“วันนี้อากาศดีมากเ้าค่ะ ท่านน้า พวกเราจะไปไหว้พระขอพรวัดกลางเมืองหลวงใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ใช่จ๊ะ เหลียนฮวา เ้าทำตัวตื่นเต้นเหมือนไม่เคยไปวัดแห่งนั้น น้าพาเ้าไปออกบ่อย”
มองหลานสาวก็เอ็นดูนางเหลือเกิน งดงามแต่เด็ก ทั้งยังเสียงใสสะเนาะหูเหลือเกิน ถ้าไม่ใช่ว่าร่างกายข้าอ่อนแอ ไม่สามารถมีลูกได้อีก ข้าคงหวังเป็อย่างยิ่งให้นางได้มีน้องสาวเป็เพื่อนนางอีกสักคน แต่เพียงเท่านี้ก็โชคดีแล้วที่มีนางมาอยู่ด้วยกัน เติมเต็มความฝันที่อยากจะมีลูกสาวของนางให้เบาบางลงไปมาก คิดได้ดังนั้นก็มองไปที่หลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
“ท่านน้าเ้าคะ วันนี้พวกเราจะไปวัดกันหมดจวนหรือไม่เ้าคะ ข้าเห็นพี่ชาย พี่หญิง กับฮูหยินบ้านรอง กับ บ้านสาม เต็มไปหมดแต่ไม่เห็น พี่สี่กับท่านป้าหญิงเลยเ้าค่ะ”
“บ้านใหญ่ บ้านรอง บ้านสาม ไปกันหมด แต่ ฮูหยินผู้เฒ่า กับ ป้าหญิงของเ้าน่ะ ไม่ได้ไปด้วยกัน ปกติทั้งสองเรือนก็ไม่ค่อยออกไปอยู่แล้ว เ้าก็ทำเป็ลืมไปได้ ”
“ท่านน้าได้บอก ท่านป้าหญิง กับ พี่สี่ หรือไม่เล่าเ้าคะ ถ้าไม่ชวนพวกเขาก็ไม่อาจรู้ได้ ข้าอยากให้ท่านป้าหญิง กับพี่สี่ไปด้วยกันจังเลยเ้าค่ะ”
เหลียนฮวาอยากจะให้ป้าหญิงกับเซียวซีเหยียน เดินไปวัดครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่ดูสถานการณ์คงต้องรอคราวหน้าเสียแล้ว การไปวัดครั้งนี้กระทันหันเหลือเกิน เป็เพราะนางลืมว่าท่านน้าเคยเปรยไว้ล่วงหน้าหลายวันแล้วจึงไม่ทันได้ชวนพวกเขาสองแม่ลูก
“ก็จริงอย่างเ้าว่า แต่ชวนวันนี้ก็คงให้พวกเขาเตรียมตัวไม่ทันแล้ว ค่อยบอกกล่าวกันวันหลังก็ได้ เ้าก็ช่างคิดถึงคนอื่นเขาไปหมด ตัวเพียงเท่านี้ ก็รู้ความเสียแล้ว
ฮูหยินใหญ่มองหลานสาวตัวน้อยด้วยความแปลกใจที่นางกล่าวถึง เซียวหนี่หลันกับ เซียนซีเหยียน สองแม่ลูก แต่เพียงครู่เดียวก็ลืมสิ้นเพราะถูกหลานสาวเอยวาจาหวานใส่จนอดยิ้มรับไม่ได้
“ข้าก็คิดถึงคนอื่นเหมือนท่านน้าไงล่ะเ้าค่ะ”
“ปากหวานเพียงนี้เชียว ”
กล่าวจบก็จูงมือหลานรักไปทักทาย ฮูหยินเรือนรอง และเรือนสาม พร้อมทั้งเหล่าคุณชาย คุณหนู ทั้งหลาย ทักทายจบก็ก้าวขึ้นรถม้าประจำของพวกตนออกเดินทางสู่วัดใจกลางเมืองหลวง
“เ้าน่ะ ชะเง้อคอ ออกนอกหน้าต่างรถม้าจนจะตกลงไปแล้ว สำรวมกิริยาบ้างเหลียนฮวา ”
เหลียนฮวาถูกตำหนิจากท่านน้าของตนก็รีบเอาตัวเองเข้ามานั่งในรถม้าอย่างสำรวม
“ท่านน้า ข้าแค่อยากชมบรรยากาศรอบๆเท่านั้นเองเ้าค่ะ”
