“ลูกคนนี้พูดเหลวไหลอะไร!”
หลินอันมองหลินเฉวียนที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของสวีหว่านหนิงเธอจับเสื้อของตัวเองแน่น ผิวกายที่โผล่พ้นร่มผ้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ไม่รู้ว่าบาดเจ็บรุนแรงมากแค่ไหน
หลินอันสูดหายใจลึกหลังพยายามข่มใจให้สงบ เขาก็ก้าวเท้าตรงไปหาไต้เหว่ย
เขายื่นมือออกไปจะปลดโซ่ให้ไต้เหว่ยแต่กลับถูกพี่ใหญ่ของตระกูลไต้ขวางไว้
“หลินอันนี่เป็นเรื่องภายในตระกูลไต้ มั่นใจหรือว่าจะเข้ามาแทรกแซง”
ลูกชายคนโตของตระกูลไต้อายุสี่สิบกว่าแล้วเดิมเขาคิดว่าตนจะขู่หลินอันสำเร็จ แต่สุดท้ายกลับถูกสายตาเรียบเฉยของอีกฝ่ายมองมาจนตัวเองต้องถอยห่างเพราะความหวาดกลัว
ไม่ได้เจอกันมานานทำไมหลินอันถึงดูน่าเกรงขามขนาดนี้?
“ใครกล้าขัดขวางผมอีกระวังกำปั้นของผมไว้ให้ดี”
ลูกชายคนโตของตระกูลไต้เห็นความเย็นชาในแววตาของหลินอันแล้วจึงก้าวถอยหลังไปอีกหลายก้าว ไม่กล้ายืนขวางไต้เหว่ยอีกต่อไป
หลินอันปลดโซ่เหล็กสำเร็จ
“ไต้เหว่ยตอนนี้นายควรไปหาหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหมิงกวง เรื่องบางเรื่องควรพูดต่อหน้าพวกเขา”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
“เหล่าซาน! [1] ”
แม่ใหญ่ของตระกูลไต้มองไต้เหว่ยอย่างอ่อนใจแล้วขู่ว่า “วันนี้ถ้ากล้าก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้แม้แต่ก้าวเดียว ก็อย่ามาโทษฉันเลยถ้าฉันจะไม่คิดนับแกเป็นลูกชาย!”
สวีหว่านหนิงลอบเบ้ปาก
ยายแก่คนนี้ไร้เหตุผลจริงๆอยู่ต่อหน้าพวกเธอยังกล้ากร่างขนาดนี้ ไม่รู้ว่าลับหลังรังแกหลินเฉวียนอย่างไรบ้าง!
ไต้เหว่ยจ้องหน้าแม่ตัวเองแล้วรีบวิ่งออกไปจากบ้าน
หลังเขาวิ่งไปได้สักระยะสวีหว่านหนิงก็ได้ยินเสียงตะโกนของเขา
“ช่วยด้วยผู้ใหญ่บ้าน รีบมาช่วยหลินเฉวียนที หลินเฉวียนใกล้ถูกพวกเขาซ้อมตายอยู่แล้ว!”
