บทที่ 19 อู๋ซิ่วถิงผู้มั่งคั่ง
ไม่นานนัก ตู้หนังสือไม้หอมก็ถูกลั่นกุญแจและปิดผนึกด้วยกระดาษแดง บนนั้นเขียนว่า ‘ทรัพย์สมบัติล้ำค่าของจวนโหว!’
ท่ามกลางสายตาสงสัยของสาวใช้ทั้งหลาย ฉู่เฟิงก็สั่งให้หลิงเอ๋อร์ไปเตรียมรถม้า มุ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง นั่นคือ โรงรับจำนำจิ่นซิ่ว!
"ไปตามเถ้าแก่ของพวกเ้ามา!" ฉู่เฟิงกลับไปทำตัวโอหังอวดดีเหมือนเดิม
ไม่นาน เถ้าแก่โรงรับจำนำก็รีบร้อนวิ่งออกมา เห็นว่าเป็ฉู่เฟิงก็รีบค้อมศีรษะทักทาย "คุณชายฉู่ วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้ขอรับ"
แท้จริงแล้วในใจคิดว่า ‘ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านถูกญาติผู้พี่เล่นงานเกือบตาย แล้วไฉนวันนี้จึงกลับมาแข็งแรงเป็ปกติได้เล่า’
"ข้ากำลังจะไปท้าประลองกับหลี่ฮุย พวกบ่อนพนันต่างก็เปิดรับเดิมพัน ไม่คิดว่าจะมีคนตาถั่วมากมาย พากันพนันว่าข้าจะต้องพ่ายแพ้ น่าเจ็บใจนัก ดังนั้น ข้าจึงแอบหยิบเอาของล้ำค่าของจวนมา ้าจะนำมาแลกเป็เงินทอง เพื่อไปคว้ากำไรก้อนโตสักหน่อย" ฉู่เฟิงแสร้งทำท่าโกรธเคือง
เถ้าแก่เหลือบมองไปที่ตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ปิดผนึกไว้ ในใจก็คิด ของล้ำค่าขนาดนี้ หากถูกคุณชายสุรุ่ยสุร่ายผู้นี้ขโมยไป ข้าจะถูกท่านโหวสั่งปะาหรือไม่
ขณะที่เถ้าแก่กำลังลังเลอยู่นั้น เสียงใสกังวานก็ดังขึ้น "คุณชายฉู่ ้าแลกเป็ก้อนทองกี่ตำลึงดีเ้าคะ ้าจำนำแบบตายหรือแบบเป็?"
หัวใจที่ตึงเครียดของเถ้าแก่ก็พลันผ่อนคลายลง เพราะนายหญิงของตนมาเองแล้ว
ฮูหยินอู๋ซิ่วถิง รูปโฉมงดงาม นับเป็เศรษฐินีมั่งคั่งแห่งเมืองหลวง นางมีชาติกำเนิดในตระกูลสูงส่ง เป็บุตรสาวของอู๋จวิ้นเซียน ขุนนางกรมคลัง ส่วนสามีที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็เ้าของโรงจำนำอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
ขณะที่จ้องมองฮูหยินอู๋ซิ่วถิงที่กำลังเดินเข้ามา ฉู่เฟิงก็คิดในใจ ยามเคลื่อนไหวงดงามราวกับกิ่งหลิวไหวตามสายลม เพียงชำเลืองมองก็สะกดิญญา ฮูหยินผู้นี้ช่างงดงามราวกับดอกไม้งามเมือง ที่แม้แต่ผีเห็นแล้วยังต้องหลงใหล ดูเหมือนชาติที่แล้ว ตัวเขาเองก็คงโดนนางหลอกเอาเงินไปไม่น้อย!
"ฮ่า ๆ ๆ ถิงเอ๋อร์ เ้าช่างทำเอาข้าคิดถึงนัก มาให้ข้าหอมทีเถิด"
ฉู่เฟิงหัวเราะลั่นพลางเดินเข้าไปหา แล้วเอื้อมมือออกจะสวมกอดนาง
แต่นางกลับบิดกายหลบอย่างคล่องแคล่ว พร้อมเอ่ยเสียงใสกังวาน "คุณชายฉู่ โปรดสำรวมตนด้วยเ้าค่ะ"
จากนั้นก็รีบเคลื่อนริมฝีปากแดงระเรื่อเข้าไปใกล้ใบหูของฉู่เฟิง กระซิบเสียงเบา "มีคนมากมายมองอยู่เช่นนี้ หากท่านอยากจะหอม ก็รอข้าที่เรือนในยามค่ำคืนเถิดเ้าค่ะ"
นางทิ้งท้ายด้วยการเลิกคิ้วขึ้นอย่างยั่วยวน
ฉู่เฟิงคิดในใจ ‘นางช่างร้ายนัก! ในอดีต ข้าพาเพื่อนฝูงมากมายมาอุดหนุนโรงจำนำของเ้า ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่ข้ายังไม่เคยได้ลิ้มรสริมฝีปากหวานของเ้าเลยสักครั้ง!’
