ทุกคนในศาลาต่างสบตากันวูบ สีหน้าตื่นเต้นใยิ่งเนื่องเพราะทั้งหมดต่างดูออก ความแยบยลในการใช้พลัง โบกแขนเสื้อของนาคามูระโยชิอิครั้งนี้ กลับมิด้อยกว่า พลังกาสาวพัสตร์สยบมารของเส้าหลิน!
ทั้งหมดล้วนทราบว่า แนวทางวิทยายุทธ์แดนอาทิตย์อุทัยแตกต่างจากวิทยายุทธ์จงหยวน เมื่อครู่ที่นาคามูระ โยชิอิใช้จึงมิใช่พลังลมปราณอันใด
ทั้งหมดยังดูออกอีกว่า คนผู้นี้คล้ายไม่เคยฝึกปรือ วิชาลมปราณมาก่อนทว่าพลังแท้ในร่างต้องลึกล้ำ ไม่ด้อยกว่าผู้ฝึกปรือ วิชากำลังภายในมานับสิบ ๆปีอย่างแน่นอน
เช่นนี้ย่อมแสดงชัด วิทยายุทธ์แดนอาทิตย์อุทัย มีวิธีฝึกปรือบางอย่างสามารถสร้างพลังแท้ ให้บังเกิดในร่าง เฉกเช่นเดียวกับการ สร้างสมพลังลมปราณเพียงแต่การฝึกปรือ และนำมาใช้แตกต่างกันออกไป
กระนั้นหากกล่าวถึงที่สุด วิทยายุทธ์ใด ๆ ในใต้หล้า เปรียบประดุจสายน้ำแม้ต้นน้ำมีกำเนิดแตกต่าง ไหลเลี้ยวลดผ่านป่าเขาลำเนาไพร มาคนละเส้นทางท้ายสุดยังไหลรวม ณ มหานทีเดียวกัน
ไม่ว่าฝึกปรือแตกต่างอย่างไร ประการสำคัญคือ มีผลสำเร็จเพียงใด
ผลสำเร็จในการฝึกปรือ ของบุรุษเหล็กแห่งหมู่ตึกบูรพา ย่อมไม่้าข้อพิสูจน์ใดอีก
ไม่ทราบคนผู้นี้ ฝึกปรืออย่างไร สามารถใช้พลังแขนเสื้อ ได้แยบยลปานนี้…
นาคามูระ โยชิอิยังคงมองเต๋าทั้งสาม ตกลงเบื้องหน้าอย่างเฉยเมยคล้ายมิได้ใส่ใจว่าเต๋าสามลูก จะทอดได้แต้มเท่าไร เต๋าทั้งสามหยุดหมุนแล้วทั้งสามลูกออกแต้มหนึ่งทั้งหมด สามแต้มน้อยกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก!
“ท่านได้แต้มแค่นี้ ข้าพเ้าคงไม่ต้องทอดแล้ว”
“ไม่แน่นัก เ้าอาจไม่ได้แต้มเลยก็ได้”
“แต้มต่ำสุดหนึ่ง ในเมื่อท่านได้หนึ่งทั้งหมดอย่างมากข้าพเ้าก็เสมอกับท่าน จะไม่ได้แต้มเลยได้อย่างไร”
หลินอิงฮวาวาดกระบี่ในมือ หมายตวัดปลายกระบี่ ช้อนลูกเต๋าม้วนขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้ ด้วยท่วงท่ารวดเร็วอย่างยิ่ง ฝักดาบยาวของนาคามูระโยชิอิแทรกเข้ามา ขัดปลายลำกระบี่ของนางไว้ ไม่ยอมให้ัักับเต๋าทั้งสาม
หลินอิงฮวาเห็นดังนั้น รีบดีดนิ้วชี้ข้างซ้ายออกจี้ใส่ลำกระบี่ของนางอย่างรวดเร็ว พลังดรรชนีถ่ายทอดไปในลำกระบี่ทำให้ปลายลำกระบี่สั่นอย่างรุนแรง ถึงกับดีดฝักดาบยาวเบี่ยงเบนออก!
