“กราบทูลท่านอ๋อง กระหม่อมเจียลี่ เป็องครักษ์ของเ้าชายฟางมู่หยางพระเ้าค่ะ”
“อ้าว แล้วเ้าชายล่ะ เห็นบอกจะมาปรึกษาแผนกันว่าจะหาตัวมือที่สามด้วยกัน เชิญเ้าชายมาเสวยอาหารเช้าด้วยกันที่นี่เสียเลย”
“กราบทูลท่านอ๋อง เ้าชายทรงมีไข้สูงั้แ่กลางดึกเมื่อคืน เนื่องจากแผลฉีกจากการขี่ม้าเร็วมาตลอดห้าวัน แล้วยาสมานแผลที่กระหม่อมเตรียมมาก็ใช้ไปหมดระหว่างทางแล้วพระเ้าค่ะ กระหม่อมจึงมากราบทูลขอพระราชทานหมอหลวงให้ช่วยจ่ายยาให้องค์ชายพระเ้าค่ะ”
“อ้าว แล้วทำไมเพิ่งมาบอก ทหาร! ไปตามท่านหมอหลวงให้ไปดูเ้าชายเดี๋ยวนี้เลย”
“ขอบพระทัยพระเ้าค่ะ”
หลังจากเจียลี่ลับตาจากห้องเสวยไป อ๋องเฉิงอันจึงตรัสถามอ๋องเวยหลง
“เวยหลง เ้าคิดว่าเ้าชายหนุ่มนี่เป็อย่างไร”
“ถ้าหนิงอันมีเ้าหนุ่มนี่คอยดูแล หม่อมฉันก็เบาใจ ... แต่ตอนนี้ไม่รู้หนิงอันเป็ตายร้ายดีอย่างไร”
“ข้าสั่งให้ทหารกระจายกำลังออกตามหาในพื้นที่เฉิงโจว โดยเฉพาะบริเวณใกล้ๆ กับเส้นทางจากเหอหนานขึ้นไปไท่โจว แต่เส้นทางจากเหอหนานขึ้นไปเร็วที่สุด สั้นที่สุดจะอยู่ในแคว้นต้าซื่อ ข้าให้ทหารสืบข่าวตามแนวชายแดนต้าซื่อเป็พิเศษ”
ยังไม่ทันที่อ๋องเวยหลงจะได้ทูลตอบ ทหารหน้าท้องพระโรงก็รุดเข้ามากราบทูลอย่างรีบเร่ง
“กราบทูลท่านอ๋อง มีหญิงสาวชาวบ้านมาที่ประตูวังแล้วขอเข้าเฝ้าท่านอ๋องเวยหลงพระเ้าค่ะ นางอ้างว่าจะกราบทูลเื่องค์หญิงเวยหนิงอัน แต่จะกราบทูลตรงต่อท่านอ๋องเวยหลงเท่านั้นพระเ้าค่ะ”
“รีบให้นางเข้ามา!”
