"กูพกตลับยานวดที่มึงเคยให้ไว้ ตั้งแต่ครั้งไปทำศึกเวียงชัยไม่เคยให้ห่างกาย ปิ่นเงินปักผมก็เช่นกัน" พระองค์ตรัสเสียงนุ่มนวล อย่างที่อีเอื้องสายไม่เคยได้ยินมาก่อน
เอื้องสายจ้องมองตลับยาเก่า ๆ นั้นด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำตาปริ่มคลอหน่วย "ขุนหลวง…พระองค์ยังเก็บไว้อยู่อีกฤาเจ้าคะ เก่าเพียงนี้แล้ว?"
"เก็บสิ...เก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงมึงอย่างไรเล่า" พญาพรหมเสกทรงลูบไล้ตลับยาเบา ๆ "กูมิค่อยใช้มันดอก กูกลัวว่ามันจักหมด...กูเก็บไว้ดมกลิ่นหอม ให้เสมือนดั่งว่า กูได้หอมแก้มมึง ยามเวลาความคิดถึงมันรุมเร้าหัวใจ จนเกินจักทนไหว"
คำสารภาพนั้นทำให้อีเอื้องสายถึงกับหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกกาย มันไม่เคยคิดเลยว่า พญาพรหมเสกผู้ที่มักพูดน้อย เคร่งขรึม แลดูองอาจบนคอช้าง จักมีความอ่อนโยนแลปากหวานป้อคำรักให้ใจสั่นไหวได้ถึงเพียงนี้
"เจ้าพรหม..." เสียงของมันแผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
พญาพรหมเสกทรงวางตลับยาเก่าลงที่พื้น แล้วเอื้อมพระหัตถ์ทั้งสองไปกุมมือเอื้องสายไว้อย่างทะนุถนอม ทอดพระเนตรดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความรักแลความเทิดทูนในตัวพระองค์
"มึงมิรู้ดอกเอื้อง...ว่ายูกยาที่มึงให้มานั้น มันมีค่ากว่าขุมทรัพย์ใด ๆ ในเวียงสรวง เพราะมันคือความห่วงใยที่มึงมีให้ต่อกู มันคือพลังที่ทำให้กูมีชีวิตรอดกลับมาหามึงในวันนี้ เวียงชัยยังมิสงบ หัวเมืองกันชนยังต้องเฝ้าระวังเข้มงวด แลบ้านเรือนกำแพงเวียงแก้วก็ต้องบูรณะปรับปรุงมากโข กูเหนื่อยนักเอื้องเอ๋ย แต่เมื่อคิดถึงหน้ามึงก็กลับมีแรงคืนมา แลนี่คือสาเหตุที่กูจำต้องควบม้ามาถึงที่นี่ จักดีไม่น้อยหากได้มึงไปอยู่ด้วยกันกับกู"
พญาพรหมเสกทรงขยับกายเข้าไปใกล้เอื้องสาย ทรงออกแรงเพียงเล็กน้อยกระชับวงแขนกำยำที่เอวนางเข้าหาตัว จนลมหายใจอุ่น ๆ ของพระองค์รดใบหน้าของนาง เอื้องสายหลบตาลงต่ำด้วยความเอียงอายจากสายตาคมกล้าที่จับจ้อง แต่หัวใจกลับเรียกร้องสัมผัสจากชายคนรัก
พระองค์ทรงค่อย ๆ โน้มพระพักตร์ลงมาประทับจุมพิตที่หน้าผากนางเบา ๆ ความอบอุ่นจากริมฝีปากของพระองค์ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเอื้องสาย ทำให้มันรู้สึกปลอดภัยแลถูกรักอย่างหมดหัวใจ
"กูรักมึงมากหนาเอื้องสาย...รักเหลือเกิน" พญาพรหมเสกตรัสกระซิบที่ข้างหู กลิ่นหอมจากเส้นผมของนางยิ่งกระตุ้นความรักความกำหนัดในใจชายให้ลุกตื่น
เอื้องสายลืมตาขึ้นมองชายคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล มันรู้ดีว่าความรักของมันกับพญาพรหมเสกนั้น ยังมีอุปสรรคมากหลาย แต่ในเพลานี้...ที่มีเพียงพระองค์แลมัน...ความรักที่ทั้งสองมีต่อกันนั้น ดูยิ่งใหญ่แลมีค่ามากกว่าสิ่งใดในโลก
มันเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นไปโอบกอดลำคอพญาพรหมเสกไว้ แล้วซบหน้าลงที่อกแกร่ง เลื่อนมือลงลูบไล้คลอเคลียแผงอกหนา ที่มีลายอักขระมนต์ยันต์โบราณ "ข้าเจ้าก็รักขุนหลวงยิ่งนัก...รักที่สุดในหัวใจ"
พญาพรหมเสกทรงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น สัมผัสถึงความอบอุ่นแลอ่อนนุ่มตามเรือนกายของหญิงคนรัก ความปวดเมื่อยจากการต่อสู้เมื่อช่วงสายมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักที่เปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจ
ในเรือนรับรองหลังน้อย ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ความรักของพญาพรหมเสกแลเอื้องสายได้ก่อตัวขึ้นอย่างงดงามแลลึกซึ้ง ราวกับดอกเอื้องสายที่เบ่งบานสะพรั่งอยู่ในสายลมแล้ง รอวันที่จะถูกเด็ดมาเชยชมบูชาโดยคนรักที่แท้จริง
แสงแดดอ่อนยามบ่ายส่องแสงรอดหมู่มวลแมกไม้ เข้ามาถึงยังพระที่บรรทม สะท้อนกับเครื่องทองและลูกปัดหินสีบนคอของคนทั้งคู่ กลิ่นดอกพุดซ้อนที่ทัดเหน็บม้วนผมของอีเอื้องสาย ส่งกลิ่นหอมขจรขจายผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลจาง ๆ ของชายชาตินักรบ
พญาพรหมเสกคว้ามือเรียวของเอื้องสายไว้ขณะที่นางกำลังจะเอื้อมไปหยิบลูกประคบ แรงบีบนั้นหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความเว้าวอน พระองค์ดึงร่างบางให้เข้ามาแนบชิดแผ่นอกกว้าง ที่เต็มไปด้วยรอยสักยันต์อันเข้มขลัง ไม่ยอมให้มันหนีห่างออกไปไกลกายแม้เพียงเอื้อมมือ
“ทำไมเพคะ มิปวดเมื่อยแล้วหรือไร ให้ข้าเจ้าประคบยาแลบีบนวดให้เถิดหนา อย่าเอาแต่ซุกซนเช่นนี้เลย”
“เอื้อง…กูมาถึงนี่ เพราะกูรักมึงหนักหนา” สุรเสียงต่ำพร่าพูดชิดใบหู จนอีเอื้องสายขนลุกซู่ไปทั้งตัว “กูมิได้มาที่นี่เพียงเพื่อสอนเชิงดาบให้เจ้าหาญ แลประดาบกับครูบาเจ้า…แต่กูมาที่นี่ด้วยเพราะเป็นห่วงมึง ใจกูนั้นอยากพามึงไปเสียให้พ้นจากเวียงสรวง แล้วไปอยู่เวียงชัยพร้อมกันกับตัวกู แม่กูใจดีนัก พระองค์จักเมตตามึง อย่าได้กังวลด้วยชาติกำเนิด แม้นกูตั้งมึงเป็นพระชายามิได้ด้วยขนบจารีต แต่มึงจักเป็นสนมท้าวนางของกู ตำแหน่งใดสูงสุดสำหรับมึง กูนี้จักมอบให้สิ้นด้วยใจสิเน่หา จักมิยอมให้ใครมาดูหมิ่นมึงเลยหนาเจ้าเอื้องสาย”
เอื้องสายก้มหน้านิ่ง น้ำตาปริ่มคลอหน่วย สองมือน้อยสั่นเทาขณะลูบไล้สร้อยลูกปัดหินสีแดงบนแผงอกพ่อพญาหนุ่ม
“ขุนหลวงเจ้าข้า...ใจอีเอื้องนั้นอยู่กับฝ่าพระบาทตั้งแต่วันแรกแล้วหนา จำได้หรือไม่ ที่หน้าพลับพลาในคืนวันฝนพลำ ข้าเจ้ามองเห็นพระบาทที่มาหยุดชะลออยู่ตรงหน้า แค่เพียงเท่านั้น ข้าเจ้าก็หลงรัก รักในชายผู้มากฝีมือแลงามสง่า แต่ยามนี้เจ้านางซอมพอ...พระนางเองก็ทรงมีคุณท่วมหัวต่อข้า ดูแลอีเอื้องประหนึ่งน้องสาวร่วมอุทร ในยามที่เวียงสรวงมืดมัวเช่นนี้ ข้าเจ้าจักทิ้งพระองค์ไปเสวยสุขยังเวียงชัยได้อย่างไรกัน”
“แล้วกูเล่าเอื้อง? กูจักต้องรอมึงไปจนถึงเมื่อใด มึงมิเห็นใจกูบ้างเลยฤา?” พญาพรหมเสกเชยคางมนขึ้น ดวงตาคมกล้าบัดนี้วาวโรจน์ด้วยความรักและความปรารถนาที่เก็บกั้นมันเอาไว้ “กูพกตลับยาของมึงติดตัว...ดมกลิ่นมันต่างหน้ามึงทุกคืนวัน จนกูนี้แทบจักเป็นบ้าอยู่แล้วหนา!”