นาคามูระ โยชิอิตะลึงงันชั่ววูบ มิคิดว่ามีวิธีใช้พลังดรรชนีเช่นนี้กล่าวชมเชยขึ้น
“เยี่ยมยิ่ง!”
เพียงเห็นนาคามูระ โยชิอิ ชะงักงัน หลินอิงฮวารีบฉวยโอกาสพลิกฝ่ามือข้างซ้าย ฟาดกระแสพลังใส่ลูกเต๋าทั้งสามฝุ่นทรายฟุ้งกระจายขึ้นรอบตัวคนทั้งสอง ลูกเต๋ากระดอนขึ้นสูงไปบนอากาศตามแรงกระแทกของพลังฝ่ามือ
นางทราบ หากใช้พลังดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า จี้ฝ่าอากาศไปกระทบลูกเต๋าต้องสามารถบังคับให้มัน ออกแต้มได้ดั่งใจแน่นอนหากเป็พี่สาวนางย่อมกระทำเช่นนั้นได้
ทว่าจนใจนางมิมีพลังฝีมือ ขนาดจี้พลังดรรชนีฝ่าอากาศได้จึงจำต้องใช้พลังฝ่ามือแทน ทว่าพลังฝ่ามือไหนเลยบังคับให้ออกแต้มได้ดั่งใจจะได้แต้มเท่าไรขึ้นกับดวงแล้ว
นาคามูระ โยชิอิเห็นดังนั้น รีบหมุนข้อมือ ควงฝักดาบเป็วงกลมวาดใส่ลูกเต๋าที่ลอยอยู่บนฟ้า กระแสพลังผลักมหาศาลพุ่งแผ่ออกเหวี่ยงลูกเต๋าซึ่งกำลังตกลงมา ให้ขึ้นสูงลิ่วไปในอากาศอีกครั้ง
ข้อมือแข็งแกร่ง สะบัดฝักดาบขึ้นเบื้องบน หมายกระแทกเต๋าทั้งสามให้แตกกระจาย!
ชั่วพริบตานั้น บังเกิดเสียงวัตถุสองชนิด ปะทะกันกลางอากาศดังกึกก้อง!
เต๋าทั้งสามลูกไม่แตกกระจาย! มันถูกตัดเป็ชิ้น ๆ ยามร่วงลงสู่พื้น!
สิ่งซึ่งแตกกระจาย กลับเป็กระบี่ในมือหลินอิงฮวา! ร่างบอบบางเซถลาถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าว!
หน้านางปราศจากสีเื คล้ายเพิ่งหลุดรอด จากห้วงแห่งความเป็ตาย!
นาคามูระ โยชิอิมองดรุณีน้อย ด้วยใบหน้าปราศจากความรู้สึกเช่นเดิมไม่ว่าชนะหรือแพ้ โยชิอิล้วนไม่ใส่ใจ สำหรับมันชนะหรือแพ้ มีค่าดุจเดียวกัน
“ครั้งนี้เ้าไม่ได้แต้มเลยใช่หรือไม่”
่เวลาพริบตาเมื่อครู่ โยชิอิตวัดฝักดาบขึ้น หลินอิงฮวากลับโถมร่างขึ้นกลางอากาศ ใช้ทั้งกระบี่ทั้งร่าง ขวางเต๋าทั้งสามลูกไว้ทั้งฟาดคมกระบี่ใส่ฝักดาบสุดกำลัง
มิคาด แม้เป็เพียงฝักดาบ ยังมีอานุภาพขนาดสะบั้น กระบี่ของนางหักลงได้ฝักดาบยาวเฉียดลำตัวนาง ไปไม่ถึงครึ่งเชียะ! ร่างบอบบางถูกแรงปะทะลอยละลิ่วประคองตัวไม่อยู่
เวลานั้น นางคิดว่าฝักดาบยาว ต้องฟาดโดนตัวนางแน่นอนหากไม่ทราบทำไมพริบตานั้น ฝักดาบเบี่ยงเบนทิศทาง เฉียดผ่านร่างนางออกไปจากนั้นดาบยาวค่อยหลุดออกจากฝัก เฉือนเต๋าทั้งสามลูกออกเป็เสี่ยง!