สักครู่ หญิงสาวร่างบางแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไป ใบหน้าหมดจด มีเพียงดวงตาคมที่มีแววกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวไม่เหมือนหญิงบอบบางทั่วไป เร่งรุดเข้ามาในท้องพระโรง แล้วหมอบกราบถวายคำนับ
“หม่อมฉันตงเหม่ยลี่ ขอถวายพระพรท่านอ๋องทั้งสองเพคะ”
“ไหน..เ้ามีข่าวใดเกี่ยวกับหญิงหนิงอัน รีบพูดออกมา”
“กราบทูลท่านอ๋อง พี่ชายของหม่อมฉัน เป็ทหารรักษาพระองค์ในขบวนเสด็จขององค์หญิงเพคะ....” ตงเหม่ยลี่เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดที่ป้อมเป่าฮู่ จนถึงเหตุการณ์ที่องค์หญิงเวยหนิงอันปลอมตัวเป็นางหนีออกจากป้อมไป
“บังอาจมาก!” อ๋องเวยหลง ตบฝ่าพระกรกับโต๊ะอย่างแรงเมื่อฟังเื่ทั้งหมดจากตงเหม่ยลี่
“กวงเฟยหลง เป็ตัวการของเื่นี้จริงๆ” ต้าซื่อกล้าคิดการณ์แบบนี้ เห็นทีจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ที่ผ่านมาก็พยายามจะมาเชื่อมสัมพันธ์กับเหอหนาน แต่ชื่อเสียงของเ้าชายผู้นี้แย่มาก โดยเฉพาะเื่ความเ้าชู้ เ้าเล่ห์ รวมถึงต้าซื่อก็คอยหาโอกาสขยายอำนาจอยู่เสมอ แต่ไม่คิดว่าจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้”
“รอเ้าชายฟื้น แล้วเราสามแคว้นมาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเพื่อนบ้านไม่ซื่อของพวกเรา แต่ตอนนี้ เราต้องพยายามตามหาหนิงอันหลานข้าให้ได้ก่อน จากที่ตงเหม่ยลี่เล่ามา อย่างน้อยเราก็พอรู้ว่าหนิงอันน่าจะยังมีชีวิตอยู่”
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นโชยมาเบาๆ หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นด้วยแรงประท้วงจากกระเพาะของตนเอง หลังจากทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย นางจึงเดินตามกลิ่นอาหารไปที่ห้องครัวที่คละกรุ่นไปด้วยไออุ่นจากเตาไฟ ควันหอม ๆ จากหม้อข้าวลอยอบอวล ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายไปถึงด้านนอก หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม ยืนหันหน้าเข้าหาเตาไฟกำลังใช้ทัพพีคนข้าวในหม้ออย่างขะมักเขม้น
“ท่านป้า ทำอะไรทานคะ ให้ข้าช่วยอะไรได้บ้าง” นางส่งเสียงถามเมื่อเดินช้า ๆ มาถึงหน้าประตูห้องครัว
เสียงหวานใสเรียกให้หญิงท้วมที่นางเรียกป้า หันหน้ากลับมาพร้อมกับยิ้มใจดี
“หลินจิง เ้าตื่นแล้วหรือ วันนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะท่านป้า ยังมีตึง ๆ ที่แผลอยู่บ้าง แต่ไม่ปวด ไม่มีไข้แล้วค่ะ” นางตอบกลับหญิงผู้นั้นด้วยรอยยิ้มตาหยี จึงได้รับรอยยิ้มเมตตากลับมา
“มาทานข้าวเถอะ เ้าต้องทานเยอะหน่อยนะ บำรุงร่างกาย จะได้แข็งแรงไว ๆ ไม่ต้องช่วยอะไรหรอก แผลเ้ายังไม่หายดีอย่าขยับตัวมากนัก มานั่งเถอะ เสี่ยวหลินบอกจะออกไปซื้อของที่ตลาดในเมือง อีกสักครู่คงจะกลับมาแล้วล่ะ”
