“หา! เอิ่ม…เพคะ?” หลุดปากเสียงดังใส่อย่างแข็งกร้าวจนต้องรีบเปลี่ยนท่าที
“ข้าไปอุดหนุนร้านเ้าเป็ประจำเลยนะ เ้ายังทักทายข้าทุกครั้งแท้ๆ เหตุใดวันนี้แม่นางกลับลืมเลือนเสียแล้ว”
อาเฟิงปล่อยออร่าสังหารในระยะประชิดแบบนี้ เสียวอีกฝ่ายจะชักกริชมาแทงสีข้างกันมากๆ
“ข้าชอบชาไข่มุกที่โรงน้ำชาของเ้ามาก” องค์ชายเปลี่ยนมาเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ มากขึ้น
“จริงด้วย!”
ตัวร้ายในเื่เลี่ยงการถูกจับคลุมถุงชนด้วยการไปเปิดร้านโรงน้ำชากับเพื่อนสนิทนี่นา
ทั้งสองคนมองมาที่ฉันเหมือนมองคนประหลาด เมื่อกี้ดันลืมตัวทำเหมือนไม่รู้เื่ตัวเองไปแบบนั้น ตอนนี้เลยต้องหันหน้าหนี (หันตัวหนีไม่ได้เพราะติดว่าอาเฟิงช่วยพยุงอยู่) จากนั้นก็คิดๆๆ คิดหาทางแถ ไม่ใช่ๆ หาทางออกจากเื่นี้
“เอ่อ…หม่อมฉันหมายถึง จริงๆ ด้วยเพคะ” พูดตะกุกตะกักขั้นสุด ถ้าโดนสอบปากคำตำรวจคงจับติดคุกไปแล้ว
ไม่ๆ ฉันไม่ได้พูดติดขัดสักนิด ลิ้นมันพันนิดหน่อยเพราะพูดเยอะไปเท่านั้นแหละ “หม่อมฉันก็ว่าคุ้นหน้าพระองค์จากที่ไหน”
เขายกยิ้มอ่อนโยนเข้าใจ แม้ไอ้เงาดำข้างๆ ฉันจะทำตัวขวางโลกยิ่งกว่าเดิมก็เถอะ
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยิัที่มือฉันไปมา
“เดี๋ยวข้าไปส่งเ้ากลับร้านเอง เย็นๆ เช่นนี้คนไม่เยอะ”
“ไม่เป็ไรดีกว่าเพคะ” ค่อยๆ ดึงมือกลับ
“เ้าไม่อยากอยู่กับข้ารึ หรือรังเกียจที่ข้าเป็คนพิกลพิการ”
เอาอีกแล้วทำสีหน้าสลดอีกแล้ว ทำเสียงเหมือนตัวเองเป็ขอทานแล้วก็ก้มหน้าคอตก
นางร้ายอย่างฉันไม่มีทางหลงกล…
“เชิญนำเสด็จเลยเพคะ” ตอบอย่างไว
นี่ไม่ได้เรียกว่าหลงกลนะ แบบนี้เรียกว่าการโอนอ่อนโดยละมุนละม่อม
✧┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈✧
ฉันหน้าเจื่อนทันทีเมื่อมองอาคารที่มีป้ายติดว่าโรงน้ำชาตรงหน้า
ขาซ้ายอยากก้าวกลับจวนส่วนขาขวาอยากวิ่งออกนอกเมืองไปเลย
“ชีวิตตัวร้ายนี่มันลำบากจริงๆ”
โครมคราม
เสียงเหมือนของแข็งอะไรสักอย่างฟาดลงมา
“แย่แล้ว” รีบวิ่งเข้าไปด้านใน
เพราะสถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวย ฉันเลยต้องฝืนเพิกเฉยความเ็ปอย่างช่วยไม่ได้
“แม่นางผิงอันเ้าาเ็อยู่นะ อย่าเคลื่อนไหวเช่นนั้นสิ” องค์ชายห้ารีบท้วงก่อนจะหันไปค้อนวงใหญ่ใส่องครักษ์ของตัวเองที่ปล่อยให้ฉันหลุดไปได้
ฉันนิ่วหน้ารู้สึกว่าตรงข้อเท้าที่แดงๆ อยู่มันจะบวมขึ้นเลย ทว่ายิ่งเข้าไปในโรงน้ำชาเข้าใกล้ชั้นสองเท่าไหร่ เสียงก็ยิ่งดังชัดขึ้น จนต้องรีบะโ
“หยุดนะ!!!”
