาของตนเอง จะกลายเป็นเรื่องเล่าในตำนานของหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้     หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจบเด็กๆก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง ส่วนหวังเหว่ยที่ต้องเริ่มคิดหาที่พักในคืนนี้ เพราะท้องฟ้าเริ่มจะมืดเต็มทีแล้ว หวังเหว่ยจึงได้ตัดสินใจเข้าไปภายในป่าหลังหมู่บ้านอสูรสีฟ้าอีกครั้งเพื่อหาถ้ำสักแห่งเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว         หลังจากที่แอบเข้าไปภายในป่าหลังหมู่บ้านได้สำเร็จ หวังเหว่ยก็เริ่มเดินสำรวจภายในป่า ขณะที่เริ่มเดินเข้าไปในป่าลึกพอสมควร          หวังเหว่ยก็ได้พบเห็นสัตว์ป่าและสัตว์อสูรมากมาย ซึ่งไม่ได้มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับหวังเหว่ยแต่อย่างใด แต่กลับมีท่าทางที่เคารพยำเกรงหวังเหว่ย ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากสายตาของเหล่าสัตว์ป่าและสัตว์อสูร ทำให้หวังเหว่ยรู้สึกแปลกใจไม่น้อย     ในขณะที่เริ่มเดินเข้าไปในป่าลึก หวังเหว่ยก็ได้เริ่มคิดวางแผนตั่งแต่เรื่องที่พัก เรื่องการทำสัญญากับสัตว์อสูร เรื่องวิธีการเพิ่มระดับเลเวล เรื่องการหาเงินทอง         แต่พอคิดวางแผนในใจอยู่สักพัก หวังเหว่ยจึงนึกขึ้นมาได้ว่า "เวลานี้สนใจเรื่องใกล้ตัวที่สุดก่อนจะดีกว่าและเรื่องนั้นก็คือคืนนี้จะนอนที่ไหนดี"         เวลานี้ดวงจันทร์เริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆบนท้องฟ้าแล้ว ในป่าตอนกลางคืนค่อนข้างอันตรายมาก ปกติจะไม่มีชาวบ้านหรือนักอัญเชิญอสูรคนใดที่กล้าเดินไปมาภายในป่าตอนกลางคืน หวังเหว่ยถึงจะมีความรู้และประสบการณ์มากมายจากในอดีต     แต่ในตอนนี้แน่นอนว่าหวังเหว่ยยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้เมื่อได้พบเจอกับการถูกซุ่มโจมตีของเหล่าสัตว์อสูร จึงไม่ควรที่จะประมาท          หวังเหว่ยจึงได้ตัดสินใจมองหาต้นไม้สูงที่ดูปลอดภัย เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย พอเดินสำรวจป่าไปได้สักพักหนึ่ง หวังเหว่ยก็ได้พบเจอกับต้นไม้สูงที่ดูเก่าแก่และมีโพรงไม้เก่าอยู่ ซึ่งหวังเหว่ยได้คาดว่าโพรงไม้เก่านี้ ได้เคยมีนักอัญเชิญอสูรคนอื่นอาศัยอยู่        หวังเหว่ยเมื่อได้พบกับโพรงไม้เก่าจึงได้ตัดสินใจเข้าไปพัก ภายในโพรงไม้เก่านี้ และหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนือยล้าในทันที เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่หวังเหว่ยได้มาถึงยังสถานที่แห่งนี้ที่ไม่คุ้นเคยเลย