ยามรุ่งอรุณก่อนตะวันขึ้น ลู่ซือเดินมาที่หน้าผาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลมากนักหลังที่พัก ขลุ่ยเซียนถูกหยิบขึ้นมา ในยามนี้บทเพลงกงจื่อถูกหยิบขึ้นมาบรรเลง ไม่นานนัก ฝูงนกอสุนีเพลิงนับพันบินขึ้นมาจากหน้าผาด้านล่างอีกครั้ง หากแต่ในครั้งนี้พวกมันไม่ได้บินวนตามจ่าฝูงบนฟ้าเฉกเช่นวันก่อน
ในวัฏะก่อน ลี้เฟยได้ใช้ปราณจักรพรรดิในยามนั้น คิดค้นบทเพลงที่สร้างเสียงขึ้น การดำเนินของบทเพลง ถูกเรียงร้อยอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ที่สำคัญคือจังหวะและทำนองที่ถูกส่งออกมา สามารถแปรเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็ภาษาแห่งอารมณ์ เป็ภาษาที่ทุกเผ่าพันธุ์ฟังแล้วเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน สัตว์อสุรา สัตว์นรกภูมิ ปิศาจ หรือเทพเซียน ต่างเข้าใจและเป็สื่อกลางที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอันสงบ เกิดสุนทรียภาพแห่งจิต ถือเป็บทเพลงที่เป็มรดกของปรมาจารย์ลี้เฟยที่มีคุณค่ายิ่งั้แ่ยุคโบราณ
บทเพลงกงจื่อ ที่ถูกขับขาน ได้ถูกส่งออกมาพร้อมปราณพิเศษ ผู้ได้ยินได้ฟัง นอกจากจะเกิดความสุนทรีย์ ความสงบแล้ว ยังให้ประโยชน์ในเื่การบำบัดรักษา เรียกว่า กงจื่อบำบัด ถือเป็กระบวนการรักษาโรคด้วยเสียงเพลงบรรเลง ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเคยทำได้ั้แ่ครั้งอดีตกาล
กงจื่อบำบัด ลี้เฟยเคยใช้ในการรักษาอาการาเ็ให้กับหยานเอ๋อในอดีต เมื่อครั้งเข้าทำลายกองกำลังปิศาจมายาที่หนีออกมาจากดินแดนแห่งภูมิโลกันต์ อาการาเ็ในครั้งนั้น ทำร้ายพลังจิตของนาง ลี้เฟยได้ใช้พลังแห่งกงจื่อในการทำลายพิษมายาที่แทรกเข้าในร่าง และสร้างภูมิใหม่ให้กับนางได้สำเร็จ ทำให้ในร่างของหยานเอ๋อจากนั้น มีปราณกงจื่อไหลเวียนในร่างตลอดเวลา
และในกาลต่อมา เมื่อนางก้าวเข้าสู่การเป็จักรพรรดิ นางเองได้ควบรวมจิตสร้างเป็จักระกงจื่อไว้ในจิตของนางได้สำเร็จ ซึ่งพลังแห่งกงจื่อนี้ ได้ใช้ช่วยสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้งในขอบเขตอนันตมิติและนอกเขตอนันตมิติมาอย่างต่อเนื่อง
เสียงขลุ่ยที่บรรเลงในยามนี้ก็เช่นกัน ลู่ซือในยามนี้ มีพลังปราณระดับกึ่งราชัน เป็ไปไม่ได้ที่จะมีพลังเทียบเทียมกับพลังจักรพรรดิปราชญ์ในกาลก่อน หากแต่ประสบการณ์ที่ได้หยั่งรู้ ทำให้บทเพลงที่เป่าออกมา ส่งพลังแห่งกงจื่อได้เป็อย่างดี
ฝูงนกนับพัน ต่างบินขึ้นมาเกาะตาขอบผา ขอบป่าไม่ไกลนักจากลู่ซือยืนอยู่ พวกมันหลับตา และรับรู้ได้ถึงพลังแห่งเสียง ไร้ซึ่งการขยับตัว ไร้ซึ่งการขยับปีก มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดไม่หยุด กับใบไม้ที่พัดปลิวเป็เสียงประกอบบทเพลงที่ขับขานออกมาจากพลังของขลุ่ยเซียน
