ตอนที่ 20: คาวโลหิตและจุมพิตถอนพิษร้าย
หยาดพิรุณโหมกระหน่ำเทลงมาจากฟากฟ้าอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งสรวง์กำลังหลั่งน้ำตาเพื่อชะล้างกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าให้เจือจางหาย
ถึงกระนั้น กลิ่นคาวสนิมของโลหิตที่อาบย้อมทั่วผืนป่า กลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นในมวลอากาศที่อับชื้นและเหน็บหนาว
เสิ่นเยว่หอบหายใจรัวเร็ว อาการหอบเหนื่อยทำให้ทรวงอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง สองขาที่เปรอะเปื้อนโคลนตมสั่นเทาแทบจะทรุดลงกองกับพื้น
นางกัดฟันกรอด รีดเร้นพละกำลังทั้งหมดที่มีในกาย พยุงร่างสูงใหญ่กำยำของเซียวเหยียนให้ก้าวเดิน ผิวพรรณของบุรุษมัจจุราชที่เคยขาวซีด บัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำจางๆ บริเวณเส้นเืใหญ่ที่ลำคอ บ่งบอกถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา
‘พิษร้ายแรงและลุกลามรวดเร็วกว่าที่ประเมินไว้ หญ้าดับตะวันเพียงหยิบมือที่ป้อนให้ ทำได้เพียงแค่ช่วยยื้อเวลาตายออกเท่านั้น!’
ดวงตาหงส์กวาดมองฝ่าม่านฝนและแสงสลัวของยามเย็นที่ใกล้จะดับมืดลงทุกขณะ กระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเพิงผาหินขนาดกะทัดรัด ซึ่งซุกซ่อนตัวมิดชิดเื้ัม่านเถาวัลย์และพุ่มไม้หนาทึบ
มันคือร่มเงาหลบภัยเพียงแห่งเดียวที่์ยังเมตตาประทานให้ในยามนี้
เสิ่นเยว่กระชับวงแขน แบกท่อนแขนแกร่งของเขาพาดขึ้นบ่าบาง พยายามลากกึ่งพยุงเรือนร่างที่หนักอึ้งและไร้สติสัมปชัญญะ ให้ก้าวฝ่าพื้นดินที่กลายสภาพเป็แอ่งโคลนลื่นชัน
ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงคือความเ็ปและทรมานแสนสาหัส ถึงอย่างนั้น สองมือของนางกลับไม่ยอมคลายการเกาะกุมหรือทอดทิ้งเขาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เมื่อก้าวล่วงพ้นเข้ามาถึงภายในโถงถ้ำขนาดเล็กที่พอจะใช้กำบังหยาดฝนได้ เสิ่นเยว่ปล่อยร่างของตนเองให้ทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นอย่างหมดสภาพ
นางรีบขยับจัดแจงท่วงท่าให้เซียวเหยียนเอนกายพิงกับผนังถ้ำหินที่เย็นเฉียบ
แสงสลัวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของเถาวัลย์เข้ามา เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของอ๋องทมิฬ ซึ่งในยามนี้กลับดูเปราะบางและซีดเซียวอย่างที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น
คิ้วเข้มดุจกระบี่ของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น ราวกับกำลังดิ้นรนต่อสู้กับฝันร้ายและมัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว
“เซียวเหยียน ได้ยินเสียงข้าหรือไม่”
นางกระซิบเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พลางเอื้อมมือที่เปื้อนคราบโคลนแตะเบาๆ บนหน้าผากกว้าง
กระนั้น นางกลับต้องสะดุ้งสุดตัวและรีบชักมือกลับ เมื่อััได้ถึงอุณหภูมิร้อนระอุเปรียบดั่งเปลวเพลิงที่กำลังแผ่ลามออกมา เรือนร่างกำยำของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากอาการไข้พิษที่กำลังตีกระหน่ำ
เสิ่นเยว่ตระหนักรู้แก่ใจดี ว่าความตายกำลังเดินนับก้าวเข้ามาใกล้ นางจำต้องรีบลงมือจัดการกับหัวลูกธนูมรณะที่ยังปักค้างฝังลึกบนแผ่นหลังของเขาเสียก่อนเป็อันดับแรก
