วาตีก้าวยาวๆตามไปจนถึงตัวเอบีแตะต้นแขนอีกฝ่ายเบาๆ เมื่อฝ่ายนั้นหันกลับมาก็เอียงคอมองหล่อนพร้อมกับนิ่วหน้าจีบปากจีบคอถามเสียงเนิบๆว่า
“น้องมาจากหนังสือหัวไหนฮะพี่เอบีต้องรีบเข้าไปดูคิวของน้องพัดถ้าอยากได้ข่าวก็รออีกนิดสิฮ้า...กระชากแขนพี่แบบนี้ ไม่น่ารักเลย”
กระชากแขน! จะบ้าเหรอ? ฉันแค่แตะเบาๆเองนะ
แม้จะโกรธแสนโกรธแต่วาตีก็ใจเย็นพอที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด จึงเอ่ยเสียงเรียบแต่นอบน้อม “ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าฉันทำให้คุณเอบีเข้าใจผิดว่ากระชากแขน แต่ที่ฉันเรียกคุณไม่ได้้าสัมภาษณ์อะไรคุณหรอกค่ะเพราะว่าฉันไม่ใช่นักข่าวจากหนังสือหัวไหนทั้งนั้น”
“อ้าว! ไม่ใช่นักข่าวแล้วเธอเป็ใครล่ะ? จะมาขอให้ฉันรับพิจารณาเธอเป็นางแบบเหรอ?”
“เอ่อ...ฉันว่าคุณเอบีกำลังเข้าใจผิดนะคะ”
ผู้จัดการคนดังจึงกวาดตามองหล่อนั้แ่หัวจรดเท้ามีท่าทางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอีกยืดยาวด้วยคำเหน็บแนม
“ฉันก็นึกว่าเธอเป็พวกสาวๆตาม สยามสแควรูทซะอีก...พวกนั้นเห็นฉันเมื่อไหร่ เป็วิ่งเข้าใส่มาเสนอตัวให้รับเป็เด็กในสังกัดซะทุกคนแต่จะว่าไป เธอก็ดูสวยดีนะ แข้งขายาว สูงโปร่งพอใช้ได้แต่งเนื้อแต่งตัวก็เข้าท่าอยู่หรอก แต่ว่า...เธอ ดูไม่ใช่เด็กๆแล้วนี่นาฉันพูดตรงๆนะว่าเธอน่ะแก่เกินไปที่ฉันจะปั้นแล้วล่ะ”
แก่...แก่...แก่อย่างนั้นหรือ?
วาตีมือไม้สั่นนึกอยากจะตบปากไม่มีหูรูดของผู้จัดการดารารายนี้เสียเต็มประดา คนบ้าอะไรกันไม่ได้ดูสารรูปตัวเองเลย แต่กลับตำหนิคนอื่นฉอดๆ แล้วคนอย่างหล่อนถึงแม้จะไม่ใช่สาววัยใสสิบหกสิบเจ็ด อายุใกล้จะสามสิบอยู่รอมร่อแต่หล่อนก็ดูแลตัวเองตลอด
ที่สำคัญ...หล่อนเกลียดคำว่า‘แก่’ มากที่สุด
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ใช่พวกเด็กกะโปโลมาของานทำนะคะฉันเป็นักเขียน...รบกวนคุณเอบีช่วยจำหน้ากับชื่อฉันเอาไว้ด้วยนะคะฉันชื่อวาตี...ย้ำนะคะ ว่าฉันเป็นักเขียน”
หล่อนกระแทกเสียงคำว่า‘นักเขียน’ เสียงดังฟังชัด
“นักเขียนหรือฮ้า...มาก็ดีแล้ว รู้ไหมว่านี่มันกี่โมงกี่ยามกันพี่เอบีอุตส่าห์ไปนั่งคอยอยู่ที่ลอบบี้ตั้งนานสองนานเวลาของพี่เป็เงินเป็ทองนะฮ้า ทำไมเธอถึงไม่มาตามนัดให้มันตรงเวลาขาดความรับผิดชอบแบบนี้มันเสียหายมากนะฮ้า...เพราะพี่มีงานอย่างอื่นที่ต้องจัดการทำอีกตั้งแยะ”
วาตีอึ้งกิมกี่ไปสิบวินาทีไม่นึกว่าเอบีจะปากเปราะขนาดนี้ ถึงหล่อนจะไม่ใช่ดารา นางแบบหรือคนดังมาจากไหนแต่หล่อนก็ไม่ได้เกี่ยวพันเป็ญาติโกโหติกาหรือเป็เด็กในโอวาทสักหน่อยเอบีถึงจะมีสิทธิ์มากล่าวติติงด้วยถ้อยคำรุนแรง
วินาทีนั้นหล่อนนึกอยากจะยกเลิกรับงานนิยายชุดนี้ขึ้นมาตงิดใจ!