ใน่เวลาเดียวกัน เ้าสำนักและผู้าุโ และเหล่าศิษย์แต่ละอาราม เมื่อได้ยินเื่ราว ต่างมุ่งหน้ามายังชายป่าที่อยู่อีกด้านของสำนัก ตามติดเ้าสำนักมาจำนวนมาก เมื่อได้เห็นเหล่านกนับพัน หัวใจก็สั่นสะท้าน นี่คือนกอสุนีเพลิงที่มีความดุร้ายและมีระดับพลังสูง
นิสัยโดยปกติของพวกมันคือ มันจะไม่เคยยุ่งกับผู้คนเลยนับแต่อดีตกาล ยกเว้นว่าหากมีใครไปทำร้าย คนผู้นั้นก็ไม่เหลือแม้แต่ซากให้ได้เห็น เรียกได้ว่า เป็ที่รู้กันและถือว่าเป็เขตต้องห้าม มิให้ผู้ใดย่างกรายเข้าไปนานนับแต่อดีตกาลแล้ว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และเป็การแบ่งเขตการอยู่ร่วมกันอย่างสงบอีกด้วย
บทเพลงแห่งกงจื่อมีเก้าบทเพลง ลู่ซือเป่าขลุ่ยเซียนโดยเริ่มจากปฐมบท ไล่ลำนำต่อเนื่องไปจนถึงบทที่แปด ยังไม่ทันจบดี นกอสุนีเพลิงจำนวนหนึ่งสยายปีกและบินขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือหุบผา จากนั้นจึงส่งเสียงร้องดังสนั่นหุบเขา
ปีกที่กระพือบิน พลันสยายออกใหญ่ขึ้น พลังเปลวเพลิงที่ออกจากปากของนกอสุนีแต่ละตัวร้อนแรงกว่าแต่ก่อน ผู้คนที่ยืนมองดูต่างตกตะลึงในการเปลี่ยนแปลงของนกเหล่านี้ ในพริบตาร่างของนกอสุนีที่บินขยายใหญ่โตขึ้นอีก พลังปราณที่แผ่ขยายมาเรียกได้ว่า หลายตัวเพิ่มระดับพลังอย่างต่อเนื่อง ไต่ไล่ระดับเป็ระดับอสุราห้า หก เจ็ด และแปดโดยทีเดียว พลังในระดับนี้ แม้แต่เ้าสำนักเองก็ยังหวั่นใจหากฝูงนกเหล่านี้เข้าโจมตีผู้คนในสำนัก
ในระดับพลังอสุราระดับแปดนี้ มีเพียงสี่ตัวที่ผู้คนทั่วไปััได้ หนึ่งในสี่ตัวที่เห็นคือจ่าฝูงนั่นเอง แม้จะมีระดับแปดเช่นอีกสามตัว แต่เรียกได้ว่าไม่ช้าจะเลื่อนสู่ระดับเก้า พลังไฟที่พ่นออกมาจากปากแต่ละครั้ง ช่างร้อนแรงและไกลทีเดียว ช่างเป็พลังที่เกิดขึ้นกล้าแข็งในชั่วเวลาหนึ่งหรือสองชั่วยามหลังจากที่ได้รับฟังบทเพลงแห่งกงจื่อ
ทว่าฝูงนกเหล่านี้ นอกจากจะไม่บุกโจมตีแล้ว หลังจากเพิ่มเป็ระดับอสุราที่สูงขึ้นแล้ว พวกมันต่างบินวนมาทางลู่ซือ พร้อมส่งเสียงเรียก และลู่ซือย่อมััได้ถึงมิตรภาพที่พวกมันได้ส่งกลับมาด้วยสายตา จากนั้นแล้วพวกมันต่างก็ทะยอยบินกลับรังไปอย่างสงบ
เป็เวลาร่วมสองชั่วยามที่เหตุกาณ์นี้เกิดขึ้น จากนั้นก็ทิ้งไว้แต่ความสงบ กับผืนป่าบางส่วนที่โดนเพลิงจากนกอสุนีเพลิงเ่าั้เผาผลาญราบเรียบ แม้กระทั่งบางส่วนของหินและพื้นดินก็ถูกหลอมเหลวลึกลงไปในผืนดิน
เ้าสำนักและเหล่าาุโย่อมสังเกตได้ในคราวนี้ว่า เกิดเหตุการณ์อะไรกับฝูงนก และ้าตรวจสอบให้แน่ใจวา่ใครเป็ผู้ชักนำให้เกิดเหตุครั้งนี้ ทว่าเมื่อได้ดูแล้ว ก็มีเพียงลู่ซือที่ยืนอยู่ตามลำพังใกล้ฝูงนักมากที่สุด
แม้จะไม่แน่ใจ แต่ก็จำเป็ต้องไต่ถามให้แน่ชัดถึงความเป็ไปที่เกิดขึ้น
"ลู่ซือ..." เสียงเ้าสำนักดังก้องกังวาล
"เ้าตามไปพบข้า..." ไม่รอให้เสียงก้องกังวาลเงียบลง เ้าสำนักพร้อมเหล่าผู้าุโกับต่างกลับไปยังโถงสำนักทันที
")0("
"มีเหตุอันใดต้องเรียกข้าไปในยามนี้ ..."