นางล้วงเอามีดพกสั้นเล่มกะทัดรัดที่แอบซ่อนไว้ในรองเท้าบูตหนังออกมา จัดการรวบรวมเศษกิ่งไม้แห้งที่พอจะหลงเหลือในหลืบถ้ำ นำมาจุดกองไฟขนาดเล็กด้วยหินเหล็กไฟที่พกติดตัว
ใบมีดถูกนำไปลนผ่านเปลวเพลิงเพื่อฆ่าเชื้อทำความสะอาด ความเงียบสงัดภายในถ้ำแคบๆ ยิ่งขับเน้นให้เสียงหอบหายใจติดขัดของบุรุษตรงหน้า ดังก้องสะท้อนจนคนฟังรู้สึกปวดหนึบไปทั้งหัวใจ
มือเรียวเริ่มลงมือฉีกทึ้งอาภรณ์สีนิลสนิทของเขาออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีม่วงคล้ำน่ากลัว ซึ่งกำลังแผ่ขยายวงกว้างลามออกมาจากปากแผล
เสิ่นเยว่เม้มริมฝีปากอวบอิ่มเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นตรง ปลายนิ้วที่กำด้ามมีดสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
‘ในฐานะอดีตแพทย์ทหารจากโลกก่อน ข้าเคยจับมีดหมอผ่าตัดนำหัวะุออกจากร่างผู้คนนับไม่ถ้วน แล้วเหตุใดกัน ในวินาทีชี้เป็ชี้ตายครั้งนี้ สองมือของข้าถึงได้สั่นเทามากมายถึงเพียงนี้!’
นางสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวและเรียกคืนสติสัมปชัญญะของหมอทหารให้กลับมา ก่อนจะจรดคมมีดลงบนขอบแผล กรีดเปิดปากแผลให้กว้างขึ้นอย่างระมัดระวัง
เซียวเหยียนสะดุ้งเกร็ง เผลอละเมอเปล่งเสียงครางทุ้มต่ำออกจากลำคอด้วยความเ็ปแสนสาหัส
ร่างหนากระตุกไหวอย่างรุนแรงจนเสิ่นเยว่ต้องขยับตัวขึ้นไปใช้หัวเข่าทั้งสองข้างกดทับลาดไหล่ของเขาเอาไว้ เพื่อตรึงร่างไม่ให้ขยับหนี
“อดทนอีกนิดนะ หม่อมฉันกำลังจะดึงลูกธนูออกให้ท่านแล้ว” นางเอ่ยปลอบประโลมเสียงแ่
ฉึก!
สตรีบอบบางใช้คีมไม้ที่เพิ่งเหลาขึ้นอย่างลวกๆ ออกแรงคีบหนีบดึงหัวลูกธนูเหล็กอาบพิษออกมาได้สำเร็จ
เืสีดำคล้ำพุ่งกระฉูดสวนทางทะลักออกมา เปรอะเปื้อนทั้งสองมือและสาดกระเซ็นใส่ชุดขี่ม้าสีแดงเพลิงของนางจนเป็ดวงด่าง
เสิ่นเยว่ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย นางรีบก้มใบหน้าลงไป ประทับริมฝีปากแนบชิดกับปากแผลเหวอะหวะ แล้วออกแรงดูดซับพิษร้ายที่ตกค้างออกทันที!
รสชาติขมฝาดและคาวจัดของโลหิตสีดำ ซึมซับแผ่ซ่านเข้าสู่ปลายลิ้นจนชวนให้อาเจียน
ถึงกระนั้น นางฝืนทนบ้วนของเหลวเป็พิษเ่าั้ทิ้งลงบนพื้นถ้ำ และก้มลงไปทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
กระทั่งโลหิตที่ไหลซึมออกจากปากแผลเริ่มแปรเปลี่ยนสี จากสีดำคล้ำน่าสะอิดสะเอียน กลับกลายเป็สีแดงสดดั่งเช่นเืมนุษย์ปกติ
เมื่อเห็นว่าพิษส่วนใหญ่ถูกดูดออกไปแล้ว นางจึงรีบนำกากสมุนไพรหญ้าดับตะวันที่เหลือติดตัว นำมาป้ายพอกทับลงบนาแสด
จากนั้นฉีกผ้าแถบคาดเอวของตนเอง นำมาพันรอบแผงอกกว้างและรัดตรึงาแเอาไว้อย่างแ่ารัดกุม
เมื่อภารกิจยื้อชีวิตอันแสนตึงเครียดเสร็จสิ้นลง เสิ่นเยว่ทิ้งตัวล้มลงนั่งหอบหายใจเคียงข้างกายเขาอย่างหมดเรี่ยวแรง สองมือเรียวที่ยังเปื้อนคราบเืสั่นสะท้าน ขณะเอื้อมเช็ดหยาดเหงื่อเย็นเยียบออกจากโครงหน้าหล่อเหลาของมัจจุราชที่กำลังหลับใหล
ฉับพลันนั้นเอง! ฝ่ามือหนาที่เคยทิ้งตัวตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง กลับพุ่งพรวดขึ้นมาคว้ากำรอบข้อมือบางของนางเอาไว้ อย่างรวดเร็วและรุนแรงดุจกรงเล็บพยัคฆ์!
