ซ่งจินเหยาใช้เวลาอยู่ที่บ้านของกุ้ยเซียงค่อนข้างนาน เมื่อกลับมาบ้านพร้ะกร้าผัก นางก็พบว่าข้างประตูใหญ่ในลานบ้านมีถุงใบหนึ่งวางอยู่ ข้างในมีหมูสามชั้นชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้นและกระดูกซี่โครงอีกสองท่อน
ใกล้ถึงเวลาที่เด็กชายทั้งสองจะกลับบ้านมากินอาหารกลางวันแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเวลาพอจะทำอาหารที่ยุ่งยาก
ซ่งจินเหยาจึงตัดสินใจจะทำบะหมี่ราดหมูสามชั้นผัด นางมีหมูสามชั้นและผักที่เหมาะสมหลายอย่างอยู่ในมือ
ไข่ไก่จากเมื่อวานใช้หมดแล้ว แต่แป้งสาลียังเหลืออยู่นิดหน่อย พอจะทำกินเป็มื้อเที่ยงได้
ตอนเย็นค่อยเอากระดูกซี่โครงไปตุ๋น ให้เด็ก ๆ ได้บำรุงร่างกายกันหน่อย พวกเขาผอมแห้งเกินไป ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ เท่านั้น แม้แต่โม่หงเชินก็ยังมีรูปร่างผ่ายผอม แม้ว่าเขาจะมีพละกำลังมากกว่าพวกเด็ก ๆ ก็ตาม
เมื่อโม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานกลับมาถึงบ้านก็ไม่เห็นท่านย่าห้า ทว่าพวกเขากลับได้กลิ่นหอมของเนื้อที่ชวนน้ำลายสออบอวลอยู่ในอากาศ
ไม่จำเป็ต้องเดา…วันนี้คนที่ทำอาหารต้องเป็ซ่งจินเหยาแน่ ๆ
เด็กทั้งสองมองหน้ากัน แม้ว่าพวกเขาจะยังคงมีความระแวงอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ยังเป็แค่เด็ก ความอยากกินของอร่อยมันห้ามกันได้ที่ไหน ยิ่งพวกเขาอยู่ในวัยกำลังโตและมักจะหิวอยู่เสมอเช่นนี้ ตอนนี้ทั้งคู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาเดินไปที่ห้องครัวอย่างเงียบ ๆ ก็เห็นโม่ซีซีนั่งอยู่บนเก้าอี้ เฝ้าดูซ่งจินเหยาทำอาหารอยู่ที่หน้าเตาอย่างกระตือรือร้น
โม่เจิ้งตงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า “เรา...เรากลับมาแล้วขอรับ”
เขาไม่รู้ว่าจะเรียกหญิงสาวว่าอย่างไรดี…เขาควรจะเรียกว่า ‘ท่านแม่’ ‘แม่เลี้ยง’ หรือ ‘ท่านป้า’ ดีล่ะ?
ซ่งจินเหยาไม่ได้ใส่ใจนัก นางเพียงสั่งว่า “ไปตักน้ำมาล้างมือเสีย แล้วก็ล้างให้ซีซีด้วย”
โม่เจิ้งตงเดินไปอุ้มโม่ซีซี ก่อนจะพบว่าเด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้สวมเสื้อผ้าเก่าที่มีรอยปะหยาบ ๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เสื้อที่นางสวมอยู่ตอนนี้มัดไว้ด้วยแถบผ้า อีกทั้งเนื้อผ้ายังให้ัันุ่มและเรียบลื่นเจนน่าประหลาดใจ
เขาถึงกับไม่กล้าจับแรง เพราะกลัวว่ามือที่หยาบกระด้างเกินไปของเขาจะทำให้ผ้าเสียหายได้
เมื่อพินิจมองอย่างละเอียด เขาก็จำได้ว่าเสื้อตัวนี้ เป็ตัวเดียวกับที่ซ่งจินเหยาใส่เมื่อวาน
วันนี้นางสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบไม่ต่างจากพวกเขา ทว่าเมื่อวานนางแต่งตัวประณีตและงดงามมาก เห็นได้ชัดว่าเสื้อผ้าเ่าั้ถูกตัดและเย็บใหม่ กลายเป็เสื้อผ้าของโม่ซีซี
โม่เจิ้งตงถึงกับเหม่อลอย —แม่เลี้ยงคนนี้ยอมเสียสละเสื้อผ้าดี ๆ ให้กับน้องสาวของเขา และตัวเองกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแบบพวกเขาแทนอย่างนั้นหรือ?
