บทที่8ลับ ลวง พราง
ฮุ่ยจวินได้ยินบทสนทนาของหัวหน้าและรองหัวหน้ามันคิดว่านี่อาจเป็โอกาสให้มันได้ลองหาข่าวของคนผู้นั้นที่นอกแผ่นดินใหญ่ เช่นนั้นมันจึงคิดอาสาแต่กลับเป็บุรุษชราหัวหน้าของมันที่กล่าวขึ้นก่อน
“ฮุ่ยจวินเ้ากลับมาก็ดีแล้วข้ามีงานชิ้นใหม่จะมอบให้เ้า"
ฮุ่ยจวินกล่าวโดยไม่คิด
“ข้าขอน้อมรับ"
บุรุษชราทั้งสองหรี่ตา
“นี่เ้าจะไม่ฟังรายละเอียดก่อนหรือ”
ฮุ่ยจวินตอบว่า
“ในเมื่อท่าน้าจะมอบหมายให้ข้าแล้วแม้จะรู้รายละเอียดก่อนหรือไม่รู้เลยจะมีประโยชน์อันใด”
“ฮ่าฮ่าฮ่าเ้าเคยเป็เด็กที่หลักแหลมแลช่างเจรจาอย่างไร โตขึ้นมาก็เป็อย่างนั้น ดี อย่างนั้นข้าก็ไม่ต้องเสียเวลามาว่ากล่าวมากความพรุ่งนี้เ้าเตรียมเดินทางนำขบวนคนออกนอกแผ่นดินใหญ่มุ่งสู่ตะวันตก คนสำนักคุ้มภัยที่จะร่วมไปกับเ้าพรุ่งนี้จะสมทบกันอีกทีส่วนรายละเอียดเนื้องานเป็ผู้จ้างวานจะบอกแก่เ้าอีกทอดหนึ่ง… ในเื่ค่าจ้างเ้าไม่ต้องห่วง หากงานสัมฤทธิ์ผลเ้าจะมึเงินทองกินอยู่สบายทั้งปี"
ฮุ่ยจวินน้อมรับ
“ทราบแล้ว"
ก่อนที่หัวหน้าสำนักผู้นั้นจะเลื่อนสายตาจ้องมองเด็กหญิงท่าทางอมโรคข้างกายของฮุ่ยจวิน
“เด็กน้อยผู้นี้?”
“อ้อ นี่น้องสาวข้าเองนามฮุ่ยไป๋"
“ไป๋ที่แปลว่าสีขาวนั่นหรืออืม ดูนางก็เป็เด็กหญิงที่มีผิวขาวผ่อง ทั้งยังน่ารักสดใสสมชื่อจริงๆ"
ฮุ่ยไป๋เป็นามที่ฮุ่ยจวินตั้งให้แก่นางความหมายของชื่อมิได้แปลตามตัวดั่งที่คนอื่นเข้าใจ เห็นนางมีผิวที่ขาวบริสุทธิ์ มีความน่ารักสดใสนางจึงได้ชื่อที่มีความหมายว่าสีขาว นี่ก็คือสิ่งที่ทุกผู้คาดคิดหากได้ยินนามและเห็นลักษณะภายนอกของนางทว่าแท้จริงความนัยอันเป็จุดประสงค์ที่แท้จริงของฮุ่ยจวินที่ซ่อนเร้นความหมายของคำว่าไป๋ก็คือสตรีที่ถูกพิษจนกายขาวซีด
สตรีที่ยิ่งถูกพิษกลืนกินก็จะยิ่งไร้ซึ่งสีเืและย่างใกล้สู่หนทางแห่งความตาย ความตั้งใจในการตั้งชื่อนี้ของชายหนุ่มจึงมิได้ตั้งเพื่อยกยอในความงดงามภายนอกของนางแต่มันตั้งชื่อนี้เพื่อย้ำเตือนตนเองว่าก่อนที่นางจะขาวซีดจนไร้สีเืแลตกตาย มันจะต้องช่วยเหลือนางมันจะต้องลบคำว่าไป๋ออกจากชื่อของนางให้จงได้
ฮุ่ยจวินไม่จำเป็ที่มันจะต้องอธิบายให้ทุกผู้ได้เข้าใจมันจึงเลือกที่จะไม่อธิบาย มันกล่าวเข้าประเด็นสำคัญ
“ข้าอยากขออนุญาตท่านนำนางมาอาศัยอยู่ในสำนักคุ้มภัยชั่วคราว"
“ที่นี่มีชมรมแม่บ้านและศิษย์สตรีเ้านำนางมาอยู่อาศัยในที่แห่งนั้นได้ไม่มีปัญหา"
ฮุ่ยจวินประสานมือขึ้น
“ขอบพระคุณท่านหัวหน้า”
