เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 117 บทเพลง

            “ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลัวเจ้านะ”

            หลินเฟิงถามพลางหันไปมองเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างระมัดระวังดูเหมือนว่าเจ้าหนุ่มหน้าสวยนี่จะทำให้คนอื่นหวาดกลัว

            “บางทีพวกเขาแค่เคารพและยำเกรงข้า”เวิ่นอ้าวเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
            ตอนนี้เองหลินเฟิงกับคนอื่นๆ ต่างก็พบว่าบริเวณที่พวกเขายืนนั้นมีคนยืนอยู่ด้วยน้อยมากเห็นได้ชัดว่าสาเหตุมาจากเวิ่นอ้าวเสวี่ย

            “การทดสอบของสายทหารนั้นไม่ยากมันคงไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้า นอกจากนี้ สายทหารน่ะมีคนสนใจมากที่สุด ในบรรดาทั้งสามสายสายนี้จัดว่าแข็งแกร่งมาก ทุกๆ ปีที่สำนักเทียนอี้เปิดให้ลงทะเบียนจะมีผู้เข้าร่วมการทดสอบที่นี่เยอะมากประกอบกับศิษย์ของสายทหารก็มาร่วมการทดสอบด้วย ยิ่งทำให้คนแน่นขนัดมากขึ้นเพราะพวกเขาอยากเห็นว่าความแข็งแกร่งของตัวเองมีการพัฒนามากน้อยแค่ไหน”

            เมื่อเห็นฝูงชนพากันหลั่งไหลมาที่ลานกว้างแห่งนี้เวิ่นอ้าวเสวี่ยจึงหันมาเล่าให้หลินเฟิงฟัง

            “แล้วบททดสอบคืออะไร? คงไม่ใช่มาฟังเขาดีดพิณกู่ฉินหรอกนะ?”

            หลินเฟิงมองไปยังร่างของคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดสองมือของเขากำลังลูบกู่ฉินอยู่ ขณะที่ดวงตาก็ปิดสนิท

            “ถูกต้อง การทดสอบก็คือฟังเขาดีดกู่ฉิน”เวิ่นอ้าวเสวี่ยตอบพลางกลั้วหัวเราะไปด้วย

            ดวงตาฉายแววสงสัยขึ้นมา บททดสอบคือการฟังดนตรี?

            ต้วนเฟิงและจิ้งหยุนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นี่มันการสอบแบบไหนกัน?

            มีเพียงเมิ่งฉิงเท่านั้นที่ยังคงเฉยชาอยู่เหมือนเดิม ดวงตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้ายังคงฉายแววสงบนิ่งราวกับว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันก็ไม่เกี่ยวกับนาง

            “เดี๋ยวพวกเจ้าจะเข้าใจเอง”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยเห็นท่าทางสงสัยของพวกเขาก็ตอบกลับมา

            ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร คนในจัตุรัสก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นตอนนี้มีถึง 200 คนแล้ว

            คนที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นหลินเฟิงกับเวิ่นอ้าวเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา“นั่นเขา เขาเลือกสายทหารเหมือนกับพวกเรา”

            “ฮ่าๆๆ คนคนนี้มีพร้อมทั้งพลังและพรสวรรค์นอกจากนี้เขายังแข็งแกร่งมากพอที่จะทำลายชื่อเสียงของพวกลูกหลานชนชั้นสูงได้แต่ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถผ่านการทดสอบได้หรือเปล่า?”

            “ต้องผ่านสิเจ้าไม่เห็นตอนที่เขาเอาชนะไป๋เจ๋อได้อย่างง่ายดาย และตบจั่วชิวจนกระเด็นทิ่มพื้นเหรอ อีกอย่างเขายังกล้าเถียงกับอาจารย์ด้วยนะด้วยความกล้าหาญและจิตใจที่แข็งแกร่งก็น่าจะผ่านการทดสอบได้อย่างไม่มีปัญหา”

            คนเหล่านี้ล้วนไม่ชอบพวกลูกหลานชนชั้นสูงเมื่อพวกเขาเห็นความกล้าและความแข็งแกร่งของหลินเฟิงในตอนนั้นทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมหลินเฟิงเป็นอย่างมาก

            การเลือกสายทหารนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างไรเสียสายทหารก็ไม่เคยขาดแคลนพวกเลือดร้อน

            ในตอนนั้นเองคนที่อยู่ด้านหน้าของฝูงชนก็พลันลืมตาขึ้นมาเขากวาดสายตามองไปที่ฝูงชนด้วยสายตาที่อ่อนโยนและสงบนิ่ง ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย

            “เอาล่ะ การทดสอบในวันนี้จะเริ่มขึ้นแล้วคนที่ไม่ผ่านสามารถมาทดสอบใหม่ได้ในวันพรุ่งนี้” ชายวัยกลางคนที่นั่งลูบพิณกู่ฉินพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“ศิษย์เก่าให้นั่งแยกซ้ายขวา ส่วนศิษย์ใหม่นั่งอยู่ตรงกลาง”

            ฝูงชนต่างพยักหน้า ศิษย์เก่าเดินไปนั่งด้านข้างส่วนศิษย์ใหม่ก็นั่งตรงกลาง บางคนที่รู้กฎดีอยู่แล้วก็นั่งขัดสมาธิรอ  

            “พวกเจ้าแค่นั่งลงและรอฟังเพลงก็พอ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยส่งยิ้มไปให้หลินเฟิงและสหาย ก่อนจะเดินไปนั่งที่ฝั่งข้างๆ

            “พวกเรานั่งลงกันเถอะ” หลินเฟิงหันไปพูดกับทุกคนจากนั้นพวกเขาก็นั่งขัดสมาธิที่พื้น

            “จะเริ่มล่ะนะ”

            ชายวัยกลางคนใช้นิ้วเรียวสวยดีดสายกู่ฉินอย่างแช่มช้อยเสียงเพลงอันไพเราะก็บรรเลงขึ้นมา

            แต่สายตาของหลินเฟิงกลับจ้องไปที่มือของเขา มือที่ขาวละออและนิ้วเรียวสวยนั่นเหมือนกับมือของเวิ่นอ้าวเสวี่ยไม่มีผิด!

            ทุกลำดับเสียงที่ถูกบรรเลงออกมาจากเพลงกู่ฉินทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและนุ่มนวล

            ไม่นาน ลานจัตุรัสอันกว้างขวางก็พลันเงียบสงบขึ้นมามีเพียงแค่เสียงกู่ฉินบรรเลงเท่านั้น

            ท่ามกลางเสียงเพลงนี้ผู้คนส่วนมากเริ่มหลับตาลงและเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีอย่างเงียบๆ

            ราวกับว่ากำลังอยู่ในดินแดนอันว่างเปล่าและเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์จิตใจของพวกเขากำลังล่องลอยไปไกลแสนไกลอย่างเบิกบาน

            แม้แต่ดวงตาของหลินเฟิงก็อยากจะปิดลงเสียให้ได้ตอนนี้หัวใจของหลินเฟิงรู้สึกสั่นไหว และความเย็นเยียบพลันผุดขึ้นมาจากจิตวิญญาณทำให้หลินเฟิงตื่นขึ้นมาในทันที ดวงตาของเขาฉายแววตกตะลึงขึ้นมา

            “มันคือการสะกดจิต!”

            หัวใจของหลินเฟิงพลันเย็นเยียบขึ้นมา ที่แท้นี่ก็คือบทเพลงสะกดจิตที่ทำให้ผู้คนหลับใหลโดยไม่รู้ตัว บทเพลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณของผู้คน

            “ร้ายกาจมาก! นี่อาจเป็นเคล็ดวิชาการต่อสู้ประเภทหนึ่งไม่รู้ว่าบทเพลงนี้มีความลึกลับอะไรแฝงอยู่”

            หลินเฟิงคิดในใจเงียบๆก่อนจะหลับตาลงและปล่อยให้ตัวเองเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองการสะกดจิตนี่ เขาอยากจะรู้ว่าบทเพลงนี้จะทรงพลังขนาดไหน

            บางทีบทเพลงนี้อาจจะแข็งแกร่งเกินไปหรือไม่ก็เป็นความตั้งใจของหลินเฟิง ไม่ช้าหลินเฟิงก็ตกอยู่ในสภาวะการสะกดจิตของบทเพลงนี้

            บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีแค่เขาคนเดียวที่ยืนสูดอากาศอันบริสุทธิ์อยู่ที่นี่

            แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเกือกม้าก็ดังสนั่นมาแต่ไกลจิตสังหารพลันพวยพุ่งขึ้นไปทั่วท้องฟ้า

            ไม่นานเขาก็เห็นว่าทั้งสองด้านของเขาเต็มไปด้วยทหารม้านับหมื่นกำลังห้อตะบึงเข้ามาในมือของเขาโบกสะบัดหอกยาวและแทงเข้ามา

            โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง

            ตอนนี้ร่างกายของหลินเฟิงก็ถูกชโลมไปด้วยเลือด

            กระทั่งหัวที่ถูกตัดก็ยังลอยข้ามร่างของหลินเฟิงไปดวงตาของหัวนั่นยังคงเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความกลัวและเคียดแค้น

            เพียงพริบตา ร่างของเขาก็เต็มไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็นเข้ามาใต้เท้าของเขาเจิ่งนองไปด้วยแอ่งเลือดรอบตัวของเขาเต็มไปด้วยซากศพที่นอนซ้อนทับกันเป็นภูเขา

            ภายใต้ดวงอาทิตย์ เสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ก็ดังขึ้นมา พวกผู้หญิงจูงเด็กน้อยไม่กี่ขวบเดินฝ่าทะเลเลือดและซากศพเพื่อค้นหาซากศพของคนรัก

            ความหนาวเย็นแพร่กระจายไปทั่วร่าง ราวกับว่าได้ยินเสียงโอดครวญของเหล่าดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนกรีดร้องข้างๆหู เหตุการณ์นองเลือดด้านหน้านี้ปรากฏขึ้นวนเวียนอย่างต่อเนื่อง

            ทันใดนั้นเองในลานจัตุรัสมีผู้คนจำนวนหนึ่งได้ลืมตาขึ้นมาและหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดวงตาของพวกเขาบ้างก็เป็นประกายเย็นชา บ้างก็แดงก่ำ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนก็คือเหงื่อกาฬที่ไหลออกมาจนชุ่มเสื้อผ้า

            พวกเขาทุกคนถูกเหตุการณ์นั่นทำให้ตื่นตกใจ ส่วนศิษย์เก่าที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายและขวายังคงหลับตาลงราวกับว่ากำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์ ดวงตาพวกเขาล้วนปิดสนิท

            ตอนนี้แผ่นหลังของหลินเฟิงถูกปกคลุมไปด้วยเหงื่อใครกันจะสามารถสงบใจได้เมื่ออยู่ในนรกแห่งนั้น? นอกจากนี้ท่วงทำนองเพลงของกู่ฉินก็เริ่มเข้มข้นขึ้นทำให้ฉากตรงหน้าดูสมจริงยิ่งขึ้น

            ความรู้สึกอันหนาวเย็นได้ผุดขึ้นมาในร่างของหลินเฟิงอีกครั้งทำให้สมองของหลินเฟิงสั่นสะเทือน และสามารถรับรู้ได้ถึงความหนาวเย็นของเหงื่อที่ปกคลุมอยู่บนแผ่นหลังของเขา

            “ภาพลวงตา กู่ฉินนั่นช่างร้ายกาจยิ่งนักสามารถสร้างภาพลวงตาได้สมจริงขนาดนี้”

            หลินเฟิงค่อยๆ ตั้งสติกลับมา จากนั้นก็ลืมตาขึ้นเสียงกู่ฉินนี้สามารถปลูกฝังฉากของสงครามเข้าไปในหัวของทุกคนได้และทำให้ทุกคนจมลงไปในห้วงของเหตุการณ์ที่น่ากลัวนั่นอย่างไม่อาจขัดขืนได้ ช่างน่ากลัวจริงๆ

            ถ้าผู้ที่เล่นกู่ฉินเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปในท่วงทำนองอาจจะทำให้เหตุการณ์ที่น่ากลัวนั่นฝังเข้าไปในหัวของทุกคนและดึงให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงเหตุกาณ์ที่น่าสยดสยองนี้ตลอดกาลนี่ไม่ใช่ว่าเป็นการโจมตีทางจิตใจของผู้คนหรือ?

            หลินเฟิงมองไปรอบๆ ก็พบว่าต้วนเฟิงยังคงหลับตาอยู่แต่ร่างของเขากลับกระตุกเล็กน้อย ส่วนจิ้งหยุนได้ลืมตาขึ้นแล้วนางพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆ คนที่ตื่นขึ้นมาแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังหลับตาแน่นแต่ร่างกายของพวกเขากลับมีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่เป็นระยะๆ

            “การทดสอบนี้นับว่ายากในระดับหนึ่ง”

            หลินเฟิงคิดในใจก่อนจะผุดรอยยิ้มแปลกๆ ขึ้นตรงมุมปาก เพราะเมื่อครู่กำลังจมลงไปในห้วงของเหตุกาณ์ทำให้ไม่มีเวลาได้มาคิดทบทวนหลายๆ อย่างแต่ตอนนี้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของการทดสอบแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะล้มเหลว... ไม่ผ่านการทดสอบ