"ฮึ่ม! ท่านหญิงโปรดฟัง ข้าจะลดราคาสมบัติล้ำค่าของข้า เหลือเพียงทองร้อยตำลึงเท่านั้น! ท่านหญิงโปรดวางใจ สามวันหลังจากนี้ ข้าจะนำทองร้อยยี่สิบตำลึงมาไถ่ถอนคืนแน่นอน"
ว่าแล้ว ฉู่เฟิงก็เดินตรงไปยังตู้หนังสือใบใหญ่พลางกล่าว
"คุณชายฉู่ช่างใจกว้างนัก แต่ทองร้อยตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ สมบัติล้ำค่าของจวนท่านคือสิ่งใด ข้าขอชมสักหน่อยได้หรือไม่"
อู๋ซิ่วถิงกล่าวพลางบิดกายอรชรเข้าไปใกล้ ยื่นมือเรียวดุจกิ่งหลิวหมายจะเปิดผ้าแดงผืนนั้น
"ช้าก่อน สามวันนี้ พวกเ้าเก็บดอกเบี้ยทองได้ตั้งยี่สิบตำลึง ฉะนั้นภายในสามวันนี้ พวกเ้าห้ามเปิดดูสมบัติล้ำค่านี้เด็ดขาด! ข้าบอกไว้ก่อน หากพวกเ้าแกะผนึกหรือทำแม่กุญแจหยกเสียหาย ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ทองแล้ว พวกเ้ายังต้องชดใช้เป็สิบเท่า!"
ฉู่เฟิงกล่าวอย่างกักขฬะ ทำท่าทางราวกับคุณชายสำรวย
"คุณชายฉู่ ท่านทำให้ข้ายากใจเสียแล้ว หากไม่ได้ดูของ แล้วข้าจะรับจำนำไว้ได้อย่างไรเ้าคะ"
อู๋ซิ่วถิงกล่าวเสียงหวาน ดวงตาคู่สวยจ้องมองดวงตาของฉู่เฟิงราวกับจะมองทะลุปรุโปร่ง
ทว่าฉู่เฟิงกลับวางท่าทางเป็ธรรมชาติ ยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าเคยหลอกลวงท่านเมื่อใด ครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อท่านแม่ไม่เห็นด้วยกับข้า ข้าคงไม่แอบนำสมบัติล้ำค่าของจวนออกมาหรอก อีกอย่าง ทองร้อยคตำลึงเป็เพียงเื่เล็กน้อย สามวันหลังจากนี้ หากข้าไม่นำทองร้อยยี่สิบตำลึงมาให้ ท่านก็เปิดตู้ได้เลย หากสมบัติข้างในไม่คุ้มค่าทองร้อยยี่สิบตำลึง ก็เชิญขนไปที่จวนแล้วทวงเงินกับท่านพ่อของข้าได้เลย! เช่นนี้ดีหรือไม่?"
“ท่านจะเอาทองร้อยตำลึงนี้ไปเดิมพันจริงหรือเ้าคะ หากเกิดพลาดท่านปราชัยขึ้นมาจะทำเช่นไร”
อู๋ซิ่วถิงเอ่ยถามเสียงแ่เบา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตัวข้านั้นฝึกฝนวรยุทธ์มาั้แ่เยาว์วัย เชี่ยวชาญการศึกไร้ผู้ต่อต้าน หลี่ฮุยหรือจะเทียบเทียมได้ รอถึงตอนนั้น ข้าจะสั่งสอนเขาจนหน้าตาปูดบวม ถิงเอ๋อร์ต้องคอยดูแล ปัดกวาดที่นอนอันอบอุ่นให้ข้านะ ฮี่ ๆ”
ว่าจบหน้าของฉู่เฟิงก็ปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ฉวยโอกาสเอื้อมมือไปคว้ามือเล็ก ๆ ของอู๋ซิ่วถิง แต่นางกลับหลบเลี่ยงได้ทัน
ฉู่เฟิงได้แต่รำพึงในใจ ‘ฮึ! นางต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์แน่ ๆ!”