จากนั้นชายหนุ่มก็นำพาฮุ่ยไป๋ไปยังที่พักของเหล่าแม่บ้านรวมถึงศิษย์สตรี
“เ้าพักที่นี่”
ฮุ่ยไป๋พยักหน้าก่อนกล่าวด้วยท่าทีลังเล
“พรุ่งนี้ท่าน….”
ฮุ่ยจวินกล่าวตัดบท
“พักผ่อนให้เพียงพอเ้าจะต้องเดินทางไปกับข้า"
ฮุ่ยไป๋บังเกิดความยินดีนางคิดว่าฮุ่ยจวินจะไม่ให้นางไปด้วยเสียแล้ว
“ไม่คิดว่าท่านจะยินยอมให้ข้าติดตามง่ายดายเพียงนี้”
ฮุ่ยจวินวางมือบนศีรษะของนางความตายจ่ออยู่ที่เบื้องหน้านางอยู่แล้ว เหตุใดมันจะมามัวคิดมากความอีก ประกอบกับหากว่าการเดินทางครั้งนี้มันบังเอิญมีวาสนาพบตัวเทพดาเร้นกายมันก็จะได้ขอให้เทพแห่งการรักษาผู้นั้นทำการรักษาให้ทันทีโดยไม่เสียเวลาเดินทางกลับนี่จึงนับเป็สิ่งที่ประเสริฐ
“เ้าอยากเห็นโลกที่กว้างใหญ่มิใช่หรือนี่นับเป็โอกาส"
ฮุ่ยไป๋แม้อายุน้อยทว่านางเกิดมามีภูมิปฏิภาณและสติปัญญาที่เฉียบแหลม เช่นนั้นการกระทำของฮุ่ยจวินในครั้งนี้นางจึงมองออกแต่เพราะมองออกนางจึงไม่พูด เพราะหากพูดจะเป็การบั่นทอนจิตใจของอีกฝ่ายไปเปล่าๆ มันทุ่มเททำเพื่อตนมากเพียงนี้การที่ตนแสดงตัวเป็ไม่รู้ การที่ตนไม่แสดงความอ่อนแอ นั่นจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ฮุ่ยจวินเมื่อส่งนางเสร็จมันก็จากไป พอฮุ่ยจวินไปแล้ว ฮุ่ยไป๋ก็ไม่ข่มกลั้นอาการไออีกต่อไป นางไอออกมาอย่างรุนแรงครั้งนี้โลหิตสีคล้ำก็ดูเหมือนจะปนออกมาเป็จำนวนเพิ่มขึ้น
พักผ่อนเพียงข้ามคืนเสียงวิหคก็ขับขานบอกเป็สัญญาณเตือนว่าเช้าวันใหม่ได้มาถึง ฮุ่ยจวินพึ่งกลับมาจากบ้านทว่าวันนี้มันจักต้องเดินทางต่อแต่มันก็ไม่รู้สึกโอ้เอ้หรือเกียจคร้านอันใด มันมีแต่ความกระตือรือร้นเป็อย่างมากรีบตื่นขึ้นมาั้แ่ไก่โห่ ไปจัดแจงขบวนสัมภาระั้แ่ที่ยังไม่มีคน ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะมัน้าซ่อนตัวของฮุ่ยไป๋ในกองสัมภาระที่จัดวางบนเทียมเกวียนมีแต่วิธีนี้จึงจะพานางร่วมเดินทางไปด้วยได้
คนของสำนักคุ้มภัยที่ร่วมขบวนในวันนี้มีจำนวนห้าสิบนายหนึ่งในนั้นมีบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำ เคราดกครึ้มนามหวงซือเสียงร่วมไปด้วย โดยภาระหน้าที่การเป็ผู้นำขบวนในครั้งนี้ได้ตกเป็ของฮุ่ยจวิน
บุรุษฉกรรจ์สองผู้ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษชราซึ่งเป็หัวหน้าของสำนักคุ้มภัยแห่งนี้พวกมันกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจว่า
“ท่านแน่ใจแล้วที่จะให้เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ผู้นำขบวนคุ้มกัน?"
“มันจะไม่ดูไม่คุ้มค่าจ้างไปหน่อยหรือท่านหัวหน้าสำนักคุ้มภัย"
บุรุษชราหัวหน้าสำนักคุ้มภัยกล่าวเสียงเรียบเฉย
“เป็พวกท่านเองที่ระบุว่า้าคนที่ไม่มีจุดชีดจรลมปราณพิเศษมีที่ใดไม่เหมาะสม”
สองบุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นชี้นิ้วไปที่ร่างของฮุ่ยจวิน
“ท่านจะให้พวกเราฝากชีวิตไว้กับเด็กเมื่อวานซืน”
หัวหน้าสำนักคุ้มภัยหัวเราะแ่เบาแล้วกล่าว
“พวกท่านดูถูกคนที่ภายนอกจนเกินไปแม้มันจะเยาว์วัยแต่เื่การต่อสู้แลไหวพริบยังจะมีผู้ใดทัดเทียมมัน ประการสำคัญท่านเคยได้ยินฉายาสิบเก้ามีดสั้นล่องนภาหรือไม่"
บุรุษฉกรรจ์สองผู้ต่างมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า
“นับว่าพอได้ยินคำกล่าวขานถึงมันอยู่บ้าง…ฝีเท้าแ่เบาไร้สุ้มเสียง เพียงหนึ่งสะบัดมือพริ้วไหว มีดหนึ่งเล่มก็มิต่างจากธาตุอากาศมีดสิบเก้าเล่มเปรียบดั่งเมฆหมอก ทะยานคล้อยขอบนภาดั่งเงาสังหารที่ลอยร่อง”
หยุดกล่าวเล็กน้อยก่อนที่บุรุษฉกรรจ์จะชี้นิ้วไปยังจุดที่ฮุ่ยจวินยืนอยู่ด้วยความเหลือเชื่อ ส่วนหัวหน้าสำนักคุ้มภัยก็ยกยิ้มแล้วผงกศีรษะคราหนึ่ง
ฮุ่ยจวินยังคงง่วนอยู่กับความพร้อมในการเตรียมขบวนเดินทางเมื่อจัดแจงเสร็จสรรพมันค่อยออกคำสั่งเคลื่อนขบวนคุ้มภัยสู่ทุ่งร้างทางทิศตะวันตกทันทีขบวนผู้คุ้มภัยแห่งเมืองต้าหยางมีจำนวนห้าสิบคน คุ้มกันคนในชุดคลุมน้ำตาลสิบคนและรถม้าสีดำคันหนึ่งที่ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุด้วยสิ่งใดหรือคนผู้ใด
ฮุ่ยจวินควบม้านำขบวนโดยมีหวงซือเสียงควบม้าเคียงข้างฮุ่ยจวินหันศีรษะกลับไปด้านหลังแวบหนึ่งก่อนหันกลับมาแล้วกล่าวว่า
“คนเหล่านี้ดูแปลกประหลาดหลายอย่าง”
บุรุษเคราดกดำนามหวงซือเสียงผงกศีรษะ
“เป้าหมายไม่แน่ชัดค่าจ้างก็สูงจนยากปฏิเสธ ดูแล้วจุดประสงค์ของพวกมันอาจมิใช่เื่ดี"
ฮุ่ยจวินยกมือแตะปลายคาง
“หรือในรถม้าสีดำมีของผิดกฎหมายซุกซ่อน"
“สำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางไม่รับของผิดกฎหมายเื่นี้ท่านหัวหน้าคงตรวจสอบแล้ว"
“แต่เพราะเหตุใดท่านหัวหน้าจึงไม่ให้คำตอบแก่พวกเรา"
“มุ่งตะวันตกแล้วพวกเราก็อาจจะได้รู้เอง"
ฮุ่ยจวินเงียบไปแน่นอนว่าการทำงานสำนักคุ้มภัยของมันมิได้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มกันั้แ่แรก แต่ที่มันเลือกมาทำงานอยู่ที่นี่ก็เพราะมัน้าเครือข่ายในการตามหาคนผู้หนึ่งเช่นนั้นงานใดที่จะเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของตน มันจึงมิอาจปล่อยวางได้โดยง่ายมันยังต้องมีชีวิตเพื่อคอยปกป้องสตรีที่ซ่อนตัวอยู่ในกองสัมภาระนางนั้น
ฮุ่ยจวินหันไปกล่าวกับหวงซือเสียง
“พี่หวงข้าขอฝากหน้าที่การนำขบวนไว้แก่ท่านซักพัก”
เสมอมาระหว่างมันกับฮุ่ยจวินร่วมงานกันอยู่เสมอจึงรู้ว่าสิ่งที่ฮุ่ยจวินจะกระทำคือสิ่งใด ชายหนุ่มก็คงจะออกไปหาข้อมูลของแพทย์อันดับหนึ่งผู้นั้นอีกเช่นเคยดังนั้นมันจึงไม่ปฏิเสธที่จะรับหน้าที่แทน
“เข้าใจแล้วครั้งนี้ก็ขอให้เ้าโชคดีในการตามหาคนผู้นั้น”
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“ขอบคุณท่านมาก"
จากนั้นชายหนุ่มก็ควบม้านำหน้าขบวนออกไปไกลแล้วะโสั่งเสียงดังให้ทุกผู้ในขบวนได้ยิน
“ข้าจะไปลาดตะเวนเบื้องหน้าหน้าที่นำขบวนให้เป็ของพี่หวงไปก่อน"
“ทราบแล้ว"
ฮุ่ยจวินควบม้าตะบึงล่วงหน้าจากไปไกลแล้วม่านมูลี่ของรถม้าสีดำที่ร่วมในขบวนคันนั้นก็คล้ายถูกแหวกออกคราหนึ่งแล้วหุบลง
ม้าของฮุ่ยจวินยังคงมุ่งสู่ตะวันตกไปเรื่อยๆตลอดรายทางไม่พบเจอสิ่งผิดปกติอันใดขัดขวาง ไม่มีกองกำลังดักซุ่ม ไม่มีกับดัก ไม่มีแม้แต่ผู้คนผ่านทางอุปสรรคใดก็แทบไม่มี ทำให้ชายหนุ่มคิดว่าเป็ตนที่อาจจะระแวงมากจนเกินไป เมื่อดูจนแน่ชัดในระยะหนึ่งแล้วมันก็ออกควานหาร่องรอยของคนที่้าตามหาต่อ เนิ่นนานมันจึงควบม้าวกกลับไป ตามระยะเวลาแลแผนที่การเดินทางที่มันคำนวณไว้สถานที่ที่มันและขบวนหลักจะไปกันพอดีก็คือช่องแคบเขาเถาิซาน และตอนนั้นก็จะเป็เวลาที่ต้องพักขบวน
ฮุ่ยจวินคาดคำนวนไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยตามแผนการและระยะทางที่ควรจะเป็ มันจะสามารถมากับขบวนคุ้มภัยหลักที่เส้นเขาทางเดียวอย่างพอดิบพอดีแต่ทว่า่เวลาที่แสงสุริยันกำลังลาลับขอบฟ้า เป็่เวลาที่มันมาถึงช่องแคบของเขาเถาิซานแล้วแต่ขบวนเดินทางหลักกลับไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏ!