เวลานี้ดาบยาวเล่มนั้น กลับสงบนิ่งอยู่ในฝัก ราวมิได้ถูกนำออกมาใช้เลย!
“ครั้งนี้ข้าพเ้าชนะ หนึ่งชนะหนึ่งแพ้ การประลองคราวนี้ ถือว่าเราเสมอกัน”
หยางป๋อหูหัวเราะก้องกังวาน พู่กันในมือยังขยับไม่หยุดยั้ง
“คิดไม่ถึงท่านโยชิอิ ฉกฉวยโอกาสชนะปีศาจพนันนางนี้ได้”
“ดูท่าผู้ที่ชอบฉกฉวยโอกาสยังมีอีกมาก” ติงฝูหรงกล่าวพลางเบนใบหน้าออกไปนอกศาลา
แสงแดดยามเช้า เจิดจ้ามากแล้ว สามารถเห็นสภาพรอบข้าง ได้อย่างชัดเจน
ภาพซึ่งประจักษ์ต่อสายตาทุกคู่ เป็เกลียวฝุ่นหอบใหญ่ฟุ้งกระจายเห็นมาแต่ไกล
เงาร่างกลุ่มคนนับสิบ วูบวาบอยู่เื้ัอณูดินเ่าั้ล้วนเป็บุรุษฉกรรจ์ มีจำนวนราวสามสิบกว่าคนต่างวิ่งตรงรี่เข้ามายังศาลาหิน ท่วงท่าปราดเปรียวรวดเร็วยิ่ง ทั้งหมดเคลื่อนไหวกระจายเป็วงล้อมขนาดใหญ่ ปิดทางออกศาลาหลังนี้ไว้จนสิ้น!
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงอึดใจ ผู้อยู่ในศาลากลายเป็ถูกโอบล้อม ด้วยชายฉกรรจ์ชุดดำปิดหน้ามิดชิด!
แววตาแต่ละคนล้วนวาวโรจน์ แฝงรังสีการฆ่าฟันอย่างรุนแรง กลุ่มคนหลายสิบนี้มุ่งโอบล้อมศาลาหลังน้อยโดยเปิดเผย แสดงว่าหาได้เกรงกลัวผู้อยู่ภายในไม่
บุรุษผู้หนึ่ง คล้ายเป็ผู้นำกลุ่มคนขบวนนี้ ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าอย่างองอาจประกายแววโรจน์ในดวงตาเจิดจ้า จับจ้องเหล่าผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็ยอดฝีมืออันดับต้นของยุทธจักร โดยมิได้มีอาการครั่นคร้ามแม้แต่น้อย
แววเจิดจ้าตวัดมองนาคามูระ โยชิอิอย่างเฉยชา เพียงเหลือบมองดาบยาววูบหนึ่งแล้วพยักหน้าดั่งทราบแล้วว่า คนผู้นี้เป็ใคร จากนั้นเบนสายตาคมกล้าไปยังพี่น้องตระกูลหลิน
“นายผู้เฒ่า คิดเชื้อเชิญแม่นางตระกูลหลินทั้งสอง ไปหารือสักเล็กน้อย”มันกล่าวคำหารือ แต่จากน้ำเสียงกลับยึดถือเป็คำสั่ง ซึ่งผู้อื่นต้องปฏิบัติตาม
ทั้งหมดหันไปสบตากันวูบ พลางมองไปยังหลินอิงฮวาหรือตัวยุ่งไปก่อกวนผู้ใดไว้อีก จึงมีคนมากมายมาทวงบัญชีเช่นนี้ยังจัดการเื่นาคามูระ โยชิอิไม่เสร็จสิ้น กลับมีผู้คนกลุ่มนี้ปรากฏขึ้นมา
มิต้องใคร่ครวญก็ทราบ ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดใช้กำลังกลุ้มรุมกลุ่มคนเช่นนี้ต้องมิใช่ตัวดีแน่นอน
หลินจวี๋ฮวาทอดตามองคนผู้นั้น จากนั้นจึงไถ่ถามน้องของนาง น้ำเสียงปกติยิ่ง
“เ้าไปก่อกวนผู้ใดมา?”