นางตื่นเต้นในใจยิ่งนักที่ได้เห็นบรรยากาศในยุคสมัยนี้ ช่างเหมือนละครในโทรทัศน์เสียจริง
“เ้านี่หนา ทำยังกับไไม่เคยออกมานอกจวน ดูสิ เสื้อผ้ายับเยินกันพอดี”
พูดตักเตือนไปก็จัดเสื้อให้หลานสาวตัวน้อยไป ในจังหวะเดียวกัน เซียวเซี่ยหลานก็ ขี่ม้ามาอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า
“ท่านแม่ขอรับ เมื่อสักครู่ข้าเห็นน้องสาว ชะเง้อหัวออกมาชมตลาดด้วยความสนใจ จึงอยากมาพาน้องสาวมานั่งม้ากับพี่ชายดีหรือไม่ขอรับ ”
เซียวเซี่ยหลาน เห็นเหลียนฮวา สะเง้อคอออกมานอกหน้าต่างเห็นแล้วก็สร้างความขบขันให้แก่เขายิ่งนัก รู้สึกเอ็นดูน้องสาวคนนี้ขึ้นอีกครานับั้แ่นางจมน้ำคราวนั้น เขาก็รู้สึกว่าน้องสาวคนนี้น่าเอ็นดูยิ่งนัก ไม่สร้างเื่สร้างราวกลั้นแกล้งผู้ใดเช่นกาลก่อน เหมือนจะรู้ความมากขึ้น เมื่อเห็นนางอยากออกจากรถม้า จึงอยากสนองความ้าของนางด้วยความเอ็นดู
“เ้าดูน้องสาวเ้า ขืนออกไปนั่งกับเ้า แล้วนั่งจนตกรถม้าขึ้นมา แขนขาหัก แล้วข้าจะทำอย่างไร”
กล่าวไปก็อมยิ้มไป รู้สึกว่าสองพี่น้องความสัมพันธ์ดีขึ้นมากจนปลื้มปริ่มในอก
“ท่านน้า ข้าจะไม่ขยับตัวสักนิดเดียว จะนั่งเหมือนรูปปั้นหินเลยเ้าค่ะ พี่ใหญ่พาข้าไปนั่งบนม้าด้วยนะเ้าคะ ข้าอยากนั่งม้า ให้ข้าขี่ม้าด้วยได้หรือไม่ ข้าจะบังคับม้าให้จงได้เลยเ้าค่ะ”
สายตาเปล่งประกายเหมือนได้เล่นของเล่นใหม่ของเหลียนฮวา ทั้งให้สองแม่ลูก หัวเราะขำขันกันออกมา
“ดูเข้า ท่านแม่ นางสัญญากับท่านจะนั่งม้าจนเป็รูปปั้นหิน ไม่ถึงอึดใจจะบังคับขี่ม้าด้วยตัวเองเสียแล้ว เช่นนี้ก็เป็รูปปั้นไม่ได้เสียแล้วสิ เหลียนฮวา ฮาฮ่าฮ่า”
“เอาล่ะๆ ถ้าเ้าอยากนั่งม้ากับพี่ชายเ้าถึงเพียงนี้ไว้ตอนกลับข้าจะให้เ้านั่งกับเขา ดีหรือไม่”
รอยยิ้มในดวงตาของฮูหยินใหญ่ส่งให้ลูกชายกับหลานสาวจนตาหยี
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านน้า พี่ใหญ่ตอนกลับจวน ท่านอย่าลืมข้าไว้บนรถม้านะเ้าคะ”
“ถ้าเ้าไม่เตือน ข้าคงลืมเ้าไว้บนรถม้าจริงแน่แล้ว”
ทั้งสาม หัวเราะชอบใจในบทสนทนาหยอกล้อของกันและกัน คนภายนอกมองมาดูช่างอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
วัดกลางเมืองหลวง ยามนี้ในสายตาของเหลียนฮวาช่างสวยงามยิ่งน้ก ทั้งการออกแบบทุกอย่างดูล้ำเลิศยิ่งนัก พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ผู้คนกำลังเดินเข้าไปกราบไหว้ขอพร ช่างดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ยิ่งมีควันลอยฟุ้งทั่วทุกบริเวณทำให้ทุกอย่างดูขลังจนนางหายใจลำบากยิ่งนัก แต่ถ้าไม่เดินเข้าไปขอพรเสียหน่อยคงเสียเที่ยวจริง