ฮุ่ยจวินอดทนรออีกหนึ่งชั่วยามเผื่อเวลาความล่าช้าของการเดินทางแต่หนึ่งชั่วยามผ่านไปที่แห่งนี้ก็ยังมีเพียงแต่ความเงียบสงบปกคลุม ชายหนุ่มทิ้งตัวแนบหูลงยังพื้นดินก็ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวในรัศมีโดยรอบแม้แต่เสี้ยวเดียว
สีหน้าของฮุ่ยจวินปรากฏแววความยุ่งยาก
“ไป๋เอ๋อ!ทุกคน!”
จากนั้นชายหนุ่มก็ทะยานขึ้นสู่หลังม้าแล้วควบตะบึงย้อนกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็วในทันใดไปถึงปากทางเข้าช่องแคบค่อยเห็นร่องรอยของเท้าม้าและล้อรถลาก ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว
“เหตุใดถึงต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้นเหนือเป้าหมายแรกเริ่มคือทุ่งร้างทางทิศตะวันตกมิใช่หรือ"
หากดูจากรอยเท้าม้าและรอยล้อลากเหมือนว่าจะมีคนพยายามลบร่องรอยนี้ทำให้ร่องรอยเจือจางยิ่ง หากมองเพียงผิวเผินแทบจะกลืนไปกับธรรมชาติ ฮุ่ยจวินยิ่งได้เห็นยิ่งบังเกิดความร้อนใจควบม้าตะบึงไล่ตามร่องรอยอันเจือจางนี้สู่ทิศเหนือของเขาเถาิซานไป
ด้วยหนทางที่ทั้งรกชัฏแคบเล็กการเดินทางด้วยม้าจึงเป็ไปอย่างยากลำบาก เช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงจำต้องควบม้าอยู่เกือบครึ่งค่อนคืนมันถึงสามารถไล่ตามขบวนคุ้มภัยหลักได้ทัน
แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้จิตใจของมันหล่นวูบบนผืนปฐี โขดหิน แลรากไม้ บัดนี้มีแต่ร่างอันไร้ชีวิตของคนจากสำนักคุ้มภัยทอดกายระเนระนาดบ้างมีแผลเหวอะหวะ บ้างก็มีรอยพรุนไปทั้งตัว ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกน่าสยดสยองยิ่ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
ฮุ่ยจวินเบิกตาโพลงท่ามกลางกองศพมันหันซ้ายแลขวาจ้องมองสหายร่วมสำนักทุกคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตกตายอย่างอเนจอนาถอยู่ต่อหน้าขณะที่มันจะควานหาร่างของฮุ่ยไป๋ มืออันกำยำใหญ่โตข้างหนึ่งก็คว้าจับมาที่ข้อเท้าของมัน
ฮุ่ยจวินรีบหันขวับคืนกลับ
“พี่หวงเกิดอะไรขึ้น!"
มีเพียงหวงซือเสียงที่ยังคงมีลมหายใจแต่ทว่าดูเหมือนลมหายใจเฮือกนี้จะเป็เฮือกสุดท้ายของบุรุษฉกรรจ์แล้ว
“พวกมันหลอกเราหลอกให้มาเป็ตัวตายตัวแทนในค่าย....!”
