“ท่านแม่จะยอมให้ฮูหยินใหญ่รังแกท่านไปจนถึงเมื่อไหร่หรือขอรับ หากท่านอยู่ที่นี่แล้วไม่มีความสุข มิสู้พวกเราออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกกันตามลำพังไม่ดีกว่าหรือ” ถังเซี่ยหยูพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“แล้วอนาคตของเ้าเล่า หากเ้ายังอยู่ในจวนนี้เ้าก็ยังมีสถานะเป็ถึงคุณชายรอง แต่ถ้าเราออกไปอยู่ข้างนอก พวกเราก็จะมีชีวิตไม่ต่างจากคนธรรมดา” ซูเจินบอกกับลูกชาย
“แต่หากตำแหน่งคุณชายรองของข้าต้องแลกมาด้วยการที่ท่านแม่ถูกคนดูถูกเช่นนี้ข้าก็ไม่้าตำแหน่งคุณชายรองนี้แล้ว”
‘ถังเซี่ยหยู’ เป็คุณชายรองที่เกิดจากอนุภรรยาของจวนสกุลถัง บิดาของเขาคือถังเยี่ยเป็รองเ้ากรมอาญา ผู้คนต่างนับถือในความซื่อสัตย์และเที่ยงตรงของรองเ้ากรมถังเป็อย่างมาก แต่ใครจะรู้ว่าสภาพภายในจวนของเขานั้นยุ่งเหยิงเพียงใด
ถึงแม้ภายในจวนของรองเ้ากรมถังจะมีอนุภรรยาคือซูเจินหรือซูอี๋เหนียงแค่คนเดียว แต่ฮูหยินเอกของเขากลับไม่ยอมให้หลังบ้านสงบสุขเลยสักวัน ฮูหยินเอกมักจะหาเื่ชวนทะเลาะหรือใช้งานซูอี๋เหนียงไม่ต่างจากบ่าวรับใช้คนหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้นซูอี๋เหนียงก็ไม่เคยปริปากบ่น นั่นเพราะนางเข้าใจดีถึงความรู้สึกของฮูหยินใหญ่ อีกทั้งนางก็กำลังทำเพื่อบุตรชาย เพราะหากนางไม่ยอมทำตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่ ถังเซี่ยหยูก็จะถูกฮูหยินใหญ่สั่งทำโทษ ปีนี้ลูกชายของนางอายุสิบสามปีแล้ว นางไม่อยากให้ลูกชายที่กำลังย่างเข้าสู่วัยหนุ่มต้องมาถูกทำโทษให้รู้สึกอับอาย
“ฮูหยินใหญ่ก็ไม่ได้ร้ายกาจเหมือนที่เ้าว่ามาเสียหน่อย เพียงแต่นางขาดความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น แต่ยังไงก็เถอะท่านพ่อก็ยังดีกับเ้าอยู่ไม่ใช่หรือ ยังมีคุณชายใหญ่อีกคน เขาก็รักเ้าไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆ เลยนะ เ้าจะตัดใจทิ้งพวกเขาไปได้จริงๆ หรือ”
คุณชายใหญ่ที่ซูอี๋เหนียงกำลังพูดถึงคือ ‘ถังมู่หยาง’ เป็บุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ถังมู่หยางไม่เหมือนกับมารดาที่คอยจงเกลียดจงชังซูอี๋เหนียงและถังเซี่ยหยู เขาเคารพซูอี๋เหนียงและรักน้องชายจากใจจริง เพียงแต่เขาไม่อยากมีปัญหากับมารดา จึงปล่อยให้นางต่อว่าน้องชายได้ตามใจ พอลับหลังเขาก็จะคอยซื้อขนมมาปลอบใจน้องชายอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ถังเซี่ยหยูไม่ใช่เด็กเล็กเหมือนในอดีตแล้ว ขนมที่เคยใช้ปลอบโยนน้องชายจึงไม่ได้ผลอีก
“พอข้าพูดถึงเื่นี้ทีไร ท่านแม่ก็ชอบยกเื่ของพี่ใหญ่กับท่านพ่อขึ้นมาพูดทุกที” ถังเซี่ยหยูเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ท่านแม่ก็รู้ว่านอกจากท่านแล้วก็ยังมีท่านพ่อกับพี่ใหญ่นี่ล่ะที่เป็จุดอ่อนของข้า”
เป็ความจริงอย่างที่มารดาพูด ถึงแม้ภายนอกท่านพ่อดูจะไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไหร่ แต่ที่ท่านทำไปก็เพื่อปกป้องเขา เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านให้ความสนใจกับเขามากๆ ฮูหยินใหญ่ก็มักจะหาเื่ทำโทษเขาอยู่ตลอด ท่านพ่อก็เลยต้องยอมถอยห่างออกไป แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังหาเด็กหนุ่มฝีมือดีมาเป็ผู้ติดตามให้เขาอยู่หลายคน และที่ดูจะถูกใจเขาที่สุดก็คือ ‘ถังฮั่ว’
ส่วนพี่ชายของเขานั้นก็ไม่ต้องพูดถึง ขนมปลอบใจแค่เพียงเล็กน้อยนั้นไม่ได้สร้างความดีใจให้เขาขนาดนั้น แต่ที่เขาประทับใจในตัวพี่ชายก็คือตอนที่เขากับพี่ชายเพิ่งเริ่มฝึกวรยุทธ์ใหม่ๆ ตัวเขาเองคิดว่าวรยุทธ์ของตนนั้นสูงส่งยิ่งนัก เขาจึงเที่ยวไปหาเื่ทะเลาะวิวาทกับคนอื่นอยู่ร่ำไป มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปมีเื่กับอันธพาลตัวใหญ่เข้า ตอนนั้นเขาเพิ่งจะสิบขวบและพี่ชายเพิ่งจะสิบสองขวบ ตอนที่พวกเขากำลังถูกทุบตี พี่ชายก็คอยเอาตัวเข้ามากอดเขาไว้เพื่อไม่ให้อันธพาลมาทำร้ายเขาได้ ปรากฏว่าวันนั้นถังมู่หยางต้องนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ออกไปไหนอยู่เป็เดือน และยังมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่พี่ชายมักจะคอยปกป้องเขา
ถังเซี่ยหยูถอนหายใจ “ตามใจท่านแม่ก็แล้วกันขอรับ หากว่าท่านแม่ทนไม่ไหวเมื่อไหร่ พวกเราก็จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้ทันที”
เมื่อเห็นว่าตนเองกล่อมลูกชายจนอารมณ์เย็นลงแล้ว ซูอี๋เหนียงก็แอบยิ้มอย่างดีใจ “แม่จะทำของโปรดให้เ้ากินดีไหม วันนี้อยากกินอะไรบอกแม่ได้นะ”
“ท่านแม่ทำอะไรข้าก็ชอบทั้งนั้นขอรับ” ถังเซี่ยหยูไม่ได้ตอบไปเพื่อให้มารดาดีใจ แต่เขาเป็คนชอบกินของอร่อยจริงๆ ในเมืองหลวงแห่งนี้มีร้านไหนที่เขายังไม่เคยเข้าไปลองชิมบ้าง ไม่ว่าจะเป็ภัตตาคารใหญ่โต หรือแม้แต่อาหารที่ชาวบ้านหาบใส่กระบุงมาขาย หากว่ามีคนแนะนำว่าอร่อยเขาก็จะไปลองชิมทันที
“อืม...แม่ทำเกี๊ยวนึ่งให้เ้ากินก็แล้วกัน” ซูอี๋เหนียงยิ้ม
“ไส้กุ้งนะขอรับ ข้าอยากกินเกี๊ยวไส้กุ้ง”
ซูอี๋เหนียงหันมาส่ายหน้าแล้วยิ้มให้ลูกชายอีกรอบ “เวลาคนอื่นโมโหก็มีแต่จะพาลกินอะไรไม่ลง แต่เ้าไม่ว่าจะโมโหหรือดีใจกลับยังกินอาหารได้หน้าตาเฉย ดีแล้วล่ะที่เ้าไม่คิดที่จะเข้าร่วมกองทัพ ไม่เช่นนั้นพ่อครัวในกองทัพคงปวดหัวกับความอยากอาหารของเ้าแน่ๆ”
“เซี่ยหยู ต่อไปพี่ชายของเ้าคงเข้าทำงานที่กรมอาญาเหมือนกับพ่อของเ้าแน่ แล้วเ้าล่ะเ้าอยากทำอะไร หรือว่า...เ้าจะมาทำงานให้ตำหนักอ๋องของข้าดี พอดีเลย ข้ากำลังอยากได้ผู้ติดตามที่รู้ใจอยู่ทีเดียว” หลิงอ๋องหรือเฉินอี้หลิงเป็พระอนุชาองค์เล็กของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ใช่พี่น้องร่วมอุทรแต่ฮ่องเต้ก็รักน้องชายองค์เล็กคนนี้มาก
“ทำงานให้เ้าก็เท่ากับทำงานให้ราชสำนักน่ะสิ ไม่เอาหรอก ข้าไม่อยากทำงานน่าเบื่ออย่างนั้น” ถังเซี่ยหยูรีบปฏิเสธ
“ทำงานให้ราชสำนักแล้วยังไง อำนาจของเ้าจะยิ่งใหญ่ล้นฟ้า ต่อไปก็จะไม่มีใครมารังแกเ้าได้” องค์ชายสามหรือเฉินเฟยเทียนเดินเข้ามาได้ยินพอดี “หรือว่าเ้าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้าแล้วว่าเ้าสองคนจะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่และจะไม่ทอดทิ้งข้า”