โม่เจิ้งหนานนำอ่างน้ำเข้ามาเพื่อพี่ชายจะได้ล้างมือให้ซีซีน้อยได้สะดวก จากนั้นก็โน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วดมกลิ่น “ซีซีตัวหอมจังเลย”
เด็กน้อยมีกลิ่นหอมจริง ๆ และใบหน้าของนางก็เรียบเนียนราวกับมีอะไรบางอย่างมาทาลงบนผิว
กลิ่นหอมเดียวกันนี้ก็มีอยู่บนตัวแม่เลี้ยงของพวกเขาด้วย
“ล้างมือเสร็จหรือยัง? เจิ้งตงพาซีซีไปที่โต๊ะอาหาร เจิ้งหนานมาช่วยข้ายกจานชาม”
เด็ก ๆ ไม่กล้าชักช้า รีบทำตามคำสั่งทันที
บะหมี่ชามใหญ่ถูกวางลงตรงหน้าของเด็กทั้งสอง โม่เจิ้งหนานได้กลิ่นหอมโชยมาเต็มจมูก ทั้งกลิ่นของเนื้อและผักทำให้เขาอยากจะกระโจนเข้าไปทันที…เอ่อ…ไม่ว่าเนื้อชิ้นใหญ่ที่เห็นนั้นจะเป็อะไรก็ตาม…เขารู้แค่ว่าท้องของเขาร้องโครกครากไปหมดแล้ว
ซ่งจินเหยาไม่ได้ป้อนข้าวให้โม่ซีซีเหมือนเคย แต่กลับเอาเก้าอี้สองตัวมาต่อกันให้เหมาะกับตัวเด็ก แล้วปล่อยให้เด็กน้อยกินบะหมี่ด้วยตัวเอง
โม่ซีซีไม่รู้วิธีใช้ตะเกียบ เด็กน้อยจึงคว้าบะหมี่ด้วยมือเปล่า ทำให้ใบหน้าและเสื้อผ้าของนางเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด
โม่เจิ้งหนานรีบหันไปมองซ่งจินเหยาด้วยความกังวล ท่านย่าห้ามักจะดุด่าโม่ซีซีที่กินข้าวไม่เรียบร้อย เพราะทำให้นางต้องซักผ้าเพิ่มขึ้น
ส่วนโม่เจิ้งตงนั้นถึงกับทำหน้าทุกข์ใจ —เสื้อผ้าที่ซีซีใส่นั้นดูดีและมีราคาแพงมาก…ถ้านางทำให้มันสกปรกก็คงต้องซักบ่อย ๆ และหากซักมากเกินไป ผ้าก็จะเสื่อมสภาพ…
พวกเขาต่างก็อยากจะเข้าไปช่วยป้อนข้าวให้น้องสาว
ซ่งจินเหยาเงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วถามว่า “เป็อะไรไป?”