“เ้า…”
สุรเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดุจคนไร้เสียงดังเล็ดลอดออกมา เซียวเหยียนค่อยๆ ปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก
ั์ตาสีนิลที่เคยเ็าและว่างเปล่ามาโดยตลอด บัดนี้กลับวาวโรจน์ลุกโชนด้วยความสับสน ผสมปนเปกับแรงอารมณ์บางอย่างที่รุ่มร้อนและแผดเผา “เหตุใด…เ้าจึงไม่ฉวยโอกาสนี้ สยายปีกหนีข้า”
เสิ่นเยว่ชะงักงัน แววตาหงส์ไหววูบไปมาท่ามกลางความมืดสลัว
“หม่อมฉันจะหนีรอดได้ที่ใด ในเมื่อท่านอ๋องยังกอดรัดข้อมือของหม่อมฉันเอาไว้แ่าถึงเพียงนี้”
เซียวเหยียนจับจ้องมองใบหน้างดงามของสตรีตรงหน้าผ่านแสงไฟสลัว กลิ่นคาวเืของเขาเองที่เปรอะเปื้อนบนตัวนาง ผสมผสานหลอมรวมเข้ากับกลิ่นหอมละมุนประจำกาย ที่เขามักจะได้กลิ่นเสมอยามร่วมเตียงเคียงหมอนในยามค่ำคืน
มันปะปนกันจนกลายเป็แรงดึงดูดมหาศาลที่มองไม่เห็น เขาออกแรงกระตุกกระชากข้อมือนางเพียงเบาๆ ส่งผลให้เรือนร่างบอบบางที่ไร้เรี่ยวแรงต้านทาน ถลาล้มลงมาซบซุกบนแผ่นอกกว้างของเขาอย่างพอดิบพอดี
“เืของข้า เปรอะเปื้อนบนริมฝีปากของเ้า”
เขาพึมพำเสียงพร่า สายตาคมกริบจับจ้องตรึงที่กลีบปากบาง ซึ่งยังมีคราบโลหิตสีแดงคล้ำติดอยู่จางๆ
ปลายนิ้วโป้งหยาบสากของบุรุษผู้สูงศักดิ์ เอื้อมขึ้นมาเกลี่ยไล้เช็ดคราบเืบนริมฝีปากของนางอย่างแ่เบา ััโหยหาและเต็มเปี่ยมด้วยความกระหายอยากที่ยากจะปิดมิด
“เ้าลงทุนเสี่ยงตายก้มลงไปดูดพิษให้ข้า ทั้งที่สติปัญญาของเ้าย่อมตระหนักรู้ดี ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจส่งผลให้พิษแล่นเข้าสู่ตัว และทำให้เ้าต้องตกตายตกไปตามกัน”
“หม่อมฉันเคยลั่นวาจาบอกกล่าวแล้ว ว่าพระองค์ห้ามตายเด็ดขาด”
เสิ่นเยว่เค้นเสียงแข็งตอบโต้ พยายามสร้างเกราะกำบังซ่อนเร้นความหวั่นไหวที่กำลังสั่นคลอนก้อนเนื้อในอก
“หากพระองค์มาทิ้งชีวิตตกตายที่นี่ แล้วจะมีผู้ใดคอยวิ่งไล่ตามจับ ให้หม่อมฉันได้เล่นสนุกวิ่งหนีอีกล่ะเพคะ”
รอยยิ้มจางๆ ที่ดูคล้ายคลึงกับการเยาะเย้ยโชคชะตาและสมเพชตนเอง ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึกของอ๋องทมิฬ
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ เพื่อต่อล้อต่อเถียงอีก ทำเพียงแค่ออกแรงรวบกอดรัดเรือนร่างของนาง ให้จมลึกลงมาในอ้อมแขนที่แม้จะไร้ซึ่งพละกำลังมหาศาลดังเดิม แต่กลับมอบความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอย่างประหลาด