แต่หล่อนก็ระงับอารมณ์ได้ดี“ขอโทษอีกครั้งนะคะถ้าการมาช้าของฉันจะทำให้คุณเอบีเสียเวลาในการคอย แต่มันเป็เหตุสุดวิสัยจริงๆถ้ายังไงฉันรอคุยกับคุณเอบีแล้วก็คุณพัดตอนที่เสร็จจากงานเปิดตัวสินค้าเรียบร้อยก่อนก็ได้ค่ะ”
เอบีชักสีหน้านิดหนึ่ง“ถ้าเป็วันนี้อย่าเสียเวลาดีกว่าฮ่ะ...เพราะกว่าจะเสร็จจากงานนี้ก็อาจสี่ถึงห้าโมงเย็นโน่น เสร็จจากงานนี้น้องพัดก็ต้องไปคุยเื่งานถ่ายแบบกับนิตยสารอีกฉบับคงจะไม่สะดวกให้สัมภาษณ์กับเธอหรอกฮ่ะ”
“ถ้าวันนี้ไม่ว่างแล้วคุณพัดเขานัดฉันให้มาพบทำไมกันคะ”
“พี่ก็ไม่รู้สิฮ้า...น้องพัดเขาเพิ่งบอกพี่เมื่อตอนสิบโมงเช้านี่เองแถมพี่ยังไม่รู้เลยว่าน้องพัดเขาจะนัดนักเขียนมาทำไมกัน”
“อะไรกันคะ คุณเอบีเป็ผู้จัดการส่วนตัวแต่ไม่ทราบเลยหรือคะว่าคุณพัดเขากำลังจะทำอะไร”
เอบีทำตาปริบๆเอียงคอมองอย่างที่คงคิดว่าดูเก๋ไก๋ แต่หล่อนกลับรู้สึกว่าเหมือนกำลังทำท่าปลาทูคอหักค้างติดเข่งอยู่มากกว่า
“นั่นสิฮ้า...พี่ถามเขาก็บอกว่าต้องรอให้เจอเธอก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นคุณเอบีจะทำนัดให้ฉันได้ตอนไหนคะ”
ผู้จัดการดารากอดอกวางท่ามีจริตจะก้านน่าหมั่นไส้ ก่อนจะตอบแบบไม่แยแสว่า “ธุระของเธอคงไม่สำคัญเท่าไหร่มั้ง...ถ้าอย่างนั้นก็รอทำนัดอีกทีแล้วฉันจะดูคิวว่างให้ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ ก็สักวันอาทิตย์หน้าแล้วกันนะ”
“อาทิตย์หน้า!นั่นมันอีกตั้งเจ็ดแปดวันเชียวนะคะ”
หล่อนอยากจะกรีดร้องใส่หน้าอีกฝ่ายนักแต่ก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อเสียงโทรศัพท์ของเอบีดังขึ้น ครั้นเ้าตัวรับสายปุ๊บก็เดินกระบิดกระบวนฝ่าฝูงนักข่าวที่ยืนอออยู่ด้านหน้าหายเข้าไปข้างในหน้าตาเฉย
ปล่อยให้วาตียืนคว้างทำตัวไม่ถูก...
จังหวะเดียวกันเสียงโทรศัพท์ของหล่อนก็ดังต่อเนื่อง หล่อนจึงหยิบมันออกมาจากในกระเป๋าสะพายเมื่อเห็นว่าสายที่โทร.เข้า เป็รูปของผู้หญิงย้อมผมสีม่วง หล่อนจึงรีบกดรับ
เห็นทีคงต้องระบายกับบอกอสาวสักหน่อย!
//////////////////////////////////////////////////