เด็กชายทั้งสองรีบส่ายศีรษะและไม่กล้าพูดอะไร
เวลาพักเที่ยงของสำนักศึกษาไม่ได้ยาวนานมากนัก พอรวมเวลาไปกลับและเวลากินข้าวแล้ว พวกเขาก็เหลือเวลาไม่มากนัก อีกทั้งทุ่งปศุสัตว์และสำนักศึกษายังอยู่กันคนละทางกัน การจะให้พวกเขาไปส่งข้าวด้วยก็คงจะรีบเร่งเกินไป
ดังนั้นหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซ่งจินเหยาจึงอุ้มโม่ซีซี พร้อมกับหยิบกล่องข้าวออกจากบ้านไป
ทุ่งปศุสัตว์มีทั้งการเลี้ยงสัตว์และการเชือดสัตว์ ดังนั้นจึงมีกลิ่นที่ไม่ค่อยน่าพิสมัย อีกทั้งระหว่างการเชือดก็ได้ยินเสียงร้องของหมูของแกะดังมาแต่ไกล พวกเขาจึงสร้างสถานที่นี้ขึ้นนอกเขตหมู่บ้าน
คนที่ทำงานอยู่ข้างในก็มักจะมีเนื้อตัวเปรอะเปื้อนสกปรกอยู่เสมอ
ตอนนี้เวลาเที่ยงวัน แต่ละบ้านก็ทยอยมาส่งอาหารมาให้คนในครอบครัวของตน พวกผู้ชายไม่ถือเื่สกปรก พวกเขานั่งล้อมกันอยู่ข้างเขียงเชือดหมูที่ยังเช็ดไม่สะอาด ถือชามข้าวกินกันอย่างไม่สนใจอะไร
ครั้นเงยหน้าขึ้น ก็เห็นอู๋ชุนเหมียวเดินถือกล่องข้าวเข้ามา
พวกเขาล้วนเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน จึงรู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่อาสะใภ้ห้าไม่ว่าง นางก็จะใช้ให้ลูกสาวนำอาหารมาส่งให้โม่หงเชิน
ส่วนสามีของอาสะใภ้ห้า เขามักจะยุ่งอยู่กับการส่งของและจะกลับมาหลังเวลาอาหาร ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องส่งอาหารให้เขา หากอู๋ชุนเหมียวมาที่นี่ ก็คงมาเพราะส่งอาหารให้โม่หงเชิน
วันนี้ อู๋ชุนเหมียวสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนและเกล้าผมเป็มวย ซึ่งดูโดดเด่นกว่าชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มและผมถักเปียแบบเรียบง่ายของสาวชาวบ้านทั่วไป
สิ่งเดียวที่ไม่เหมาะนักก็คือ ชุดนี้เป็ชุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วง แต่ตอนนี้เป็ฤดูหนาวแล้ว นางกลับไม่ใส่เสื้อคลุมสั้นทับมา ทำให้จมูกแดงเพราะความหนาว
พอลมพัดมา นางก็อดไม่ได้ต้องสูดน้ำมูกขึ้นเบา ๆ
ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหัวเราะขึ้นมาแล้วพูดว่า “เฮ้...นั่นชุนเหมียวจากบ้านตระกูลโม่ไม่ใช่หรือ? มาส่งข้าวให้พี่เชินหรือ?”
ชายผู้นี้อายุมากกว่าโม่หงเชินหลายปี แต่เนื่องจากทุกคนทำงานให้เขา นอกจากผู้าุโตระกูลโม่แล้ว ทุกคนต่างเรียกเขาด้วยความเคารพว่า ‘พี่เชิน’
อู๋ชุนเหมียวแสร้งทำเป็เขินอาย ก้มหน้าบิดตัวนิด ๆ “อื้อ…พี่เชินอยู่แถวนี้หรือไม่?”