“ระยะนี้ท่านพี่ควบคุมข้าพเ้าแจ ไหนเลยมีเวลาไปก่อกวนผู้ใด...”
สายตาถลึงมองคนกลุ่มนั้น ะโถามไปว่า
“พวกท่านมาทวงถามบัญชีให้ผู้ใด? เฮอะ...คิดอาศัยผู้คนมากมายบีบบังคับเราสองพี่น้อง กลับไม่ง่ายดายนัก”
“นายผู้เฒ่า คิดเชื้อเชิญแม่นางทั้งสองไปหารือ มิใช่มาทวงถามบัญชีใด”
หยางป๋อหูสอดขึ้นว่า
“เป็นายผู้เฒ่าหรือฟู่เหรินป่วยไข้หรือ?”
บัณฑิตไร้ร่องรอย คาดเดาจากรูปการณ์ ผู้คิดเชื้อเชิญทายาทตระกูลหลินอาจเนื่องเพราะเจ็บป่วย หาไม่ก็าเ็มิใช่น้อยเพียงแต่ยังคิดไม่ออก...สามสิบกว่าคนนี้ มองจากท่วงท่าการเคลื่อนไหวแวบแรกก็ดูออกว่า เป็กลุ่มนักฆ่าซึ่งถูกฝึกมาอย่างดีทั้งสิ้นผู้อยู่เื้ัต้องมิใช่บุคคลธรรมดา แต่เหตุไฉนมันจึงไม่ได้ข่าวว่ามีหัวหน้าค่ายหรือพรรคใด ได้รับาเ็หรือล้มป่วย จน้าตัวพี่น้องตระกูลหลินขนาดต้องยกขบวนกันมาเช่นนี้
บุรุษผู้นำขบวนแค่นหัวเราะ กล่าวว่า
“บัณฑิตไร้ร่องรอย ท่านคาดการณ์ได้มิผิดจริง ๆ แต่ต้องขออภัยข้าพเ้าเป็เพียงบ่าวไพร่ มิอาจกล่าวออกไปให้มากความครานี้เพียงคิดเชื้อเชิญแม่นางทั้งสอง ไม่้าสร้างความลำบากให้ผู้ใดขอทุกท่านให้ความสะดวกด้วย”
ถ้อยคำที่กล่าวนอบน้อมอย่างยิ่ง ทว่าน้ำเสียงยิ่งพูด ยิ่งแข็งกระด้างบ่งบอกเจตนาข่มขู่ คุมคามอย่างชัดเจน ผู้คนทั้งสามสิบต่างไขว้มือไปด้านหลังตระเตรียมหยิบอาวุธออกมา หากอีกฝ่ายคิดปฏิเสธ เื่ราวคงไม่จบอย่างมีผลดีแน่
“ลองดูพวกเ้ามีฝีมือใด เชื้อเชิญเราพี่น้อง!” สิ้นประโยคหลินจวี๋ฮวาฟาดฝ่ามือ ลงบนโต๊ะอย่างแรง พลิ้วร่างออกจากศาลา ระดับความเร็วยิ่งกว่าประกายวิชชุ!
กลุ่มคนปิดหน้าทั้งสามสิบกว่าคน ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจว่านางจะเป็ฝ่ายชิงลงมือก่อน!