ความอบอุ่นจากเรือนร่างของคนทั้งสองที่แลกเปลี่ยนถ่ายเทให้กันและกัน ท่ามกลางความหนาวเหน็บะเืภายนอกถ้ำ ทำให้อารมณ์ที่เคยตึงเครียดและกดดันดุจสายธนูที่ถูกง้างจนสุด พลันหลอมละลายแปรเปลี่ยนเป็ความโหยหาลึกซึ้ง ที่ยากเกินกว่าหัวใจดวงใดจะหาญกล้าต้านทาน
เซียวเหยียนโน้มใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นเหงื่อเข้าไปใกล้ จนปลายจมูกคลอเคลียและลมหายใจร้อนผ่าวสอดประสานกัน
“เสิ่นเยว่ เ้าล่วงรู้หรือไม่ ว่ากลิ่นคาวเืที่อาบย้อมบนเรือนร่างของเ้าในยามนี้ มันกำลังปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบ และทำให้ข้าอยากจะกักขังเ้าเอาไว้ในป่าลึกแห่งนี้ ตราบชั่วนิจนิรันดร์”
เขาไม่รั้งรอให้สตรีในอ้อมกอดได้ทันเอ่ยประท้วง ริมฝีปากหยักลึกก็ประทับจุมพิตลงบนกลีบปากอวบอิ่มของนางอีกครา
จุมพิตในครั้งนี้ไม่ได้ป่าเถื่อนรุนแรงและคุกคามดั่งเช่นคืนพายุคลั่งในห้องหนังสือ แต่มันกลับแฝงเร้นด้วยความอ่อนโยน นุ่มนวล และปวดร้าวลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน เป็จุมพิตที่แลกเปลี่ยนรสชาติขมฝาดของโลหิต ผสานเข้ากับการต่อลมหายใจแห่งชีวิต
เสิ่นเยว่ค่อยๆ หลับตาลงแน่น สองแขนเรียวยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังกว้างเอาไว้โดยสัญชาตญาณ นางตระหนักรู้ดีแก่ใจ ว่าบุรุษผู้นี้คือพยัคฆ์ร้ายที่แสนจะอันตรายและบิดเบี้ยว
ถึงอย่างนั้น…อ้อมกอดที่รัดรึงนี้ กลับเป็เพียงสถานที่เดียวบนโลกหล้า ที่มอบความอบอุ่นและทำให้นางรู้สึกตอกย้ำว่า ตนเองยังมีชีวิตและตัวตนอยู่จริง
ท่ามกลางเสียงม่านสายฝนที่ยังตกกระหน่ำซัดสาดอย่างไม่ขาดสาย และกลิ่นคาวเืที่ยังลอยตลบอบอวลไม่จางหาย สองหัวใจที่เคยตั้งป้อมหวาดระแวงและสร้างกำแพงใส่กันมาตลอด กลับกำลังเต้นประสานเป็จังหวะเดียวกันอย่างเงียบเชียบ ภายในเพิงผาหินที่ลับตาผู้คนแห่งนี้
โดยที่คนทั้งคู่ไม่อาจล่วงรู้เลยว่า บริเวณเบื้องนอกถ้ำอันมืดมิดนั้น… เงาตะคุ่มของเหล่านักฆ่าเดนตายอีกระลอก กำลังย่ำเท้าเคลื่อนพลบีบวงล้อมเข้ามาใกล้ทุกขณะจิต!
ความลับที่ถูกเก็บงำไว้ของสตรีที่เขาโอบกอดอยู่ อาจกลายเป็สิ่งที่อ๋องทมิฬอย่างเขา ไม่เคยคาดคิดฝันมาก่อนในชีวิต!