ผู้ชายหลายคนในนี้แต่งงานแล้ว จึงเป็ผู้มีประสบการณ์ พวกเขาพอจะดูออกว่า นี่มันหมายความว่าอย่างไร
พวกเขาคิดว่า พี่เชินก็ถึงวัยที่ควรจะออกเรือนได้แล้ว คนอื่น ๆ แต่งงานมีลูกวิ่งเล่นกันจนเต็มบ้านไปหมด แต่เขากลับยังอยู่คนเดียว ควรจะหาผู้หญิงดี ๆ แต่งงานได้แล้ว
เมื่อก่อนลูกสาวบ้านตระกูลฉางที่ก่อเื่ขึ้นมาใหญ่โต ทำราวกับว่าโม่หงเชินเป็ั์เป็มารคนนั้น พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรนางเลยด้วยซ้ำ
แต่อู๋ชุนเหมียวเป็สาวบ้านเดียวกัน ทุกคนรู้จักนางดี และนางยังเป็ญาติห่าง ๆ ของโม่หงเชินอีกด้วย หากได้แต่งงานกับเขา ทุกคนย่อมเห็นดีเห็นงาม
ส่วนเมื่อวานที่กุ้ยเซียงได้พบกับซ่งจินเหยา นางเล่าให้สามีของนางฟัง ทว่าเขาเป็คนเงียบ ๆ จึงไม่ได้บอกเื่นี้กับใครรู้
ดังนั้นในทุ่งปศุสัตว์แห่งนี้ จึงแทบจะไม่มีใครรู้จักซ่งจินเหยาเลย
หลังจากที่อู๋ชุนเหมียวปรากฏตัว พวกผู้ชายก็เริ่มหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน บางคนหัวไวก็รีบไปเรียกให้โม่หงเชินออกมา
โม่หงเชินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาคุ้นเคยกับการมาส่งอาหารกลางวันของอู๋ชุนเหมียว โดยเฉพาะเมื่ออาสะใภ้ห้าต้องดูแลโม่ซีซี ซึ่งก็สมเหตุสมผล
เขาคิดว่าวันนี้ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างออกไป
แต่แล้วเขาก็นึกถึงซ่งจินเหยา —ในเมื่อนางอยู่บ้าน…แล้วเหตุใดอาสะใภ้ห้าจะนำอาหารกลางวันมาส่งไม่ได้?
“ขอบใจ” โม่หงเชินกล่าวพลางรับกล่องอาหารมา และหันหลังจะเดินกลับไปทันที
“พี่เชิน…” อู๋ชุนเหมียวรีบเรียกเขาไว้
โม่หงเชินหยุดชะงักและหันกลับมาด้วยสีหน้าเฉยชา “มีอะไรรึ?”
อู๋ชุนเหมียวหน้าแดงเรื่อ บิดตัวไปมาพร้อมกล่าวด้วยท่าทีเขินอาย “พี่เชิน วันนี้…ข้าทำอาหารให้ท่านเองกับมือ…”
ท่าทางเช่นนี้ยิ่งทำให้พวกผู้ชายหัวเราะและหยอกล้อนางกันอย่างสนุกปาก
““โอ้โห! ชุนเหมียวทำอาหารให้กับพี่เชินของเราด้วย”
“นางคงใช้ความพยายามไม่น้อย ดูขนาดของกล่องข้าวสิ รับรองว่ามีอาหารมากพอให้พวกเราทุกคนลองชิมเป็แน่!”
“พูดก็พูดเถอะ ยังไงชุนเหมียวก็ดีจริง ๆ คิดถึงพี่เชินเสมอ…”
ยิ่งพวกเขาพูด ใบหน้าของอู๋ชุนเหมียวก็ยิ่งแดงก่ำ
ทว่าสีหน้าของโม่หงเชินกลับมืดมนลงกว่าเดิม —เขาไม่มีความรู้สึกอะไรกับอู๋ชุนเหมียวเลย และโดยพื้นฐานแล้ว เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาพัวพันกับเขาแบบคลุมเครือ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะเริ่มวุ่นวาย เสียงอันไพเราะและชัดเจนดังขึ้นจากด้านนอก
“ขอโทษนะ ที่นี่ใช่ทุ่งปศุสัตว์ของโม่หงเชินหรือเปล่า?”
.
.
.