“ได้ค่ะท่านป้า” นางตอบไปพร้อมกับพาร่างที่ผ่ายผอมจากการาเ็ ค่อย ๆ เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะไม้อีกมุมหนึ่งของห้องครัว
ั้แ่าเ็จากปลายดาบของพวกโจรชั่วนั่น นางและจ้าวหลินก็หลบหนีกันหัวซุกหัวซุนมา จนนางทนพิษาแไม่ไหว หมดแรงสลบไปกลางป่า แต่ฟ้ายังพอเมตตาอยู่บ้างให้ป้าโส่ยท่านนี้ผ่านมาพบเจอ และให้ความช่วยเหลือ รับนางทั้งสองมารักษาที่บ้านชายเขาหลังนี้
ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ที่นางและจ้าวหลินมาพักอาศัยอยู่กับป้าโส่ยผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเมตตา นอกจากจะให้ที่พัก หาหมอมารักษา ยังดูแลทั้งนางและเสี่ยวหลินประดุจลูกของนางเอง สามีป้าโส่ยเสียชีวิตไปนานแล้ว และแกเองก็ไม่มีลูก อาจจะด้วยเพราะความเหงา หรือถูกชะตากันก็เป็ได้ ทำให้ป้าโส่ยเอ็นดูทั้งหลินจิงและเสี่ยวหลินเป็อย่างมาก
เสียงเปิดประตูหน้าบ้านดังขึ้น เพียงอึดใจเดียวเสียงใส ๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องครัว “ข้ากลับมาแล้วค่ะ ท่านป้า...อ้าว คุณหนู ตื่นแล้วหรือคะ”
“เพิ่งตื่นได้สักพักนี่เอง กลิ่นอาหารของท่านป้าหอมไปถึงที่นอน ข้าทนไม่ไหวต้องรีบตามกลิ่นออกมาเลยล่ะ” เป็คำตอบที่เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ ได้จากหญิงต่างวัยทั้งสามคน
“คุณหนู เป็อย่างไรบ้างคะวันนี้ สีหน้าท่านดูมีเืฝาดดีกว่าทุกวันนะคะ” เสี่ยวหลินเอ่ยถามขึ้น
“วันนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากเลย เหลือแค่ตึงๆ ที่แผล แล้วก็รู้สึกมีแรงมากกว่าทุกวัน อาจเพราะได้นอนเต็มที่กระมัง”
“แต่ก็อย่าเพิ่งออกแรงเยอะนะคะ แผลเพิ่งจะเริ่มสมาน ให้แผลสมานดีแล้ว คุณหนูค่อยออกแรงได้นะคะ ตอนนี้ก็เดินรอบ ๆ บ้านออกกำลังพอไม่ให้แผลยึดตามที่ท่านลุงหมอสั่งไว้ก็พอ”
“เ้าค่ะ แม่นางจ้าว!” นางก้มหัวลงคล้ายทำความเคารพ เพื่อหยอกล้อจ้าวหลิน “อืม..ว่าแต่เ้าเข้าไปในเมืองมา มีข่าวอะไรบ้าง โจรพวกนั้นมันยังเพ่นพ่านตามหาพวกเราอยู่หรือไม่ แล้วถ้าไม่จำเป็เ้าก็อย่าเข้าไปอีกเลยนะ เกิดไปเจอพวกมันจะเป็อันตราย” นางกล่าวด้วยความเป็ห่วงจ้าวหลินจากใจจริง
“ข้าคิดว่าโจรพวกนั้นน่าจะเลิกตามหาพวกเราแล้วค่ะ คงคิดว่าพวกเราตกหน้าผาตายไปแล้ว แล้วยิ่งคุณหนูาเ็ขนาดนั้น พวกมันน่าจะคิดว่าพวกเราไม่น่ารอดไปได้...จริงสิ วันนี้ข้าได้ยินข่าวประหลาดมาด้วยค่ะ”
“ข่าวอะไรหรือ แล้วทำไมเ้าถึงบอกว่าเป็ข่าวประหลาด” ป้าโส่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“ก็มีข่าวว่าองค์หญิงแห่งเหอหนานที่เสด็จมาเตรียมพระองค์เพื่อเข้าพิธีอภิเษกกับเ้าชายรัชทายาท ทรงสิ้นพระชนม์แล้วค่ะ”
“อะไรนะ!” ป้าโส่ยและหลินจิงอุทานเสียงดังขึ้นพร้อมกันด้วยความใ ... แม้จะคนละเหตุแห่งการใก็ตาม
“ที่แปลกไปกว่านั้น ก็คือสาเหตุแห่งการสิ้นพระชนม์นี่ล่ะค่ะ...ข่าวลือกันว่าทรงไม่พอพระทัยที่เสด็จมาแล้วทรงพบว่าเ้าชายรัชทายาทมีพระชายาลับ ๆ เป็คนพิเศษที่ทรงรักอยู่แล้ว องค์หญิงทรงมีปากเสียงกับเ้าชายรุนแรงถึงขั้นที่เ้าชายพลั้งมือทำร้ายองค์หญิงจนสิ้นพระชนม์ค่ะ”