ฉันกวาดสายตามองไปทั่วห้องหาตัวพวกคนอันธพาล ก่อนจะหยุดสายตาที่สิ่งมีชีวิตเดียวตรงหน้า
“ไปไหนมา” หญิงสาวในชุดฮั่นฝูสีเขียวอ่อนลวดลายดอกเหมยเป็เอกลักษณ์ยืนเท้าสะเอวมองอย่างไม่พอใจแรง
หล่อนโบกสะบัดไม้ปัดฝุ่นในมือไปตามโต๊ะไม้จนถึงเมื่อครู่ ส่วนตอนนี้ก็…
“บอกมา! ทำไมไม่ยอมมาทำงานหา! ผิงอัน”
“เธอไม่ได้ถูกทำร้ายเหรอ”
หล่อนทำหน้างง ฉันนี่สิต้องงง ตามต้นฉบับน่ะร้านนี้จะเต็มไปด้วยอันธพาลมาหาเื่ไม่เว้นวัน และเหยื่อก็คือ…
“ฉัน เอ่อ ข้าใรีบวิ่งมาเพราะได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากในร้าน”
ทั้งที่ฉันจริงจังแต่จู่ๆ หญิงสาวก็กลับกลั้นขำเดินเอาไม้ปัดพื้นไปเก็บ ทว่าก่อนที่จะได้เอ่ยปากถามอะไรฉันแทบจะแทรกแผ่นดินหนีความอับอายเมื่อ…
“หมายถึงเสียงนี้เหรอ”
หล่อนยกเก้าอี้ข้างตัวขึ้นคว่ำบนโต๊ะดังโครมคราม
!!!
ไอ้ที่โครมครามตูมตามนั่นเสียงเก็บโต๊ะหรอกเร๊อะ!!!
“แม่นางเจียงดูแลร้านดีมาก ดูแลดีจนพวกขุนนางแถวนี้คงได้ดิ้นอิจฉาเป็แถวๆ ที่นี่ยังไม่เคยมีเื่มีราวให้จ่ายส่วยเหมือนร้านอื่นๆ เลยสักนิด” เสียงนุ่มดังมาจากคนที่เพิ่งมา แต่ฉันเห็นนะว่าอาเฟิงกลั้นขำอ่ะ
พออาเฟิงเข็นวิวแชร์มาปุ้บ แม่นางเจียงก็คารวะพอเป็พิธีปั๊บ
ไอ้คนที่แง่งๆ ใส่ฉันมาตลอด ทีกับแม่นางเจียงล่ะมองอย่างเลื่อมใสเชียว แต่ก็ไม่แปลก
ไม่แปลกเพราะแม่นางเจียงเป็นางเอกน่ะสิ นอกจากตัวร้ายมันจะไปมีคนเกลียดได้ยังไง
ไอ้ที่แปลกกว่าคือการที่ตัวร้ายกับนางเอกเป็เพื่อนกันจนถึงขั้นหุ้นธุรกิจทำโรงน้ำชานี่แหละ
ตามท้องเื่ก็คือตัวร้ายจะต้องถูกที่บ้านบังคับหาเื่ให้แต่งงานแต่เพราะว่าความรักต่อพระเอกมันบังตา!
ก็เลยไปสนับสนุนนางเอกที่อยากเปิดร้านแต่ไม่มีตังค์เพื่ออ้างว่าติดงานจะได้หนีออกจากจวน
แล้วบทก็จะโคตรน้ำเน่า ปูให้ลูกค้าที่ร้านมีทั้งพวกอันธพาลและพวกเฒ่าหัวงูที่พร้อมจะลวนลามนางเอกไม่เว้นวัน ทันใดนั้นในท้ายที่สุดอัศวินขี่ม้าขาวอย่างพระเอกก็ต้องมาช่วย
แต่ทั้งที่ควรจะเป็แบบนั้นแต่ทำไมมันเป็แบบนี้!!!!