นางชิงลงมือในจังหวะ ซึ่งผู้คนกำลังคิดหยิบอาวุธ สมาธิการป้องกันตัวจึงลดลง
ร่างเปรียวระหง มิทันพลิ้วกายแตะพื้น นิ้วมือทั้งสิบพลันดีดจี้พลังดรรชนีเข้าใส่กลุ่มคนชุดดำทันที!
นิ้วมือยาวเรียว ดั่งหยกขาวไร้ตำหนิ เคลื่อนไหวอย่างฉับไวยิ่งท่วงท่าพลิ้วพรายราวร่ายรำ
ทุกครั้งนิ้วมือเรียวงาม ขยับเคลื่อนไหว บังเกิดเสียงฉี่ฉี่ดังไม่ขาดสายพลังดรรชนีกล้าแข็ง พุ่งฝ่าอากาศจู่โจมออกไม่หยุดยั้ง
คนชุดดำสี่คนซึ่งอยู่ใกล้ศาลาที่สุด แผดเสียงร้องลั่น ร่างสูงใหญ่ล้มตึงหงายหลังอย่างไม่รู้เื่รู้ราว!
ปลายเท้าเรียวแตะพื้น ร่างหมุนครึ่งรอบ พลังดรรชนีจี้ออกอย่างเร่งร้อนเสียงฉี่ฉี่ดังขึ้นติดต่อกัน คนชุดดำทยอยส่งเสียงร้องล้มลงไปกองกับพื้นทีละคนสองคน
พริบตาผู้คนด้านหน้าอีกสี่คน ล้วนล้มฟาดพื้นแล้ว!
ชั่วอึดใจนางโผร่างออกมา เพียงดีดจี้ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าถึงกับสามารถปลิดชีวิต คนชุดดำได้พร้อมกันถึงแปดคน!
หลินจวี๋ฮวาไม่เคยลังเล ในการปลิดชีวิตผู้คน นางเป็แพทย์รักษาพบเห็นการกำเนิด และการตายกระทั่งทราบว่า นั่นคือสภาวะอันเป็ปกติของชีวิตดังนั้นเมื่อต้องลงมือ จึงปราศจากข้อวิตกใด
เนื่องเพราะการตาย เป็เพียงกระบวนการหนึ่ง ในชีวิตมนุษย์เท่านั้น...
หัวหน้าขบวนผู้นั้น ส่งเสียงคำรามเหี้ยมในลำคอ
“ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริง ๆ !” พลันตวัดมือให้สัญญาณต่อผู้คนรอบข้าง
บุรุษฉกรรจ์ที่เหลือยี่สิบกว่าคน ตื่นตะลึงกับการจู่โจมปานสายฟ้าของหลินจวี๋ฮวาเพียงครู่
ยามนี้พวกมันล้วนรวบรวมสติสมาธิต่างคนต่างหยิบโล่เงินขนาดใหญ่ ซึ่งสะพายอยู่ด้านหลังลงมายกขึ้นป้องกันใบหน้าและลำตัวในทันที
พร้อมกันนั้น ขบวนผู้คนพากันแยกย้ายจัดพยุหะค่ายกลโอบล้อมหลินจวี๋ฮวาเป็วงกลมสองชั้น ทั้งวงนอกและวงในต่างหมุนควงโล่เงิน ผสานเป็วงกลมปานจักรผันสะท้อนแสงอาทิตย์วูบวาบ บังเกิดเป็กำแพงแสงสีขาวเจิดจ้ามุ่งทำลายดวงตาฝ่ายตรงข้าม
หลินจวี๋ฮวาคิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะใช้วิธีเช่นนี้ตาทั้งสองข้างเผชิญแสงจ้าอย่างจัง ถึงกับพร่ามัวจนลืมไม่ขึ้นต้องชะงักมือไม่อาจจู่โจมต่อเนื่องได้
ผู้คนซึ่งล้อมอยู่วงนอก รีบฉวยจังหวะพริบตานั้น โยนบ่วงเชือกนับสิบเส้นไปคล้องร่างนางไว้ทันที!