            ไม่นานหลังจากนั้นเสียงเพลงก็หยุดลงเหล่าศิษย์ที่หลับตาอยู่ก็เริ่มลืมตาขึ้นมาทีละคนๆ

            ชายวัยกลางคนมองไปยังฝูงชนด้านหน้าแล้วกล่าวว่า “จุดประสงค์ของการทดสอบนี้ก็คือจิตใจที่มุ่งมั่นและความอดทนถ้าหากเจ้าไม่สามารถทนกับสภาพแวดล้อมนั้นได้จนต้องลืมตาตื่นขึ้นมาแสดงว่าเจ้ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสงครามที่แท้จริงจิตใจของพวกเจ้ายังอ่อนแอเกินไป ดังนั้นคนที่ลืมตาขึ้นมาให้จากไปเสียเถอะพวกเจ้าไม่เหมาะที่กลายเป็นแม่ทัพ”

            “เป็นอย่างที่คิด” หลินเฟิงยิ้มอย่างขมขื่นที่เขาลืมตาขึ้นมานั้นไม่ใช่เพราะว่าทนต่อภาพลวงตาอันโหดร้ายไม่ได้แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณของเขาปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาต่างหาก มันไม่อยากให้เขาถลำลงไปในภาพลวงตาลึกเกินไป 

            มีผู้คนมากมายที่ผิดหวังและจากไป มันไร้ประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่เหตุการณ์เมื่อครู่มันทำให้เขาเกิดความลังเลขึ้นมา บางทีพวกเขาอาจไม่เหมาะที่จะเป็นแม่ทัพก็ได้

            ดวงตาของชายวัยกลางคนค่อยๆ หันไปมองที่หลินเฟิง จากนั้นก็ถามอย่างสงสัยว่า“เจ้า ทำไมถึงยังไม่ไป?”

            “หืม?” ผู้ที่รู้จักหลินเฟิงต่างมึนงงหลินเฟิงเองก็ไม่ผ่านการทดสอบ?

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันหรือว่าจิตใจของหลินเฟิงไม่แข็งแกร่งพอที่จะทนมองภาพลวงตานั่นได้? แต่อย่างไรเสียการทดสอบนี้แม้ว่าจะไม่ง่ายแต่สำหรับคนที่มีจิตใจที่มั่นคงแล้ว บททดสอบนี้ไม่ถือว่ายากจนเกินไป

            “ท่านอาจารย์ข้าไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะความกลัว”หลินเฟิงส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างขมขื่น หลังจากที่พูดจบเขาก็รู้สึกว่ามีสายตาดูถูกมากมายกำลังจ้องมองมาที่เขามันเป็นไปได้อย่างไรที่อาจารย์จะมองผิดไป? หลินเฟิงแม้แต่ความกล้าหาญในการยอมรับความจริงก็ไม่มี การกระทำนี้ช่างน่าละอายนัก

            “ถ้าเจ้าอยากจะเป็นแม่ทัพก็จงอย่ายอมแพ้พรุ่งนี้เวลาเดิมค่อยกลับมาอีกที”

            ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

            “พรุ่งนี้?” หลินเฟิงพึมพำออกมาหากจำไม่ผิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็มีพิธีเปิดพรุ่งนี้เช่นกัน

            “ท่านอาจารย์ ให้ข้าลองใหม่อีกครั้งได้หรือไม่”หลินเฟิงส่ายหน้าอย่างจนใจ

            “เจ้านี่ช่างดื้อรั้นเสียจริง ผู้เฒ่าผู้นี้จะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งแต่ต่อให้เจ้าหน้าหนาเพียงใดก็ยังต้องมาพรุ่งนี้”

            เสียงพูดอันหยาบคายดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หลินเฟิงหน้าตึงเล็กน้อยส่วนฝูงชนก็พากันชี้มาที่เขาและกระซิบกระซาบเบาๆ  

            หลินเฟิงส่ายหัวและกล่าวว่า “ ท่านอาจารย์ ข้าขอร้องให้โอกาสข้าอีกครั้ง”

            ชายวัยกลางคนมองไปที่หลินเฟิงด้วยความประหลาดใจก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าในตอนนี้มันยากที่จะเชื่อว่าเจ้าไม่ผ่านการทดสอบ เอาล่ะ ข้าจะยอมทำลายกฎเพื่อเจ้าสักครั้ง”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน