"พายุชะล้างสิ่งมากมายไปแต่มีสิ่งหนึ่งที่ชะล้างไม่ได้ คือรอยเท้าที่ก้าวในที่ที่ยากที่สุด นั่นคือก้าวที่ยังคงเดินเข้าหาคนที่รัก"
ดอกไม้ที่บานในกิ่งที่ยังหนาว และ ฤดูใบไม้ผลินั้นไม่ได้มาพร้อมกัน
มันบานทีละดอก ทีละดอก บางกิ่งยังรอความหนาวผ่านไป บางกิ่งบานแล้ว
ดอกไม้ที่บานก่อน ไม่ใช่เพราะมันไม่กลัวความหนาว
แต่เพราะมันรอไม่ได้เพราะในตัวมันมีบางอย่างที่แฝงไปด้วยความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความหนาว
สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ทำให้ตัวมันเองในเวลาที่ไม่ถูกต้องกลับกล้าทำในสิ่งที่จิติญญาเชื่อว่าถูกต้อง
ความรักคือสิ่งนั้น ความรักไม่เคยรอให้เวลาพร้อมค่อยปรากฏความรักปรากฏเมื่อมันพร้อม ไม่ว่าข้างนอกจะเป็พายุที่โหมกระหน่ำในฤดูหนาวหรือความสงบผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
☽ อารัมภบทสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากพายุ ☽
มีบางสิ่งที่ อู๋หลิงซาง สังเกตเห็นในวันที่สองหลังจากทุกอย่างจบลง
มันเป็สิ่งเล็กมากเล็กจนคนอื่นอาจมองว่าไม่มีนัยสำคัญ
แต่เขาเป็หมอ และหมอรู้ว่าสิ่งเล็กๆบางอย่างนั้นสำคัญกว่าอาการใหญ่โตที่แสดงออกมา
สิ่งนั้นคือ เมื่อเขาวางมือบนข้อมือซ้ายของ เซิ่นอวี๋เพื่อตรวจรอยแผลเป็ที่ยังอุ่นอยู่หลังการต่อสู้เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ปกติไม่มีอยู่ที่นั่น
ไม่ใช่พิษ ไม่ใช่าแไม่ใช่สิ่งที่ตำราแพทย์ทุกเล่มที่เขาอ่านมาอธิบายได้
มันเป็บางสิ่งที่เย็นกว่าอุณหภูมิโดยรอบลึกกว่าิั และเคลื่อนไหวช้าๆ ในแบบที่บอกว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่นนานนัก
แต่ก็ไม่ได้จะไปในเร็วๆ นี้
เขาไม่พูดถึงมัน
ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเขา้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่จะพูดอะไรที่ทำให้เซิ่นอวี๋กังวล
แต่เขาเก็บมันไว้ในความทรงจำ บันทึกไว้ในส่วนที่เขาเก็บสิ่งสำคัญที่สุดไว้เสมอ
☁ สามวันหลังจากนั้นและชีวิตที่ดูเหมือนปกติ ☁
โรงหมอตระกูลอู๋ สามวันหลังจากการต่อสู้
ฉางอันในเช้าวันธรรมดา
ตลาดเช้าคึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ค้ากลิ่นอาหารเช้า แสงแดดยามเช้าที่ยังอ่อนอยู่ตกลงบนหลังคาบ้านแถวริมถนน
โรงหมอตระกูลอู๋เปิดตามปกติ
คนไข้แถวยาวในตอนเช้าทุกคนมีอาการที่อธิบายได้และรักษาได้ ไม่มีพิษลึกลับ ไม่มีิญญาหลงทางไม่มีอสูรในร่างมนุษย์
หลิงซางรักษาคนไข้ตามปกติ เงียบ ตรงประเด็นมือที่รักษาไม่เคยลังเล
แต่ระหว่างคนไข้แต่ละรายเขาจะสแกนห้องโดยไม่รู้ตัว มองไปยังประตูบ้านที่แง้มไว้เพื่อให้ลมผ่านมองไปยังลานด้านหลังที่เห็นได้ลางๆ ผ่านหน้าต่าง
รู้ว่ากำลังมองหาใครไม่รู้ว่าจะบอกตัวเองว่าอย่างไร
เย่เซิ่นอวี๋กลับมาบ่ายวันแรกพร้อมกับขนมจีบสิบสองลูกและรายงานจากตัวิว่าขุนนางเว่ยในคุกฟื้นขึ้นมาแล้วแต่จำอะไรไม่ได้ใน่สองปีที่ผ่านมา
"ตื่นขึ้นมาราวกับหลับไปสองปีแล้วตื่น" เซิ่นอวี๋บอกวางขนมจีบลงบนโต๊ะตรวจ ซึ่งทำให้หลิงซางขมวดคิ้ว "จำเื่ที่ทำไว้ไม่ได้แม้แต่น้อย"
"พลังที่ลบความทรงจำ" หลิงซางพูดย้ายขนมจีบไปวางที่ขอบโต๊ะให้ห่างจากอุปกรณ์การแพทย์ "มันล้างออกทุกสิ่งที่มันสร้างขึ้นทั้งดีและไม่ดี"
"เขาจะถูกดำเนินคดีสำหรับสิ่งที่จำไม่ได้ได้ไหม"
"ยุติธรรมหรือเปล่า ข้าไม่ตัดสิน" หลิงซางพูด "แต่หลักฐานยังอยู่และคนที่ได้รับผลกระทบยังจำได้ ราชสำนักจะตัดสิน"
เซิ่นอวี๋พยักหน้า หยิบขนมจีบลูกหนึ่งขึ้นมากินมองหลิงซางที่กลับไปเขียนบันทึก
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง"
หลิงซางหยุดเขียน คิดสักครู่
"ยัง"
เซิ่นอวี๋วางขนมจีบอีกลูกไว้ข้างๆสมุดบันทึกโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
หลิงซางมองขนมจีบนั้นจากนั้นมองเซิ่นอวี๋ที่กำลังหันไปดูบางอย่างข้างหน้าต่างอย่างสงบ
เขาคิดในใจ
"คนนี้"
แล้วก็หยิบขนมจีบขึ้นมากินโดยไม่พูดอะไร
หยูหลานหายเป็ปกติหลังจากพักวันเดียวไม่มีผลกระทบจากสิ่งที่เข้ามาในร่างของเธอ อสูรนั้นอยู่ในเธอไม่นานพอที่จะทิ้งรอยไว้
เธอบอกว่าจำเพียงว่าเดินไปที่ห้องครัวตามปกติแล้วก็ไม่มีความทรงจำอีกเลยจนกว่าจะตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเอง
"น่ากลัวไหม" เซิ่นอวี๋ถามเธอตรงๆในระหว่างที่ทั้งสามนั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน
"น่ากลัวตอนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" หยูหลานตอบ "แต่ตอนที่เกิดขึ้นจริงๆข้าไม่รู้เลย เหมือนหลับสนิทแล้วก็ตื่นขึ้นมา"
"ดีแล้ว" หลิงซางพูด
"ดีแล้วในความหมายที่ว่าข้าไม่ทรมานหรือดีแล้วในความหมายที่ว่าไม่ต้องกังวลเพิ่ม?" หยูหลานถามแหลม
"ทั้งสองอย่าง" หลิงซางพูด
หยูหลานมองเขาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็มองเซิ่นอวี๋ แล้วก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบแต่มีอะไรซ่อนอยู่—
"ท่านซาง ท่านเซิ่น"
"อะไร"
"ข้าดีใจที่ทั้งสองคนมีกันและกัน" เธอพูดตรงๆ โดยไม่อ้อม "ข้าพูดในฐานะคนที่รู้จักท่านซางมาตลอดชีวิตและในฐานะคนที่เห็นท่านเซิ่นเปลี่ยนไปั้แ่พบท่านซาง ข้าแค่อยากให้รู้ว่าข้าเห็นและข้าคิดว่ามันดี"
ความเงียบสั้นๆ ตกลงมาบนโต๊ะอาหาร
หลิงซางกินข้าวต่อโดยไม่แสดงอาการแต่หยูหลานเห็นว่าหูของเขาแดงขึ้นเล็กน้อย
เซิ่นอวี๋ยิ้ม รอยยิ้มที่ถึงตาและไม่ได้ซ่อนอะไรแล้วพูดว่า "ขอบคุณ หยูหลาน"
????สิ่งที่หลิงซางไม่บอก????
วันที่สี่
หลิงซางตื่นขึ้นกลางดึก
ไม่ใช่ฝันร้าย ไม่ใช่เสียงดังแต่เป็ความรู้สึกบางอย่างที่ดึงสติสัมปชัญญะของเขาขึ้นมาจากการหลับราวกับมีอะไรบางสิ่งในห้องที่้าให้เขารู้สึกตัว
เขานั่งขึ้น มองรอบห้อง
เงียบ ปกติ แสงดาวลอดผ่านหน้าต่าง
แต่มือของเขาเอื้อมไปหยิบกุ้ยหยูดอกหิมะโดยอัตโนมัติ
และเมื่อััมัน
รู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ควรมี
ความเย็นเดิมที่เขาสังเกตเห็นในข้อมือของเซิ่นอวี๋มันอยู่ในกุ้ยหยูด้วยเดี๋ยวนี้ จางมาก แทบไม่รู้สึก แต่มีอยู่
หลิงซางลุกขึ้นเงียบๆ หยิบโคมเล็กๆ จุดขึ้นเดินไปที่ห้องสมุดส่วนตัว ห้องเล็กๆ ที่เขาเก็บตำราที่อ่านบ่อยที่สุด
เขาดึงตำราเล่มหนึ่งออกมาเล่มที่เขาไม่ได้เปิดมาหลายปี ตำราที่พูดถึงร่องรอยของพลังงานต่างๆที่อาจหลงเหลือไว้หลังการต่อสู้
เปิดอ่านในแสงโคมมือพลิกหน้าอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดวงตาที่ปกติเรียบสงบมีความตั้งใจเพิ่มขึ้น
หน้าที่เจ็ดสิบสอง
"หลังจากอสูรถูกขับออกไปลมหายใจของมันอาจค้างอยู่ในร่างของผู้ที่เผชิญมัน เหมือนไฟที่ดับแล้วแต่ยังมีถ่านเรืองอยู่ไม่สว่าง ไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่ชำระให้สะอาด ในที่สุดจะกลายเป็อันตรายใหญ่"
หลิงซางอ่านหน้านั้นสองรอบ สามรอบจนทุกตัวอักษรชัดเจนในความคิด
จากนั้นก็พลิกต่อไปหาวิธีชำระ
วิธีนั้นมีอยู่แต่้าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่มีคนเดียว
้าให้คนที่มีร่องรอยนั้นรู้ว่าตัวเองมีมันและยอมให้ชำระโดยสมัครใจ
เพราะร่องรอยของอสูรนั้นฉลาดมันซ่อนตัวลึกกว่าเมื่อรู้ว่าถูกตามหาแต่จะผุดขึ้นมาเมื่อเ้าของร่างผ่อนคลายและเปิดใจ
ต้องบอก หลิงซางคิด
แต่ต้องบอกอย่างไร
????เช้าที่หลิงซางพูดยาก????
เช้าวันที่ห้า
เซิ่นอวี๋กำลังนั่งอยู่ที่ลานหน้าโรงหมอถือถ้วยชาและอ่านจดหมายที่ตัวิส่งมาเมื่อได้ยินก้าวเท้าของหลิงซางออกมาก็ไม่หัน
"ชาอยู่บนโต๊ะ" เขาพูด
"รู้" หลิงซางนั่งลงข้างๆ เขาไม่ไปหยิบชา
เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นวางจดหมายลง
"อะไร" เขาถาม
"มีเื่ที่ต้องพูด" หลิงซางพูดตรงๆ
"พูดได้"
หลิงซางมองออกไปที่ถนนข้างหน้าโรงหมอคนเดินไปมาตามปกติ ชีวิตของฉางอันที่ยังดำเนินต่อไปไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
"หลังจากการต่อสู้วันนั้น" เขาเริ่มเสียงที่เรียบแต่ระมัดระวัง "ข้าตรวจข้อมือท่านและรู้สึกบางสิ่งข้าไม่พูดในตอนนั้นเพราะ้าข้อมูลก่อน"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา รอ
"อสูรนั้นทิ้งร่องรอยไว้ในตัวท่าน" หลิงซางพูดเสียงชัดเจนและตรงไปตรงมาในแบบที่เขาพูดเื่สำคัญทุกเื่ "ข้าอ่านตำราแล้วมันไม่อันตรายในทันที แต่ถ้าทิ้งไว้นาน อาจกลายเป็ปัญหาได้"
เซิ่นอวี๋ไม่แสดงอาการใ ไม่แสดงอาการกังวลเพียงแต่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"แล้วทำยังไงได้" เขาถาม
"ชำระออก" หลิงซางตอบ "ด้วยพลังของข้าแต่้าความร่วมมือจากท่าน มันจะไม่สำเร็จถ้าท่านต้านหรือไม่เต็มใจ"
"ข้าเต็มใจ" เซิ่นอวี๋พูดทันที
"ท่านไม่้าเวลาคิด"
"ท่านหมอบอกว่า้าความร่วมมือข้าให้ความร่วมมือ" เซิ่นอวี๋พูดเรียบๆ "ต้องใช้เวลาคิดอะไรมากนักหรือ"
หลิงซางมองหน้าเขา
"บางคนจะกังวลเื่กระบวนการ"
"ข้าไว้ใจท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเรียบและชัดเจน "เรียบง่ายแค่นั้นข้าไว้ใจท่านหมอ"
หลิงซางนิ่งอยู่กับคำนั้น
บางสิ่งในอกของเขาอุ่นขึ้นเล็กน้อยในแบบที่เขายังไม่ชินกับมัน
"วันนี้เย็นได้ไหม" เขาถาม
"ได้"
????กระบวนการชำระและสิ่งที่หลิงซางเห็น????
โรงหมอ ห้องรักษาส่วนตัว ค่ำ
ห้องรักษาส่วนตัวของหลิงซางที่อยู่ด้านในสุดของโรงหมอนั้นเงียบกว่าห้องอื่นผนังหนา หน้าต่างมีผ้าม่านปิดสนิท เทียนสี่เล่มที่มุมทั้งสี่ของห้อง
หลิงซางได้เตรียมสมุนไพรบางชนิดไว้ในชาม ไม่ใช่เพื่อดื่มแต่เพื่อเผา กลิ่นควันที่ลอยขึ้นนั้นเบาและสะอาดช่วยให้พลังงานในห้องสงบและเอื้อต่อการทำงานที่ละเอียด
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่บนเบาะที่ตรงกลางห้องไขว้ขาบ้างหลังตั้งตรง มือวางบนเข่า ดาบ หยินซา ถูกวางไว้ที่ขอบห้อง
"ต้องทำอะไรบ้าง" เขาถาม
"แค่นั่งนิ่ง" หลิงซางพูดเดินมาคุกเข่าลงตรงหน้าเขา "และผ่อนคลาย อย่าพยายามควบคุมอะไรอย่าพยายามต้าน ปล่อยให้ข้าทำ"
"ผ่อนคลาย" เซิ่นอวี๋ทวน "ทำได้"
"และอย่าพูดนอกจากจำเป็"
"ข้าเงียบได้นาน"
"ข้ารู้" หลิงซางพูด มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อย
เซิ่นอวี๋เห็นรอยยิ้มนั้น เล็กมากแทบมองไม่เห็น แต่เห็น และรู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นกว่าความอบอุ่นในห้องนั้น
หลิงซางยื่นมือออกไป
"ข้อมือซ้าย"
เซิ่นอวี๋วางข้อมือซ้ายลงบนมือที่รอรับมือของหลิงซางปิดลงเบาๆ รอบข้อมือนั้น
กุ้ยหยูดอกหิมะเรืองแสงขึ้นแสงสีขาวไหลออกมาจากฝ่ามือของหลิงซางช้าๆ เหมือนน้ำที่ซึมผ่านดิน ไม่เร็วไม่รุนแรง แต่สม่ำเสมอและตั้งใจ
เซิ่นอวี๋รู้สึกถึงความเย็นเบาๆที่ไหลเข้ามาตามรอยแผลเป็ ไม่ใช่ความเย็นที่ทำให้เจ็บ แต่เป็ความเย็นที่สะอาดราวกับน้ำพุสดที่ไหลผ่านหินที่ร้อน
เสียงของหลิงซางเบาลงจนเกือบเป็แค่เสียงหายใจ
"ผ่อนคลาย"
เซิ่นอวี๋หลับตา
สิบนาทีแรกผ่านไปในความเงียบ
หลิงซางทำงานอย่างระมัดระวัง ส่งพลังออกไปเบาๆตามรอยแผลเป็ ตามเส้นทางที่พลังผนึกของเซิ่นอวี๋ไหลผ่านและในทุกจุดที่เขาััถึง
เขาเห็น
ไม่ใช่ภาพที่ดวงตาเห็นแต่เป็ภาพที่พลังของเขาอ่านขึ้นมา ราวกับตำราที่เขียนด้วยพลังงาน
เขาเห็นร่องรอยของอสูรที่ซ่อนอยู่ลึก เล็ก เย็นเงียบ รอเวลา
แต่ข้างๆ ร่องรอยนั้น เขาเห็นสิ่งอื่นด้วย
ภาพที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะเห็นแต่เมื่อพลังของเขาัักับพลังของเซิ่นอวี๋โดยตรง ภาพมันก็ไหลออกมาเอง
เขาเห็นเซิ่นอวี๋
ไม่ใช่เซิ่นอวี๋วันนี้ แต่เป็ภาพที่ลึกกว่าความทรงจำที่ฝังอยู่ในพลังงานของรอยแผลเป็
เด็กชายวัยเจ็ดขวบที่นั่งอยู่คนเดียวในตลาดชายแดนมือซ้ายแนบอยู่กับอกมีรอยเืซึมผ่านผ้าที่พันไว้หยาบๆ ตาที่มองไปรอบๆไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความอยากรู้ที่เด็กชายที่โตมาคนเดียวมักมี
เด็กชายอีกคนเดินมา ผมมัดเรียบ มีกล่องยาเล็กๆที่เกินขนาดสำหรับเด็กอายุเจ็ดขวบ ลูกชายของหมอที่ติดตามพ่อมาเดินทาง
หลิงซางเห็นตัวเองในอดีต
เห็นตัวเองเดินเข้าไปหาเด็กชายที่มีรอยเืซึมฉีกชายเสื้อออกมาพันแผลให้ ไม่ได้คิดมาก เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำ
และก่อนที่พ่อของเขาจะมาดึงตัวไปเขาได้บอกกับเด็กชายนั้นว่า
"สักวันถ้าเจ็บอีก มาหาข้าได้"
แล้วภาพนั้นก็เปลี่ยนไป
เขาเห็นเซิ่นอวี๋โตขึ้นในภาพต่างๆที่ไหลผ่านมาอย่างรวดเร็ว เซิ่นอวี๋อายุสิบสองที่วิ่งหนีเ้าหน้าที่มือซ้ายแนบอยู่กับอกในแบบเดิมเซิ่นอวี๋อายุสิบห้าที่ก้าวออกจากเว่ยหยางพร้อมกับถุงผ้าใบเล็กมือซ้ายที่ยังมีรอยแผลเป็ที่ไม่เคยหายไป
และในทุกภาพที่ผ่านมา เซิ่นอวี๋อยู่คนเดียวไม่มีใครพันแผลให้ ไม่มีใครถามว่าเจ็บไหม
จนกระทั่งคืนหนึ่งที่มีคนหามร่างที่หมดสติของเขามาส่งที่โรงหมอตระกูลอู๋
หลิงซางกลับสู่ปัจจุบัน
มือของเขายังจับข้อมือของเซิ่นอวี๋อยู่แสงสีขาวยังเรืองอยู่ แต่มือของเขาเกร็งขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขาผ่อนลมหายใจออก คลายมือเล็กน้อยกลับมาโฟกัสที่งาน
ร่องรอยของอสูร ค้นหา ัั กำหนดขอบเขตและค่อยๆ ดึงออกมา
กระบวนการนี้ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม
และในตลอดครึ่งชั่วยามนั้นเซิ่นอวี๋นั่งนิ่งสนิทในแบบที่ไม่มีคนทั่วไปทำได้ ไม่ขยับ ไม่งอแง ไม่ถามเชื่อใจอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเสร็จ หลิงซางถอนมือออก
ในฝ่ามือของเขามีบางสิ่งที่ไม่มีรูปร่างแค่ความเย็นที่รวมตัวกัน ซึ่งเขาปิดฝ่ามือทับกันและบีบจนมันสลายไปในแสงสีขาว
เซิ่นอวี๋ลืมตาขึ้น
"เสร็จแล้ว?"
"เสร็จ" หลิงซางพูด เสียงเหนื่อยเล็กน้อย เหนื่อยแบบที่เขาเหนื่อยหลังรักษาคดีหนักไม่ใช่เหนื่อยแบบที่เป็อันตราย
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
"ท่านหมอเห็นอะไรไหม ระหว่างทำ"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"เห็น"
"อะไร"
"เห็นตลาดชายแดน" หลิงซางพูดช้าๆ "เห็นเด็กชายสองคน"
เซิ่นอวี๋นิ่ง
"ท่านหมอจำได้" เขาพูด เสียงที่ไม่ใช่คำถาม
"ข้าจำได้มาตลอด" หลิงซางพูด "แค่ไม่รู้ว่าจำถูกคนหรือเปล่าจนกว่าจะได้เห็นรอยแผลเป็ของท่าน"
เซิ่นอวี๋มองมือซ้ายของตัวเองมองรอยแผลเป็ที่ยังอยู่ที่นั่นเสมอ
"ข้าจำได้ด้วย" เขาพูดเบามาก "จำมือเย็นจำผ้าที่ฉีกออกมา จำที่เขาบอกว่าถ้าเจ็บอีกให้ไปหา"
"ท่านมา" หลิงซางพูด
"ข้ามา" เซิ่นอวี๋ยืนยัน "สิบสองปีต่อมาแต่ข้ามา"
ความเงียบที่ตามมานั้นไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่าแต่เป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ทั้งสองคนรู้สึกและไม่จำเป็ต้องพูดออกมาทั้งหมด
หลิงซางยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเซิ่นอวี๋ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นใกล้กว่าปกติ
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"สิบสองปี" หลิงซางพูด เสียงที่ต่ำกว่าปกติ "เ้าอยู่คนเดียวมาสิบสองปี"
"ข้าชิน"
"ข้ารู้" หลิงซางพูด "แต่ข้าไม่อยากให้ท่านชินอยู่กับมันต่อไป"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขามองนานพอที่จะเห็นทุกสิ่งที่คำพูดนั้นหมายถึง
"ท่านหมอพูดตรงขึ้นทุกวัน" เขาพูด
"ข้าเรียนรู้จากท่าน" หลิงซางตอบ "ท่านพูดว่าถ้ารู้สึกบางสิ่งก็ควรพูดก่อนที่จะสายเกินไป"
"ข้าพูดแบบนั้น"
"ดังนั้นข้าจึงพูดว่า—" หลิงซางหยุดเพียงครู่ "ข้าไม่อยากให้ท่านอยู่คนเดียวอีกต่อไปถ้าท่านยินดี"
ความเงียบ
จากนั้นเซิ่นอวี๋ก็ยื่นมือออกมาวางบนแก้มของหลิงซาง ท่าทางที่ช้าและตั้งใจ
เขาพูดเบาๆ
"ข้ายินดี"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
♥️ดอกที่บานในที่ที่ไม่มีใครคาดหวัง♥️
"ดอกแรกหลังพายุ บานในที่ที่ทั้งสองไม่ได้คาดหวัง
ไม่ใช่บนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่ในที่ที่ถูกชะล้างมากที่สุด ดินในที่นั้นทุกสิ่งส่วนเกินหมดไปแล้ว เหลือแค่สิ่งที่พื้นฐานที่สุด
และสิ่งที่พื้นฐานที่สุดนั้น คือสิ่งที่ดอกไม้้ามากที่สุด
พวกเขามองดอกนั้น แล้วมองกันและกัน แล้วก็รู้สิ่งหนึ่ง
พายุนั้น ไม่ได้มาทำลายพวกเขา แต่มาชะล้างสิ่งที่ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นกัน
ชะล้างเสร็จแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ คือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าวันนี้"
♥️"เ้าถามว่าข้ารักมานานแค่ไหน ข้าบอกว่าไม่รู้ เพราะข้าหาจุดเริ่มต้นไม่เจอข้าพบแค่สิ่งเดียว ไม่ว่าข้าจะนับย้อนกลับจากไหน เ้าอยู่ที่นั่นแล้วทั้งนั้น"♥️
..สุสาส์นราคะ...