ถังเซี่ยหยูเป็สหายสนิทขององค์ชายสามเฉินเฟยเทียนและหลิงอ๋อง มิตรภาพของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่พวกเขาแอบเข้าไปดูพนันที่บ่อนไก่ชน พอถูกผู้คุมบ่อนจับได้ เด็กชายทั้งสามคนต่างก็วิ่งหนี หลังจากนั้นพวกเขาก็บังเอิญได้พบกันในสถานการณ์คับขันอยู่อีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็บ่อนพนันน้อยใหญ่ โรงม้าแข่ง และที่พบกันบ่อยที่สุดก็คงจะเป็บ่อนไก่ชนนี่เอง เมื่อโชคชะตากำหนดให้พวกเขาต้องรู้จักกันแล้ว สุดท้ายเด็กหนุ่มทั้งสามจึงสาบานเป็พี่เป็น้องกันให้มันสิ้นเื่สิ้นราวกันไปเสียเลย
“เสด็จอา...” องค์ชายสามยังพูดไม่ทันจบก็ถูกหลิงอ๋องขัดขึ้น
“ขนลุกน่า เอาไว้เรียกข้าว่าเสด็จอาตอนอยู่ข้างนอกก็แล้วกัน” หลิงอ๋องทำท่าขนลุกจนน่าหมั่นไส้
“ก็ได้ ข้าได้ยินว่าเสด็จพ่อกำลังจะหาสตรีมาหมั้นหมายให้เ้าอยู่นะอี้หลิง” องค์ชายสามพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“เป็คุณหนูบ้านไหนล่ะ” หลิงอ๋องถามอย่างไม่ใส่ใจ
“เ้าไม่ใหรือ ข้าได้ยินทีแรกยังใเลย”
“ใทำไม ที่เสด็จพี่ทำไปก็คงเพราะไม่อยากให้ข้าต้องเข้าไปปวดหัวกับเื่ราวในราชสำนัก เพราะฉะนั้นเสด็จพี่จะต้องเลือกคุณหนูจากครอบครัวขุนนางเล็กๆ ให้ข้าแน่ แบบนี้ก็ดี...ข้าชอบ หรือเ้าคิดว่ายังไงเซี่ยหยู”
“แต่สำหรับข้า ข้าจะหาเ้าสาวของข้าเอง ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาคลุมถุงชนข้าได้เป็อันขาด” ถังเซี่ยหยูพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“น่าสงสารก็แต่เ้านะเฟยเทียน” หลิงอ๋องมองดูเพื่อนรักในคราบหลานชายอย่างเห็นใจ “เสด็จพี่คงหาพระชายาให้เ้าได้แล้วสิ เป็ลูกหลานของเสนาบดีฝ่ายไหนล่ะ”
“ใครบอกว่าเสด็จพ่อเป็คนหาพระชายาให้ข้า” รัชทายาทยิ้มกริ่ม “ข้าบอกกับเสด็จพ่อเองต่างหากว่าข้าอยากจะแต่งงานกับใคร”
หากใครมาได้ยินคงคิดไปว่าพวกเขาทั้งสามคนคงอยู่ในวัยหนุ่มที่ใกล้จะออกเรือนเต็มทีแล้ว แต่พวกเขาเป็เด็กอายุเพียงแค่สิบสามปีเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แปลกสำหรับยุคนี้ พวกเขาถูกเลี้ยงดูให้โตเกินวัยกันมาตั้งนานแล้ว บางคนอายุยี่สิบปีก็มีลูกกันแล้วด้วยซ้ำ
อีกทั้งไม่กี่ปีข้างหน้าเด็กหนุ่มทั้งสามก็จะเข้าพิธีสวมกวานกันแล้ว นั่นก็เท่ากับว่าเวลาที่พวกเขาจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่นั้นก็ใกล้เข้ามาทุกที คิดเื่คู่ครองกันไว้ั้แ่ตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเร็วเกินไป ก็เหมือนกับเด็กสาวที่มีอายุครบสิบห้าปีที่ต้องเข้าพิธีปักปิ่น เพราะพิธีการนี้จะเป็เครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวผู้นั้นได้ก้าวเข้าสู่วัยสาวและพร้อมที่จะออกเรือนแล้วเช่นกัน
บทสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสามถูกหัวหน้าองครักษ์ลับของฮ่องเต้แอบฟังั้แ่ต้น เมื่อเห็นว่าหัวข้อสนทนาของพวกเขากลายเป็การปรึกษากันเื่ที่จะเข้าไปเสี่ยงโชคในบ่อนการพนันแล้ว องครักษ์ลับก็กลับวังหลวงเพื่อไปรายงานกิจวัตรขององค์ชายสามและสหายให้ฮ่องเต้ทรงทราบทันที