พระองค์ทรงโน้มพระพักตร์ลงหอมแก้มนวล ที่มีสีชมพูระเรื่อ แล้วเลื่อนลงซุกไซ้ที่ซอกคอขาวนวล กลิ่นหอมสะอาดของสาวเวียงสรวงทำเอาสติของพญาหนุ่มเตลิดเปิดเปิง เอื้องสายครางแผ่วในลำคอ สองมือที่พยายามผลักไสบ่ายเบี่ยง กลับเปลี่ยนเป็นโอบกอดลูบไล้แผ่นหลังกว้าง รอยสักรูปพยัคฆ์ใต้ผิวหนังของวรองค์สูงใหญ่ ดูขยับเคลื่อไหวราวมีชีวิต จนแผ่ความร้อนลุ่มให้ไหลเวียนเคลื่อนย้ายมาสู่กายนาง
“ขุนหลวง...อย่าเจ้าข้า...ประเดี๋ยวมีคนอื่นมาเห็นเข้า” แม้ปากจะห้ามปราม แต่ร่างกายสาวกลับตอบสนองต่อสัมผัสอันจาบจ้วงนั้นอย่างซื่อตรง
"กูลงกลอนแล้ว ใครกันจักมาเห็น” พญาพรหมเสกมิฟังคำทัดทาน ทรงรวบตัวนางวางลงบนพระที่บรรทม ผ้าพาดไหล่ผืนบางของเอื้องสายหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นนวลไหล่ขาวผ่อง สร้อยลูกปัดหินสีที่กระทบกันดัง กริ๊ก...กริ๊ก...ตามจังหวะลมหายใจที่หอบกระชั้นของคนทั้งคู่
“ที่นี่ห้องหับของกู ลับตาคนนักเอื้องเอ๋ย...หากมึงยังไปกับกูมิได้ในยามนี้ อย่างน้อยก็ขอให้กูได้ฝากฝังความรักเอาไว้ในกายมึงเถิดหนา ให้ลมหายใจของเราสอง จงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวตลอดไปเถิดเจ้าดวงใจ”
สิ้นคำหวานป้อรักที่กลั่นออกมาจากใจนักรบผู้ปากหนัก พญาพรหมเสกก็ประกบริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของเอื้องสายอย่างดูดดื่ม เป็นจุมพิตที่ร้อนแรงดั่งไฟป่าแผดเผา ราวคนหลงทางโหยหิวน้ำท่า ทุกสัมผัสมีรสหวานล้ำดั่งน้ำผึ้งเดือนห้าบนยอดไม้คาคบ ผ้าผ่อนถูกดึกกระชากจนหลุดลุ่ย สองร่างบดเบียดเสียดแนบชิด จนสร้อยลูกปัดแลเครื่องทองบนเรือนกายกระทบกัน จนเป็นท่วงทำนองแห่งความโหยหา
ในห้องที่มีเพียงแสงแดดอ่อนรอดเงาใบไม้ที่พริ้วไหวด้วยแรงลม ความรักที่ล้นอกของคนหนุ่มสาวดั่งเชื่อเพลิงที่ถูกจุดติดขึ้นมาจนยากจะมอดดับลงได้ ทั้งคู่ต่างปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับกระแสสิเน่หา โดยหลงลืมไปชั่วขณะถึงผีเจ้าบรรพบุรุษคุ้มกาย แลยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตนถือครอง ลืมสิ้นแม้กระทั่งหน้าที่อันหนักอึ้ง ที่รออยู่เบื้องนอกเรือนพักแห่งนี้...
เวลาผ่านไปนานเท่าใดหารู้ไม่ เสียงเรียกจากด้านนอกดังขึ้น ทำเอาคนทั้งสองต้องสะดุ้งตื่น อีเอื้องลืมตาขึ้นมองหน้าคนที่นอนข้างมัน พระองค์ตื่นก่อนแล้ว ทรงจ้องมองหน้ามันด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
“จักมองอันใดนักหนา มีคนเรียกหาพระองค์อยู่หน้าเรือน จักมิลุกไปดูฤา”
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH