"คุณชายเป็นอะไรหรือไม่?" ฉีเฉินเดินมาถึงด้านหน้าของจวินหวงความอ่อนเปลี้ยปรากฏชัดบนใบหน้า
จวินหวงส่ายหน้านางกระแอมในคอแล้วหันมามองหนานกู่เยว่ที่อยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม"วันนี้ผู้น้อยมาเพื่อแจ้งเรื่องพระเชษฐาของพระชายา"
"พี่ชายข้าหรือ? พี่ชายข้าเป็นอะไร?" หนานกู่เยว่นิ่วหน้าถามด้วยความกังวลกลัวว่าหนานจี๋หานจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
"พระชายาโปรดวางพระทัย องค์ชายไม่ได้เป็นอะไรเพียงแค่เขาจะกลับหนานมู่แล้ว แต่เพราะมีธุระจึงไม่สามารถมาบอกพระชายาด้วยตนเองได้จึงไหว้วานให้ผู้น้อยมาแจ้ง พระชายาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง" จวินหวงค่อยๆ พูด
หนานกู่เยว่ฟังแล้วน้ำตาก็ค่อยๆ รื้นขึ้นมาเต็มกรอบดวงตารู้สึกเศร้าสลดยากที่จะควบคุมตนเองได้ ร่างกายซวนเซเกือบจะหน้ามืดล้มลงจวินหวงคิ้วขมวด ตอนที่ฉีเฉินเข้ามาประคองหนานกู่เยว่ นางก็เข้ามาให้คำแนะนำ"ฝ่าพระบาทพาพระชายาไปนั่งก่อน ผู้น้อยจะตรวจชีพจรให้พ่ะย่ะค่ะ"
ฉีเฉินพยักหน้า "เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณชายเป็นอย่างสูง"พูดจบก็พาหนานกู่เยว่กลับเข้าไปในศาลา จวินหวงรีบตามเข้าไป
หลังจากฉีเฉินประคองให้หนานกู่เยว่นั่งลงแล้ว นางถึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าวางบนข้อมือของหนานกู่เยว่จากนั้นจึงยื่นมือเข้าไปช่วยตรวจชีพจรให้นาง
นางเลิกคิ้วขึ้นคล้ายฉงน ในที่สุดก็หัวเราะเสียงดังออกมารู้สึกยินดีกับพวกเขาจากใจจริง"ขอแสดงความยินดีกับฝ่าพระบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฉีเฉินมองจวินหวงอย่างมึนงง รอนางพูดประโยคถัดไป
"พระชายาทรงพระครรภ์แล้ว เพียงแค่สุขภาพอ่อนแอเล็กน้อยเดี๋ยวผู้น้อยจะไปจัดยาบำรุงครรภ์มาเพื่อปรับสภาพร่างกายให้"
ฉีเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มจนหางตาเพิ่มริ้วอีกหลายเส้นหนานกู่เยว่ที่พิงอยู่ในอ้อมแขนของเขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยื่นมือออกไปลูบหน้าท้องน้อยๆที่ยังไม่นูนออกมา ใบหน้าระคนไปด้วยความยินดีและประหลาดใจ
ฉีเฉินกระซิบพูดที่ข้างหูหนานกู่เยว่เบาๆดูไปแล้วคล้ายกับคู่พระคู่นางที่เหมาะสมกันทีเดียว จวินหวงค่อยๆถอยออกไปจากศาลาเงียบๆ ทิ้งเพียงความว่างเปล่าเหลือเอาไว้ให้พวกเขา
เช้าวันต่อมา จวินหวงเพิ่งจะตื่นนอนได้ไม่นานฉีเฉินก็มาหาที่เรือนข้างด้วยตนเอง จวินหวงรู้สึกตระหนกในความกรุณานั้นเล็กน้อยไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร
นางเดินออกไปก็เห็นมีเสื้อผ้าแพรต่วนและเครื่องประดับของมีค่าจำนวนหนึ่งวางอยู่ในสวนนางมุ่นคิ้วถามด้วยความสงสัยทันที "ฝ่าพระบาทนี่มันอะไรกันหรือ?"
ฉีเฉินยังคงดื่มด่ำกับความตื่นเต้นอดไม่ไหวต้องเดินเข้าไปจับมือของจวินหวงไว้ "หากไม่ใช่เพราะคุณชายเปิ่นหวางก็ยังไม่รู้ว่าหนานกู่เยว่ตั้งครรภ์นอกจากนี้คุณชายยังถือว่าเป็นพ่อสื่อให้กับเปิ่นหวางและหนานกู่เยว่ของพวกนี้ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายความรู้สึกขอบคุณของเปิ่นหวางได้ด้วยซ้ำหากคุณชายมีความประสงค์ต้องการสิ่งใด ก็บอกมาได้เลย"
จวินหวงมองเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีของคนที่กำลังจะเป็นพ่อคนครั้งแรกอย่างฉีเฉินหนึ่งคืนผ่านไปแล้วยังคงยิ้มแก้มปริอยู่เหมือนเดิมมือที่กุมมือของจวินหวงไว้แรงเยอะไม่เบาจวินหวงพยายามแกะอย่างไรก็ไม่หลุดเลยปล่อยไว้ตามแต่ใจเขา
ผ่านไปครู่หนึ่งดูเหมือนว่าฉีเฉินจะนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้จึงปล่อยมือจวินหวง กระแอมขึ้นมาแล้วกล่าวว่า"ตอนแรกพระชายาอยากจะไปส่งพี่ใหญ่ด้วยตนเอง แต่ตอนนี้นางมีครรภ์อยู่ไม่สะดวกเดินทาง เปิ่นหวางเห็นว่าคุณชายกับพี่ใหญ่มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลวหากคุณชายสะดวกจะรบกวนคุณชายออกไปส่งเขาแทนพวกเราสองคน"
จวินหวงฟังแล้วก็พยักหน้าพอดีในตอนนั้นนางมองเห็นบรรยากาศอันเงียบสงบภายในสวน ชั่วขณะนั้นในหัวใจเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้เพียงแค่เห็นแล้วก็เคลิ้มไปเล็กน้อย ฉีเฉินรู้จักจวินหวงดีว่านางเป็นคนรักความสงบแบบนี้เป็นที่สุด ใจของนางโปร่งใสยิ่งกว่าใครๆอีกอย่างด้วยความเป็นห่วงชายารักไม่คิดจะอยู่นานจึงเดินออกไปกว่าจวินหวงจะได้สติกลับมา ฉีเฉินก็ไปนานแล้ว ไม่มีทิ้งร่องรอยใดๆในเรือนข้างมีแต่เว่ยเฉี่ยนที่กอดกระบี่ยืนพิงต้นเสาอยู่ สีหน้าภายใต้แสงอาทิตย์อ่อนๆ ในยามเช้ามองเห็นไม่เด่นชัดเท่าไรนัก
จนกระทั่งฉีเฉินให้คนมาแจ้งกำหนดการกลับที่แน่นอนของหนานจี๋หานจวินหวงถึงเดินลงมาจากระเบียงเข้าไปในสวนยกชาขมขู่ติงที่สาวใช้ชงไว้ให้ขึ้นมาชิมหนึ่งคำความขมขื่นกระจายไปทั่วทั้งปากแต่หัวคิ้วของนางกลับไม่กระดิกด้วยซ้ำ
ไม่นานนักก็มาถึงวันที่หนานจี๋หานเดินทางกลับไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชายของแคว้นหนึ่ง ฮ่องเต้ย่อมดำเนินการจัดเตรียมอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้เขาพระองค์คิดจะให้องครักษ์จำนวนมากเดินทางไปส่ง แต่ถูกหนานจี๋หานทัดทานไว้เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยาก และตอนที่เขามาก็พาคนมาด้วยไม่น้อย
การปรากฏตัวของจวินหวงอยู่เหนือความคาดหมายของเขาเดิมทีเขาเดินทางไปพักไปเพื่อรอหนานกู่เยว่ ใครจะรู้ว่ากลับกลายเป็นจวินหวงเวลานั้นเขาดีใจมากจนลืมน้องสาวอย่างหนานกู่เยว่ไปในบัดดล
"คุณชายท่านมาได้อย่างไร?" ความรู้สึกยินดีบนใบหน้าของหนานจี๋หานไม่อาจปิดบังไว้ได้เขาพลิกกายลงจากม้าเข้ามาหาจวินหวงทันที
"มาส่งองค์ชายแทนพระชายา" กล่าวจบจวินหวงก็ลงจากม้าเดินเคียงหนานจี๋หานค่อยๆ เดินไปข้างหน้า
ในเวลานี้ได้มาถึงเส้นเขตชายแดนเป่ยฉี ด้านหนึ่งเป็นทะเลทรายอีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวกลางทะเลทราย ในพื้นที่สีเขียวมีวัวและแพะรวมกันอยู่ฝูงหนึ่งแต่ในฝั่งที่เป็นทะเลทรายมีเพียงดินทรายสีเหลืองอันเวิ้งว้างมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ
ด้านบนคือท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต มีห่านป่ากางปีกบินผ่านเป็นครั้งคราวเสียงร้องแสบหูชวนให้รู้สึกรำคาญ
หลังจากเดินไปสักพัก หนานจี๋หานมองจวินหวงแล้วถามขึ้น"ที่น้องหญิงไม่มาเพราะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับนางหรือไม่?"
จวินหวงส่ายหน้า "เรื่องมงคล ตอนนี้พระชายาทรงพระครรภ์แล้วองค์ชายควรจะรู้สึกยินดีกับพระชายาถึงจะถูก"
หนานจี๋หานฟังแล้วก็อึ้งงัน พูดไม่ออกอยู่นานในที่สุดก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี "จริงหรือ?"
"แน่นอน" จวินหวงมองหนานจี๋หานแล้วก็ยิ้มหัวเราะเบาๆแววตากระจ่างใสสงบนิ่งเพียงชั่วพริบตาก็เบนสายตาทอดมองไปยังสถานที่ห่างไกลเสียแล้ว
คนเช่นนี้กลับทำให้หนานจี๋หานลืมไม่ลง ในหัวใจของเขาเหมือนกับแมวข่วนหรืออาจจะมีลิงนั่งเกาหูเกาแก้มอยู่ตัวหนึ่ง ทำให้เขาไม่อาจสงบนิ่งได้
การตั้งครรภ์ของหนานกู่เยว่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับเขาก่อนหน้านี้เขายังเป็นกังวล ว่าด้วยนิสัยของนาง นางอาจจะไปล่วงเกินและสร้างศัตรูกับอนุชายาคนอื่นๆของฉีเฉิน มาตอนนี้นางมีครรภ์แล้ว คิดว่าคงไม่มีใครกล้ามาทำอะไรนาง
นอกจากนี้นี่คือลูกคนแรกของฉีเฉินไม่ว่าอย่างไรฉีเฉินก็ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของนาง รอจนเด็กคลอดออกมาก็จะไม่มีใครแตะต้องหนานกู่เยว่ได้อีก ต่อไปนางก็มีที่พึ่งพิงแล้ว ดีจริงๆ
ยิ่งคิดได้อย่างนี้อารมณ์ของเขาก็ยิ่งฮึกเหิมยิ่งได้เห็นแววตาที่กระจ่างใสสงบนิ่งของจวินหวงก็ยิ่งรู้สึกดีมากเมื่อคืนเขานอนคิดมาคิดไป จากการที่เขาได้สัมผัสกับจวินหวงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่ได้คิดกับจวินหวงในแบบสหายแต่เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เป็นความรู้สึกที่เขาเองก็ลำบากใจบางครั้งเขาก็อยากให้จวินหวงมีฐานะเป็นสตรีเขาจะได้ไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกของตนเองเยี่ยงนี้
เท่าที่ได้สัมผัสกับนางในช่วงเวลาหนึ่งหนานจี๋หานรู้ถึงความดีงามและความจริงใจของนางความเฉียบแหลมและมองการณ์ไกลของนางทำให้เขาต้องยอมสวามิภักดิ์ให้แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาตกหลุมรักคนอย่างนางได้หรือ?
คิดไปคิดมาเขายิ่งรู้สึกว่าตนเองใกล้วิปลาสเข้าไปทุกทีในใจของตนรู้ดีว่าจวินหวงไม่ยอมไปกับเขาแน่นอน ยิ่งรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองคิดมันขัดต่อจารีตประเพณีเดิมทีเขาตัดสินใจเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจ แต่... จวินหวงมาแล้ว
หากนางไม่มาเขายังคงเก็บความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่เต็มอกเอาไว้ข้างในได้...คนเราก็เป็นอย่างนี้เอง รู้อยู่เต็มอกว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรแต่ก็ยังถามอย่างโง่งมครั้งแล้วครั้งเล่าและทุกครั้งก็ต้องมาเจ็บหนักกับคำตอบที่ได้รับ
หลังจากที่หนานจี๋หานใจลอยอยู่นาน ก็หยุดยืนหันไปมองจวินหวงจวินหวงเห็นเขาหยุดก็หยุดด้วยนึกว่าหนานจี๋หานจะมีคำพูดฝากฝังอะไรเป็นครั้งสุดท้ายจึงคอยฟังเขาเอ่ยปากอยู่เงียบๆ
"คุณชายตัดสินใจแล้วจริงๆ หรือ?" หนานจี๋หานเอ่ยปากด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ
จวินหวงฟังแล้วก็เห็นแววตาของหนานจี๋หานที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเรื่องนี้พูดถกกันมาหลายครั้ง นางคิดว่าหนานจี๋หานรู้คำตอบตั้งแต่ต้นแล้วไม่คิดว่าเขาจะถามขึ้นมาอีกครั้ง
เขาไม่ให้โอกาสจวินหวงได้ตอบคำถามก็กล่าวต่อไปอีก"เหตุใดคุณชายไม่กลับไปกับเปิ่นหวาง อยู่ที่นี่มีอะไรต้องเป็นห่วง? แคว้นที่แข็งแกร่งย่อมไม่ขาดปัญญาชน แคว้นของข้าแม้จะเล็กแต่ไม่ปิดกั้นความสามารถของคุณชาย วันข้างหน้าเปิ่นหวางได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้เปิ่นหวางสัญญาว่าคุณชายจะได้รับตำแหน่งที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของหนานมู่จะเป็นของคุณชายเท่านั้น"
"เดิมทีข้านึกว่าท่านจะเข้าใจความคิดของข้าแล้วข้าวางแผนกลยุทธ์ให้กับฉีอวิ๋นไม่ได้เพราะกระหายอยากจะได้ตำแหน่งขุนนางใดๆหากข้าต้องการทำเพื่ออำนาจเกียรติชื่อเสียงหรือต้องการได้รับการบันทึกชื่อในประวัติศาสตร์ข้าคงจะไม่ได้ทำดังเช่นที่ทำอยู่ในตอนนี้" จวินหวงกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
"เปิ่นหวางไม่เข้าใจความคิดของคุณชายจริงๆเหตุใดคุณชายไม่อธิบายให้เปิ่นหวางเข้าใจเล่า?" หนานจี๋หานร้อนใจเดินเข้ามาคว้าแขนจวินหวงเอาไว้ระหว่างการยื้อยุดแขนของจวินหวงถูกข่วนจนเป็นแผลมีเลือดออก
"พวกเราต่างอยู่คนละเส้นทาง ไยองค์ชายต้องฝืนใจไม่ยอมรับด้วยเล่า? อีกอย่างพวกเรามีพันธสัญญากันแล้ว วันหน้าหากองค์ชายต้องการใช้ผู้น้อยผู้น้อยก็จะพยายามช่วยเหลือองค์ชายสุดความสามารถ องค์ชายไม่ควรทำให้ผู้น้อยลำบากใจด้วยการพาผู้น้อยกลับไปด้วย"
จวินหวงหายใจลึกๆ ความเจ็บปวดจากแผลที่แขนทำให้นางเสียสมาธิในเวลานี้พิษในร่างกายของนางเริ่มจะแผลงฤทธิ์ออกมาอีกแล้ว