ในขณะที่อู๋ซิ่วถิงนั้นหัวเราะเยาะในใจ ‘เ้ามันก็แค่คนไร้ฝีมือ กล้าพูดว่าตนนั้นเก่งกาจไร้ผู้ต่อต้านเชียวหรือ หากไม่ถูกหลี่ฮุยเล่นงานจนตาย ก็ถือว่าบุญโขแล้ว แต่ในเมื่อเ้าอยากจะผลาญเงินทอง เช่นนั้น ข้าก็จะสนองให้ ส่วนของล้ำค่าที่ว่า หากมันล้ำค่าจริง ๆ องค์ชายเว่ยกั๋วกงต้องชอบใจเป็แน่ และเขาผู้นั้น คงจะนำมันไปเปิดโปงความชั่วของพ่อเ้าที่ท้องพระโรง’
ไม่นานนัก สัญญาเงินกู้และทองคำร้อยตำลึง ก็ถูกวางลงตรงหน้าของฉู่เฟิง
ทว่า ฉู่เฟิงกลับขอให้อู๋ซิ่วถิงเขียนสัญญาเพิ่มอีกหนึ่งฉบับ โดยระบุว่า หากภายในสามวัน เขาตรวจสอบพบว่าของล้ำค่านั้นไม่เป็ของจริง นางจะต้องชดใช้เงินคืนเขาเป็สิบเท่า!
ท้ายที่สุด ภายใต้การต้อนรับอย่างนอบน้อมของเถ้าแก่ประจำร้าน ฉู่เฟิงก็ก้าวออกจากร้านอย่างองอาจผ่าเผย
ส่วนสาวใช้ทั้งสามที่ตามหลังมานั้น ต่างมีสีหน้าครุ่นคิดและใจคอไม่ค่อยสงบ พวกนางกำลังคิดว่า 'จะเป็ไปได้อย่างไรที่คุณชายจะจูบพวกเราจริง ๆ'
ทว่า เมื่อยืนอยู่หน้าร้านแล้ว ฉู่เฟิงกลับลืมข้อตกลงกับสาวใช้ทั้งสามเสียสนิท เขาชี้นิ้วไปยังอาคารไม้สามชั้นอันหรูหราที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก แล้วเอ่ยขึ้นอย่างองอาจว่า "ไป! หอบทองพวกนี้ไปที่บ่อนพนันหยินโกวกันเถอะ!"
เถ้าแก่เห็นฉู่เฟิงและสาวใช้ทั้งสามมุ่งหน้าไปยังบ่อนพนันหยินโกว เขาก็อดไม่ได้ที่จะถ่มน้ำลายลงพื้นและสบถออกมาว่า "ไอ้ลูกคนรวยไม่เอาไหน!"
จากนั้นก็กลับเข้าไปในร้านเพื่อรายงานเื่นี้ให้อู๋ซิ่วถิงผู้เป็นายทราบ
บ่อนพนันหยินโกวนับเป็บ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง สถาปัตยกรรมก็โอ่อ่าอลังการ อาคารไม้สามชั้นแกะสลักเป็รูปหัวสัตว์ร้าย ประดับประดาด้วยภาพนกหลากสีสัน แค่มองดูก็บ่งบอกถึงความร่ำรวยมั่งคั่ง
พ่อบ้านใหญ่ของบ่อนลงทุนมาต้อนรับฉู่เฟิงด้วยตัวเอง
"เถ้าแก่ตง ข้าได้ยินมาว่าที่นี่เ้าเปิดรับพนันการประลองของข้ากับหลี่ฮุยด้วยใช่หรือไม่"
ฉู่เฟิงเอ่ยถามเถ้าแก่ตงด้วยน้ำเสียงแ่เบา พลางเคาะพัดที่อยู่ในมือลงบนใบหน้าของเขาอย่างไม่ยี่หระ ท่าทางอวดดีเช่นนั้น ทำเอาเหล่านักพนันต่างมองด้วยความอิจฉา
ในเมืองหลวงนี้ ผู้ใดกล้าตีหน้าเถ้าแก่ตงเช่นนี้ได้ ผู้นั้นต้องเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่เป็แน่!