“ไม่จริง! เป็ไปไม่ได้ ข้าไม่มีวันเชื่อ!” คราวนี้เป็เสียงป้าโส่ยที่พูดขึ้น ด้วยเสียงเจือโทสะ
“ทำไมท่านป้าดูมั่นใจมากเลยคะว่าข่าวนี้ไม่เป็ความจริง” หลินจิงเลียบเคียงถาม
“ข้อแรก ป้าเห็นเ้าชายมาั้แ่ยังทรงพระเยาว์ จนท่านเติบโตเป็ชายชาติทหารที่แท้จริง ไม่เคยมีข่าวว่าทรงมีพระสนม ไม่เคยมีข่าวเสียหายเื่ผู้หญิงแม้แต่นิดเดียว ท่านเอาแต่ทรงงาน ออกตรวจตราแนวชายแดนนี่เป็ประจำ แล้วก็เลยทรงเยี่ยมเยียนราษฎร คอยมารับฟังปัญหาของชาวบ้าน แล้วก็ทรงพยายามแก้ปัญหาให้ ป้ายังเคยได้เข้าเฝ้าพระองค์ตั้งสองสามครั้ง” นางตอบด้วยใบหน้าและสายตาชื่นชมยามระลึกถึง
“ข้อสอง บุคลิกของเ้าชายทรงเป็คนนิ่งๆ ไม่ใช่คนมุทะลุ ใจร้อน ไม่น่าจะทรงทะเลาะกับผู้หญิงขนาดลงมือลงไม้ทำร้ายผู้หญิง..ให้ตายข้าก็ไม่เชื่อ”
“ข้อสาม ถ้าองค์หญิงแห่งเหอหนานผู้ซึ่งจะมาเป็พระชายา แค่เพียงพระยศอย่างเดียว ราชสำนักไท่โจวก็ต้องเตรียมงานต้อนรับแล้ว นี่เสด็จมาเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้เื่เลย... ข่าวนี้เชื่อถือไม่ได้ ใครกันนะที่มาปล่อยข่าวลือมั่วซั่วแบบนี้ มันน่าให้ทหารมาจับไปลงโทษจริงๆ” คราวนี้ป้าโส่ยเริ่มออกอาการฉุนเฉียว
“ท่านป้าดูรักเ้าชายพระองค์นี้มากเลยนะคะ” หลินจิงตั้งข้อสังเกต
“แน่นอน อย่างที่ป้าบอกนั่นแหละ ป้าเห็นทั้งพระองค์และพระอนุชาั้แ่ยังทรงพระเยาว์ เสด็จมากับท่านอ๋องมาตรวจงานชายแดนบ่อยๆ จนเป็เ้าชายรัชทายาทก็ทรงดำเนินชีวิตตามแนวของเสด็จพ่อของพระองค์ ทรงเป็กันเองกับชาวบ้าน เ้าไปถามดูได้เลย ชาวบ้านแถบนี้รักเ้าชายทั้งสองพระองค์มาก” น้ำเสียงป้าโส่ยเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู
“เออ...ว่าแต่เ้าบอกว่าเ้าเป็คนจากเหอหนานมิใช่หรือ เ้ารู้เื่ที่องค์หญิงของเ้าจะเสด็จมาอภิเษกที่ไท่โจวนี้หรือไม่” นางหันไปถามหลินจิง
“เอ่อ..ข้าก็..พอได้ยินมาบ้างค่ะ” หลินจิงรู้สึกตัวเองเหมือนจะปั้นหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะต้องทำสีหน้าอย่างไรดี
“แล้วมีข่าวไปแบบนี้ ทางเหอหนานจะยอมหรือคะ จะเกิดการสู้รบกันไหม” จ้าวหลินเอ่ยถามด้วยความกังวล
“นั่นสิ ท่านอ๋องแห่งเหอหนานจะยอมได้อย่างไร มีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว เคยได้ยินมาว่าทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ แล้วราชสำนักไท่โจวจะทำเช่นใด ใครที่ปล่อยข่าวนี้ต้องประสงค์ร้ายเป็แน่แท้” ป้าโส่ยเอ่ยพร้อมแววตาวิตกกังวล
“ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างยังเป็เพียงข่าวลือ พวกท่านอย่าเพิ่งวิตกไปเลยนะคะ มันอาจจะเป็แค่คนปล่อยข่าวให้เ้าชายเสียหายก็ได้ค่ะ เรามาทานข้าวกันดีกว่า” หลินจิงรีบตัดบท เพื่อไม่ให้บทสนทนาเข้ามาใกล้ตัวไปกว่านี้