ในเวลานี้ดวงตาของหนานจี๋หานแดงก่ำ ไหนเลยจะมองเห็นความทุกข์ทรมานบนใบหน้าของจวินหวงได้ในระหว่างที่ยื้อยุดฉุดกระชากกันนั้นเขาใช้แรงเยอะมากไม่ได้ยินคำอธิบายเหตุผลของจวินหวงใดๆ ทั้งสิ้นแม้ว่านางจะกล่าวด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม
จวินหวงดิ้นไม่หลุด หัวคิ้วขมวดเครียด สุดท้ายสุดขีดความอดทนแล้วจริงๆนางจึงสูญเสียความเยือกเย็นสง่างามทั้งหมดที่เคยมี พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว"ผู้น้อยไม่อยากไปหนานมู่กับองค์ชายหากองค์ชายยังยืนกรานเช่นนี้ก็ไม่มีพันธมิตรระหว่างเราอีกต่อไป"
หนานจี๋หานฟังแล้วก็ตะลึงงัน ปล่อยแขนของจวินหวงทันทีจวินหวงได้รับอิสระสมดังตั้งใจก็ถอยหลังติดต่อกันหลายก้าวความระแวงไม่ไว้ใจที่เผยชัดบนใบหน้าของนางบาดลึกในหัวใจของหนานจี๋หาน
ในหัวใจของเขามีความจริงใจเพียงจันทร์กระจ่างแต่น่าเสียดายแสงที่เจ้าฉาบฉายกลับกลายเป็นความเศร้า
เพื่อให้คุยกันสะดวกขึ้น ทั้งสองคนจึงแยกตัวออกมาจากคนกลุ่มใหญ่ เขามองไปรอบๆที่นี่ไม่มีใครอื่นนอกจากเขา นาง และเหล่าองครักษ์เงาที่ซุ่มตัวอยู่รอบๆฉับพลันแรงปรารถนาอันแรงกล้าก็เกิดขึ้นในใจ ครั้งนี้เขาจะไม่ให้โอกาสใดๆกับจวินหวงอีก เขาเดินตรงเข้าไปคว้าข้อมือจวินหวงอีกครั้ง
จวินหวงไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใดขึ้นมาอีก จึงขัดขืนต่อสู้สุดกำลังนางรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่หน้าอกสีหน้าของนางย่ำแย่ถึงขีดสุด ครานี้หนานจี๋หานสังเกตเห็นอย่างชัดเจนใจเขาอยากจะถามนางว่านางเป็นอะไรหรือไม่แต่ก็กลัวว่านางอาจจะแกล้งทำเพื่อให้เขาตายใจ เวลานี้เขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่งสีหน้าของจวินหวงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อยหนานจี๋หานขยิบตาให้องครักษ์เงาที่ยืนซุ่มอยู่ด้านข้าง อาศัยจังหวะทีเผลอองครักษ์ลับลอบเข้ามาด้านหลังแล้วยกสันมือฟาดลงไปที่ต้นคอด้านหลังของนาง จวินหวงรู้สึกมึนงงวิสัยทัศน์การมองเห็นเริ่มเลือนราง แต่ยังคงพยายามขืนตัวจะผลักตัวหนานจี๋หานออกไป
หนานจี๋หานกลัวว่าจวินหวงจะทำร้ายตัวเอง จึงไม่กล้าปล่อยมือจากนางไม่นานนักดวงตาทั้งคู่ของจวินหวงจึงพลิกกลับ แล้วหมดสติไปในที่สุดหนานจี๋หานพุ่งเข้าไปรับตัวนางไว้
"องค์ชายตัดสินใจจะพาคุณชายเฟิงไปทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือ? หากรัชทายาทฉีเฉินรู้เข้า..." หนึ่งในเหล่าองครักษ์เงาเอ่ยถามขึ้น
"หุบปากเดี๋ยวนี้" เขาตวาดองครักษ์ที่เพิ่งเอ่ยปากถามเมื่อครู่แล้วกวาดตามองเหล่าองครักษ์เงาทุกคนด้วยสายตาเย็นเยียบเมื่อเห็นว่าไม่มีใครเอ่ยปากอะไรออกมาแล้ว จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"พวกเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี คุณชายเฟิงเป็นผู้ออกปากจะไปเองหากใครกล้าพูดจามั่วซั่ว เปิ่นหวางจะตัดลิ้นมันผู้นั้น"