“น้องเหลียนฮวา เ้าดูตื่นคนถึงเพียงนี้เชียวรึ สีหน้าดูแล้วเหมือนอึดอัดยิ่งนัก ข้าอดเป็ห่วงไม่ได้เชียว”
เซียวรุ่ยหวา เดินมากล่าวกับเหลียนฮวาด้วยสีหน้าแสดงออกถึงความเป็ห่วงยิ่ง
“พี่หญิงใหญ่ เป็ห่วงข้าเกินไปแล้ว ข้าเพียงรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยจากการนั่งรถม้าเท่านั้น”
พี่หญิงใหญ่ของนางคนนี้ ขอให้ได้มีโอกาสก็ขอได้กัดสักเล็กน้อยก็คงมีความสุขยิ่งแล้ว มองหน้านางคิดดีไม่ได้เลยจริงๆเชียว
“เอาล่ะพวกเ้า ในเมื่อมาถึงวัดแล้ว เดินเข้าไหว้พระพุทธรูปขอพรกันได้แล้ว ตอนนี้คนยังไม่มากเท่าไรนัก”
ฮูหยินใหญ่ตระกูลเซียว รีบกล่าวเตือนทุกคน นางเดินนำไปพร้อมกับฮูหยินรอง และฮูหยินสาม ด้านหลังพวกนางก็เป็ คุณหนูทั้งหลาย เหลียนฮวา เซียวรุ่ยหวาคุณหนูใหญ่ เซียวอี้ผิงคุณหนูรอง ตามหลังพวกนางก็เป็เหล่าคุณชายตระกูลเซียว เซียวเซี่ยหลานคุณชายใหญ่ เซียวไห่หยางคุณชายรอง เซียวลู่ผิงคุณชายสาม ทั้งหมดมุ่งหน้าเดินขึ้นบันไดเพื่อไปให้ถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงหน้า
“น้องเหลียนฮวา เ้ายังเล็กนัก จะเดินขึ้นบันไดไหวหรือไม่ เมื่อตะกี้ตอนลงจากรถม้าก็มีอาการมึนหัวแล้ว ข้ากับพี่หญิงใหญ่เห็นใจเ้าเสียจริง ให้ข้าช่วยพยุงเ้าดีหรือไม่ ”
นางพูดเช่นนั้นแต่ก็สาวเท้าเดินนำหน้าขึ้นขั้นบันไดห่างไป ห้า หก ก้าว เพื่อไปยืนเคียงข้างพี่หญิงใหญ่ของนาง
ยามเงียบก็ดูน่ารักจริงเชียวพี่หญิงรองคนนี้ แต่พออ้าปากก็เห็นลิ้นแฉกเลยเชียว คิดเพียงว่าร่างนี้สร้างศัตรูไปทั่วจวนแล้วจริงๆ คิดได้ดังนี้ก็ยิ้มส่งไปให้พร้อมกับเอ่ย
“พี่หญิงรองเป็ห่วงข้าจริงๆหรือ ดีเสียจริง ข้ากำลัง้าคนช่วยเหลืออยู่พอดี พี่หญิงรองมาแบกข้าหน่อยดีหรือไม่ ข้ารู้พี่หญิงรองใจดีเป็ที่สุด จริงหรือไม่พี่หญิงใหญ่”
เซียวรุ่ยหวา ได้ยินยัยเด็กร้ายกาจกล่าวถึงตนก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที ใครฟังออกเหมือนหยอกล้อระหว่างพี่น้อง แต่นางรู้ทันทีว่านางเตือนตนไม่ให้ยุ่ง
“จริงด้วย ๆ น้องรองใจดีเป็ที่สุด ”
พูดจบก็รีบก้าวเท้าออกไปทันที ปล่อยให้นางแบกไปคนเดียวสิ จะมาเรียกขานข้าด้วยอันใดกัน
“น้องเหลียนฮวา ล้อพี่รองเล่นอีกแล้ว ฮะ..ฮ่า ความจริงสีหน้าเ้าดูสดใสถึงเพียงนี้ เป็เด็กแข็งแรงขนาดนี้ ข้าคงห่วงเ้ามากเกินไป ไป ไป พวกเราไปกันเถิด”
พูดจบก็สาวเท้าตามเซียวรุ่ยหวาไปทันที
“ชิชะ นึกว่าจะแน่”
“เ้าน่ะ จะไปแกล้งนางทำไมกัน ตัวเล็กถึงเพียงนี้ ถ้าเดินไม่ไหวให้นั่งพักก่อนดีหรือไม่”