เถ้าแก่ตระกูลตงคิดว่าฉู่เฟิงมาหาเื่ จึงรีบทำหน้ายิ้มแย้มพร้อมกล่าวว่า "ฮ่า ๆ พวกข้าแค่เล่นกันขำ ๆ ขอท่านอย่าถือสาเลย ขอเชิญท่านดื่มชาก่อนจะดีหรือไม่"
"เื่พนันเป็เื่เล่น ๆ ได้รึ การเดิมพันล้วนมีได้มีเสีย แต่ข้ามิได้มาดื่มชา ข้าแค่อยากถาม หากข้าเดิมพันว่าข้าชนะ อัตราพนันจะอยู่ที่เท่าใด"
ฉู่เฟิงนั่งลงบนเก้าอี้ของเถ้าแก่ตงอย่างไม่เกรงใจพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า
เถ้าแก่ตงอยากจะเอ่ยว่า "ไม่มีใครเดิมพันให้ท่านชนะหรอก!"
แต่เมื่อเห็นท่าทางอวดดีของฉู่เฟิง เขาก็ไม่กล้าเอ่ย จึงได้แต่พูดเสียงเบาว่า "อัตราพนันของท่านยังไม่ได้กำหนดขอรับ"
"เอ่อ... หนึ่งต่อสิบเป็อย่างไร หากข้าชนะ พวกเ้าต้องจ่ายเงินข้าสิบเท่า แต่ถ้าข้าแพ้ เงินเดิมพันทั้งหมดก็ตกเป็ของพวกเ้า!"
ฉู่เฟิงไม่รอให้เถ้าแก่ตงกำหนดราคา รีบเอ่ยปากขึ้นมาทันที จากนั้นก็โบกมือเรียกให้ซวงเอ๋อร์เปิดหีบใส่ก้อนทองคำ
ก้อนทองคำสีเหลืองอร่ามทำให้เถ้าแก่ตงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในใจคิด ‘นี่มันเอาเงินมาให้กันชัด ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเ้าเป็แค่ขยะไร้ค่า ครั้งนี้รอดจากเงื้อมมือของหลี่ฮุยได้ก็นับว่าบุญแล้ว ยังหวังจะชนะอีก ฝันไปเถอะ!’
ถึงแม้จะคิดเช่นนั้น แต่เถ้าแก่ตงก็ยังคงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจพร้อมกล่าวเสียงเบาว่า "ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านมีฝีมือเก่งกล้า หลี่ฮุยมิอาจเทียบได้ ดังนั้นอัตราพนันนี้มันสูงไปหน่อย"
"เช่นนั้นข้าเดิมพันให้ลี่ฮุยชนะเป็อย่างไรเล่า"
ฉู่เฟิงเอ่ยขึ้นลอย ๆ
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่ากลางใจ ‘ท่านกำลังจะปลิดชีพข้า เห็น ๆ อยู่ว่าท่านสู้หลี่ฮุยไม่ได้ หากแกล้งแพ้อีก ข้ามิต้องตายอย่างอนาถหรือ?'
"แค่ก ๆ คุณชายกล่าวเล่นแล้ว ใครเล่าจะรับเดิมพันคู่ต่อสู้ของท่าน เอาเป็ว่าอัตราต่อรองหนึ่งต่อสิบ บ่อนพนันหยินโกวรับพนันของคุณชายแล้ว"
เถ้าแก่ตงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ แต่แท้จริงแล้ว กลับยิ้มระรื่นอยู่ในใจ
“เถ้าแก่ตง ทองร้อยตำลึงนี้ หากข้าชนะ พวกเ้าก็ต้องจ่ายข้าเป็ทองหนึ่งพันตำลึง บ่อนพนันของพวกเ้าจ่ายไหวรึ หรือข้าควรจะไปหาเ้ามือเ้าอื่นดี?”
ฉู่เฟิงจงใจเอ่ยถามออกไป
เพราะเขารู้ดีถึงฐานะของหอพนันแห่งนี้ แม้กระทั่งเื้ัที่แท้จริง เขาก็รู้ว่าเป็ของผู้ใด ผู้นั้นคือ ‘หวงหนานป้า’ ที่ถูกขนานนามว่าเป็เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง บุตรเขยของท่านเสนาบดีคลัง!