โอ้โหไต้เหว่ยคนนี้กล้าหาญไม่เบา
สวีหว่านหนิงชื่นชมนิสัยของเขา
แม่ใหญ่ไต้เดือดจัดจนอยากลงไม้ลงมือกับใครสักคนแต่เมื่อกวาดตามองรอบกาย ก็พบว่าหลินเฉวียนคือคนเดียวที่เป็นลูกไก่ในกำมือของเธอ และตอนนี้หลินเฉวียนกำลังได้รับการปกป้องจากหลินอันและสวีหว่านหนิง
ส่วนสะใภ้คนอื่นๆแต่ละคนร้ายกาจนัก เธอไม่อยากทำให้ครอบครัวลุกเป็นไฟจึงไม่กล้าลงมือกับพวกเขา
“หลินอัน” สวีหว่านหนิงกระตุกชายเสื้อหลินอันเบาๆ “หลินเฉวียนท่าทางไม่สู้ดีควรให้เธอนอนพักสักหน่อย”
ตามหลักแล้วเวลาแบบนี้ควรพาไปส่งโรงพยาบาลก่อนเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดแต่สถานการณ์ตรงหน้านี้ชัดเจนว่า หลินเฉวียนคงยังไปไหนไม่ได้ มิเช่นนั้นลับหลังคนตระกูลไต้อาจจะทำลายชื่อเสียงของเธอด้วยวิธีต่างๆ นานา
โชคดีที่ช่องมิติของสวีหว่านหนิงมียาเธอจึงเตรียมแอบเอาให้หลินเฉวียนกินก่อน
หลินอันลากโต๊ะที่ใช้ล่ามตัวไต้เหว่ยออกมาแล้วถอดเสื้อคลุมทหารของตัวเองปูลงบนโต๊ะ ก่อนจะพาหลินเฉวียนขึ้นไปนอนบนนั้น
“ช่วยดูแลเธอทีฉันจะไปเอากระบอกน้ำมาให้เธอดื่มน้ำสักหน่อย”
กระบอกน้ำแขวนอยู่กับมือจับของจักรยานสวีหว่านหนิงหันหลังให้ทุกคนแล้วแอบเอายาแก้ปวดออกมาจากช่องมิติเธอแกะแคปซูลออกแล้วเทผงยาลงไปผสมกับน้ำ คนอื่นจะได้ดูไม่ออกก่อนจะถือกระบอกน้ำไปให้หลินเฉวียนดื่มจนหมด
หลังหลินเฉวียนดื่มน้ำอุ่นไปหลายอึกอย่างยากลำบากสวีหว่านหนิงก็ยัดยาแก้อักเสบสีขาวใส่ในปากของหลินเฉวียนแล้วกระซิบว่า “กินยาเม็ดนี้ด้วยไม่อย่างนั้นร่างกายของเธอจะมีปัญหา”
หลินเฉวียนรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวไม่มีแรงปฏิเสธสวีหว่านหนิง จึงได้แต่กลืนยาลงไป
ไม่นานนักไต้เหว่ยก็พาผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ของหมู่บ้านหมิงกวงกลับมา
“ตระกูลไต้ของพวกเธอเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือ” ผู้ใหญ่บ้านคือชายชราวัยหกสิบกว่าเมื่อได้ยินว่าตระกูลไต้ก่อเรื่องอีกแล้ว จึงรู้สึกปวดหัว
ตระกูลไต้ก่อเรื่องเก่งเหลือเกิน
แม่ใหญ่ของตระกูลไต้ชิงพูดก่อนหลินอัน“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกลูกสะใภ้ทะเลาะกันเล็กน้อยก็เท่านั้นพี่ชายของสะใภ้เหล่าซานมาเยี่ยมพอดี พอเขาเห็นจึงโกรธมาก”
“ทะเลาะกันเล็กน้อยก็จับตัวกดกับพื้นแล้วทุบตีงั้นหรือ?แถมยังซ้อมเธอแบบห้ารุมหนึ่ง ถ้าวันนี้ฉันกับหลินอันมาไม่ทันพวกคุณคิดจะซ้อมหลินเฉวียนจนตายเลยหรือเปล่า” สวีหว่านหนิงพูดด้วยน้ำเสียงเดือดจัด
ปกติเธอเป็นคนโมโหยากแต่ถ้าโมโหเมื่อไร เพลิงโทสะก็อยากที่จะดับมอด
“ยายแก่อย่างป้าทำไมถึงพูดโกหกได้หน้าตาเฉยแบบนี้? ดูบาดแผลตามตัวหลินเฉวียน มีทั้งแผลใหม่แผลเก่าเต็มตัวไปหมดมันไม่ได้เกิดขึ้นจากการทุบตีแค่ครั้งเดียวอย่างแน่นอน! ฉันขอถามป้าหน่อยว่าหัวใจของป้าถูกหมากินไปแล้วหรือไง!”
“หลินเฉวียนของพวกเรามีครอบครัวคอยหนุนหลังเช่นกันไม่จำเป็นต้องให้พวกลูกสะใภ้ของป้าช่วยอบรมสั่งสอน!”
หลินอันรอสวีหว่านหนิงระบายอารมณ์เสร็จแล้วถึงพูดกับผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ของหมู่บ้านหมิงกวงว่า“จากการบอกเล่าของคนตระกูลไต้ พวกเขาบอกว่าหลินเฉวียนไปใกล้ชิดกับชายอื่นผมไม่ทราบความจริงของเรื่องนี้จึงยังตัดสินไม่ได้แต่ผมเชื่อว่าน้องสาวของผมไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น”
“การคบชู้สู่ชายมีโทษตามกฎหมายแต่ถ้ามีใครใส่ร้ายว่าน้องสาวของผมไปมีสัมพันธ์กับชายอื่น พฤติกรรมบ่อนทำลายชื่อเสียงของน้องสาวผมเช่นนี้ถือว่ามีความผิดเช่นกันคำขอของผมนั้นเรียบง่าย สอบสวนเรื่องที่พวกเขารุมซ้อมน้องสาวของผมให้ชัดเจนและแก้ไขปัญหานี้อย่างสมเหตุสมผล”
“เพราะให้เกียรติพวกคุณผมจึงแจ้งเรื่องนี้กับพวกคุณก่อน หวังว่าพวกคุณจะสืบสวนความจริงอย่างยุติธรรมมิเช่นนั้นผมคงต้องแจ้งความกับตำรวจ หากกลายเป็นเรื่องใหญ่ฝ่ายคณะใหญ่ของพวกคุณคงหมดสิทธิ์ได้รับการประเมินและการสนับสนุนจากรัฐ”
ภายใต้น้ำเสียงอันราบเรียบของหลินอันกลับแฝงไปด้วยคำข่มขู่
ต่อให้ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อยากเข้าข้างตระกูลไต้ก็คงทำไม่ได้
พวกเขาปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำลายหมู่บ้านหมิงกวงทั้งหมู่บ้านหรือส่งผลกระทบต่อฝ่ายคณะใหญ่ไม่ได้เด็ดขาด
พวกเขาไม่ได้มีอำนาจอยู่ในมือขนาดนั้น!
“สะใภ้ใหญ่เธอบอกว่าหลินเฉวียนมีสัมพันธ์กับชายอื่นงั้นหรือ เอาหลักฐานออกมาสิ” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“ฉันเห็นเองกับตาตาของฉันก็คือหลักฐาน!”
“ใครจะไปรู้ว่าคุณกุเรื่องขึ้นมาหรือเปล่านอกเสียจากว่าจะมีคนอื่นเห็นพร้อมคุณด้วย มันถึงจะเรียกว่าหลักฐานไม่อย่างนั้นพฤติกรรมของคุณก็คือการใส่ความ พวกเราสามารถฟ้องคุณได้!” ท่าทีของสะใภ้ใหญ่โอหังมากแต่ท่าทีของสวีหว่านหนิงนั้นแข็งกร้าวยิ่งกว่าเธอเสียอีก
สะใภ้ใหญ่ถูกยั่วยุจึงพูดชื่อหลายคนออกมา“วันนั้นพวกเราไปเก็บฟืนบนเขาด้วยกัน พวกเขาเห็นพร้อมฉันถ้าไม่เชื่อก็ไปถามพวกเขาได้!”
“ได้ไต้เหว่ย ลำบากเธอช่วยไปเรียกคนที่พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอพูดชื่อมาทีเราจะสอบสวนกันซึ่งๆ หน้า” หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กล่าว
สะใภ้ใหญ่ไม่กลัวสักนิดเธอมองหน้าหลินเฉวียนและครอบครัวอย่างสะใจ
มีพี่ชายรับราชการอยู่ในกองทัพแล้วอย่างไรสุดท้ายก็ถูกสะใภ้อย่างพวกเธอกำราบจนอยู่หมัด!
ไม่นานนักไต้เหว่ยก็พาพวกเขามาที่บ้าน
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ถามว่า“สะใภ้ใหญ่ตระกูลไต้กล่าวว่า พวกเธอเห็นหลินเฉวียนสนิมสนมกับชายอื่นมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ แล้วผู้ชายคนนั้นคือใคร”
เชิงอรรถ
[1]คำเรียกลูกชายคนที่สาม