สิ้นหางเสียงประโยคสุดท้ายคำก็ชะงักขาดห้วง ลมหายใจโรยรินมิประติดประต่อ วาระสุดท้ายใกล้มาเยือนมันเต็มที ด้านฮุ่ยจวินทั้งมีโทสะโกรธแค้น และเศร้าเสียใจเป็อย่างมาก มันพยายามที่จะยื้อชีวิตของหวงซือเสียง แต่ชายหนุ่มมันมิใช่หมอมิได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์ เช่นนั้นต่อให้มันจะฉลาดหรือมีไหวพริบมากเพียงใด มันก็มิอาจเปลี่ยนมาเป็พลังการรักษาให้ผู้คนได้
“บัดซบจริงๆเหตุใดการรักษาถึงยากเพียงนี้ แล้วข้าจะรักษาให้ท่านได้อย่างไร!”
“ไม่ต้องห่วงข้ารีบกลับไปรายงานท่านหัวหน้า..."
“ข้าไม่มีทางทอดทิ้งพวกท่านข้าจะหาทางช่วย”
หวงซือเสียงส่ายศีรษะอย่างยากลำบาก
“มีแต่หมอเทวดาจึงจะช่วยพวกเราได้"
คำพูดอันติดขัดประโยคนี้จบลงไปพร้อมกับชีวิตสุดท้ายของมันสร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ฮุ่ยจวินเป็อย่างมาก หากมันศึกษาวิชาแพทย์มาบ้าง บางทีมันอาจจะช่วยชีวิตของเหล่าสหายตรงหน้าได้ไม่มากก็น้อย
ฮุ่ยจวินคุกเข่าคารวะซากศพเ่าั้แล้วรีบเงยหน้าขึ้นตรวจดูซากศพจนถี่ถ้วน เมื่อสำรวจตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีศพของฮุ่ยไป๋และไม่พบเทียมเกวียนที่บรรทุกเสบียงอยู่ที่นี่นั่นย่อมแสดงว่าฮุ่ยไป๋อาจยังไม่ตกตาย และนางคงติดสอยไปกับกลุ่มคนร้าย คิดมาถึงตรงนี้มันก็ลุกยืนสำรวจมองทั่วบริเวณอีกครั้งฮุ่ยไป๋เป็เด็กฉลาด นางจะไม่ยอมอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงโดยไม่ทำอะไรแน่ แล้วก็เป็อย่างที่ฮุ่ยจวินคิดบริเวณเส้นทางแห่งหนึ่งมีเม็ดข้าวสารขนาดเล็กหล่นเป็ทางอยู่ ฮุ่ยจวินรู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็ฝีมือของฮุ่ยไป๋แน่จึงบังเกิดความหวังแล้วมันก็ติดตามร่องรอยของเม็ดข้าวสารนั่นไป ทว่าเส้นทางที่มีเม็ดข้าวโรยไว้บนพื้นปลายทางของมันกลับไปอยู่ที่ผนังหินก้อนหนึ่ง!
ฮุ่ยจวินพินิจมองผนังหินตรงหน้าพยายามเงียบฟังเสียงว่าด้านในมีเสียงลมหรือไม่ หากมีเสียงลมแสดงว่าหลังผนังหินก้อนนี้อาจเป็ถ้ำซึ่งเม็ดข้าวที่ตกอยู่ก็เหมือนจะชี้นำเข้าไปยังที่แห่งนั้น ทว่าพอได้เงี่ยหูฟัง หลังผนังหินกลับไม่มีลมอันใดไม่มีเสียงโปร่งกังวาน คล้ายมีแต่เสียงทึบซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณหลังหินนี้มิใช่ถ้ำมันกลับเป็หินผาที่ตันแน่นแห่งหนึ่ง
“แต่เหตุใดทิศทางของเม็ดข้าวจึงคล้ายร่วงหล่นผ่านไปยังหลังหินก้อนนี้?"
ด้วยความสงสัยฮุ่ยจวินจึงยื่นมือไปััและเพียงฝ่ามือของมันััถูก ผนังหินก้อนนั้นก็พลันสั่นสะท้านแลทอแสงสีขาวเจิดจ้าออกมาทันใด!