เซียวเซี่ยหลาน เดินตามหลังเหลียวฮวามาก็กล่าวกับนางด้วยสีหน้าเอ็นดูปนขบขัน
“พี่ใหญ่นางเป็คนเริ่มหาเื่ข้าก่อนชัดๆ ”
เปล่งวาจาไปก็พองลมในปากเหมือนโดนขัดใจ กลับกลายเป็สร้างเสียงหัวเราะให้เหล่าคุณชายตระกูลเซียวทั้งสามคนที่มองเหตุการณ์มาั้แ่ต้น รู้สึกถึงความน่าเอ็นดูในตัวน้องสาวคนนี้ยิ่งนัก หากเป็เมื่อก่อนนางคนเดินไปกระชากแขนให้ เซียวอี้ผิงแล้วเป็แน่ ตอนนี้ไม่กระชากแล้วยังทำตัวได้น่ารักสมวัยนักเชียว เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้
“เ้าน่ะ เ้าคิดเ้าแค้นแต่เด็กจริงเชียว โตขึ้นไปใครเข้าจะกล้าหือกับเ้าได้”
เซียวลู่ผิงเดินมาถึงก็ยีหัวน้องเล็กด้วยความหมั่นเขี้ยว พลางอมยิ้มน้อยๆ
“ข้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ ไม่ร้ายกาจอีกแล้วเ้าค่ะ พี่สาม ”
สีหน้านางดีขึ้นมาหน่อยที่เห็นเหล่าพี่ชายแสดงท่าทีเป็มิตรกับนาง รู้สึกว่ามาอยู่ร่างนี้ั้แ่ยังเด็กก็ดีเหมือนกัน ความร้ายกาจยังไม่มากล้นเท่าตอนโต พี่ชายทั้งหลายถึงยังเอ็นดูในความน่ารักวัยเด็กนี้ ถือซะว่าเป็ข้อดีเลยทีเดียว
“เอ๋ พี่ใหญ่ พี่รอง นางพึ่งกล่าวว่านางเป็คนอ่อนแอ นี่ข้าฟังผิดไปใช่หรือไม่ น้องสาวพี่คนนี่ดูแล้วจะแข็งแรงกว่าพวกพี่ชายอีกนะ ฮาฮ่าฮ่า”
“น้องสาม เ้าน่ะ พูดยังกับนางเป็เด็กผู้ชาย”
เซียวไห่หยาง อดไม่ได้ที่จะกล่าวแหย่เด็กสาวตรงหน้า ไม่รู้ทำไมอยู่ๆเสียงใสออดอ้อนของเด็กสาวตรงหน้าดังขึ้นก็รู้สึกว่านางในตอนนี้น่าแกล้งยิ่งนัก
“พี่รอง ข้าเป็เด็กผู้หญิงจะเป็เด็กชายไปได้อย่างไรกันเล่า”
เหลียนฮวารู้สึกว่าการเป็น้องสาวคนเล็กในจวนก็ทำให้นางมีความสุขได้เหมือนกันนะเนี้ย
“เอาล่ะๆ พวกเ้าเลิกแกล้งเหลียนฮวาได้แล้ว ตอนนี้ท่านแม่ของพวกเราเดินถึงหน้าพระพุทธรูปแล้วกระมัง ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวจะโดนว่าเอาได้
“ขอรับพี่ใหญ่ ”
“เ้าค่ะ พี่ใหญ่”
ทั้งสี่คนออกเดินขึ้นบันไดต่อทันทีที่ฟัง พี่ใหญ่ของตนกล่าวเตือน เหลียนฮวารู้สึกว่าการมาวัดวันนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริง สามารถสลัดภาพร้ายกาจในสายตาพี่ชายเหล่านี้ได้ ไม่มากก็น้อยไปบ้างแล้ว พลันจิตใจก็เบิกบานขึ้นเป็กอง
—————————————————
ตอนนี้อีบุ๊คเื่ย้ำรัก กาลนี้เ้าเป็ของข้าผู้เดียวเล่ม1 ออกแล้วนะคะ ซื้อได้จากทางนี้เลยค่ะ
https://www.mebmarket.com//index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjU5MTk5MSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjE3OTUxNCI7fQ&page_no=1