การเคลื่อนไหวของผู้คนั้แ่หยิบโล่เงินหมุนควง กระทั่งถึงโยนบ่วงเชือก สอดประสานเป็จังหวะเดียวกันด้วยความรวดเร็วแม่นยำอย่างยิ่ง แสดงว่าคนเหล่านี้ฝึกซ้อมเตรียมการรับมือวิชาดรรชนีของนางโดยเฉพาะ
ทว่าเหตุการณ์ซึ่งกลุ่มคนชุดดำไม่คาดคิด พลันเกิดขึ้นเป็ครั้งที่สอง!
เงาร่างอีกสายหนึ่ง โผออกจากศาลาน้อย รวดเร็วดุจวิหคเหินฟ้าพลิ้วกายลงกึ่งกลางวงล้อม ดั่งนางแอ่นถลาลม ประกายกระบี่พลันวูบขึ้นบ่วงเชือกนับสิบเส้น เพิ่งััร่างหลินจวี๋ฮวา พลันขาดสะบั้นในพริบตา!
ผู้คนวงนอกซึ่งจับบ่วงเชือก พากันหงายหลังล้มลงเป็แถบ ๆ
เงาร่างสายนั้นเป็ติงฝูหรง ซินแสลิขิตฟ้าลงมือแล้ว ที่แท้ภายในไม้ไผ่ยาวซ่อนกระบี่ยาวเบาบางคมกริบเล่มหนึ่ง!
ติงฝูหรงกล่าวขึ้น แ่เบา
“น้องจวี๋ฮวา เ้าหลับตาเสีย”
หลินจวี๋ฮวารับคำอืมม์หลับตาลง พลังฝีมือเช่นนางหลังตั้งสติมั่นแม้ไม่สามารถใช้ดวงตา กระนั้นอาศัยประสาทหูอันปราดเปรียวระบุตำแหน่งศัตรูได้โดยไม่ยากเย็น
เหล่าคนชุดดำเห็นคนผู้นี้เป็สตรี ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เข้มแข็งดุดันเพียงนี้ยิ่งกระชับอาวุธในมือมั่น
อาวุธพวกมันเป็ดาบใหญ่ เงาดาบวูบวาบ สอดคล้องเหมาะเจาะ กลายเป็กำแพงมรณะผู้ซึ่งล้มลงเมื่อครู่ ล้วนกระชับดาบใหญ่ยืนขึ้นมาใหม่ รูปขบวนพยุหะค่ายกลยิ่งรัดกุมสมบูรณ์ กั้นติงฝูหรงและหลินจวี๋ฮวาไว้ภายใน
ติงฝูหรงและหลินจวี๋ฮวา ยิ่งตั้งมั่นรัดกุม ไม่ประมาทเลินเล่อ ทั้งสองแม้เป็ยอดฝีมือกระนั้นคนเพียงสองคน เมื่อถูกโอบล้อม โดยกลุ่มคนยี่สิบกว่าคน อันผ่านการฝึกปรือขบวนค่ายกลมาอย่างดี ไหนเลยสามารถฝ่าวงล้อม ออกไปโดยง่าย นอกจากนี้ยังมีบุรุษผู้นำขบวนคุมเชิงไว้อีก
บุรุษผู้นี้ สั่งการเฉียบขาดรวดเร็ว เฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเยือกเย็นไม่ทราบซุกงำฝีมือใดไว้บ้าง
ยามนี้กำแพงดาบมรณะ เคลื่อนไหวแทรกสอด ราวเป็เนื้อวัตถุเดียวกันแม้ละอองหิมะยังมิอาจกระเซ็นผ่าน แต่กลับยังมิได้กลุ้มรุมจู่โจมพวกมันกำลังรอคอยโอกาสเช่นกัน
ยามใดพวกมันลงมือย่อมต้องเป็จุดแตกหักเป็ตาย!