ความจริงแล้ว เฉินซินอี๋ไม่ได้กำลังโบยตีข้ารับใช้ แต่นางมีเจตนาแอบแฝงเพื่อทำลายฐานสนับสนุนของเขาทางอ้อม!
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์มาได้ไม่นาน รากฐานยังไม่มั่นคง ดังนั้นเขาจึงต้องใช้วิธีปกครองไพร่ฟ้าด้วยความเมตตา เพื่อซื้อใจผู้คน
การที่เฉินซินอี๋โหดร้ายกระหายเืและเผด็จการบ้าอำนาจแบบนี้ หากเื่นี้แพร่สะพัดออกไป จะเป็การทำลายหน้าตาของราชวงศ์ ในฐานะฮ่องเต้ เขามีหน้าที่รับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ให้คนมาอยู่กับกว่าเหริน แล้วเรียกหมอหลวงให้มาตรวจรักษานางอย่างดี” เฉินคุนเฉิงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
องครักษ์ทั้งสองรีบโขกศีรษะขออภัยโทษ แล้วลุกขึ้นไปประคองเซียงหลิง ทว่าภายใต้ทัณฑ์ทรมานที่แสนโหดร้าย เซียงหลิงถูกโบยจนเนื้อเหวอะหวะ อวัยวะภายในทั้งห้าได้รับความเสียหาย แม้จะไม่ถึงตายก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต
เซียงหลิงมีเืไหลหยดออกมาเรื่อย ๆ ทั่วทั้งร่าง ไม่มีิัส่วนไหนที่ดีเลย องครักษ์ทั้งสองจึงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มลงมือช่วยจากตรงไหนดี
“ฝ่าา หม่อมฉันเกรงว่าเซียงหลิงคงไม่น่าจะผ่านคืนนี้ไปได้ แทนที่จะปล่อยให้นางต้องทนทุกข์ทรมาน มิสู้ให้นางไปสบายดีกว่าเพคะ”
ตู้เจวียนลำพองใจว่าตนเองได้รับความโปรดปราน จึงชี้แนะอย่างใจกล้า
เฉินคุนเฉิงเหลือบมองหญิงสาว สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความลำพองใจอย่างไม่ปิดบัง ไม่มีความสลดสังเวชกับการที่กระต่ายตาย จิ้งจอกร่ำไห้[1]เลยสักนิด แต่กลับโยนหินใส่คนที่ตกลงไปในบ่อ[2]อย่างยินดี
“อ้ายเฟยของกว่าเหรินกล่าวถูกต้องแล้ว เพียงแต่กว่าเหรินขอถามเ้า หากเป็เ้าที่ถูกโบยตีในแบบเดียวกันนี้ เ้าอยากทรมานแต่ยังมีชีวิตอยู่ หรืออยากขอไปสบายกันเล่า?” เฉินคุนเฉิงเอ่ยถามอีกฝ่าย
เมื่อตู้เจวียนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันถอดสี นางรีบคุกเข่าลงบนพื้น “หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่ควรพูดจาพล่อย ๆ ฝ่าา โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ!”
ความสนใจเพียงเล็กน้อยของเฉินคุนเฉิงที่มีต่อนางก่อนหน้านี้ ในเวลานี้ได้มลายหายวับไปจนหมดสิ้นแล้ว หากสตรีใดไร้ใจเมตตากรุณา นางก็ไม่ต่างจากอสรพิษหรือแมงป่องร้าย ไม่อาจเก็บเอาไว้ได้
“มิสู้เรามาลองทดสอบดูกันสักตั้งไหมเล่า?” เฉินคุนเฉิงกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ
“อย่า อย่าเพคะ...ฝ่าา บ่าวผู้นี้รู้ว่าตนเองกล่าวผิดไปแล้วจริง ๆ บ่าวขอฝ่าาทรงไว้ชีวิตด้วย บ่าวผู้นี้ยินดีเป็วัวเป็ม้า และขอวิงวอนฝ่าาทรงไว้ชีวิตบ่าวผู้นี้ด้วยเพคะ!”
ตู้เจวียนตื่นตระหนกและเสียใจที่ตนเองหลงระเริงจนเกินไป
เฉินคุนเฉิงแค่นเสียงเ็า ในขณะที่ิเยว่ได้เข้ามากระซิบเตือนข้าง ๆ “ฝ่าา เซียงหลิงสิ้นลมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเฉินคุนเฉิงมองไป ก็เห็นแขนขาของเซียงหลิงเหยียดเกร็ง เืไหลนองเป็แอ่ง ตัวแข็งทื่อตายแล้ว
เฉินคุนเฉิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “จัดการฝังศพนางให้ดีด้วย...ชิงเฟิง ภายหลังส่งเงินตำลึงไปให้ครอบครัวนางมากกว่าเดิมสักหน่อย”
ชิงเฟิงค้อมศีรษะ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงหมุนตัวเดินจากไป สาวเท้ายาว ๆ ขณะสอดส่ายสายตามองหาเฉินซินอี๋อย่างดุดัน
เฉินซินอี๋กำลังนั่งแสดงอำนาจอยู่บนเตียง นางขว้างปาข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในมือ “เหตุใดนางทาสชั้นต่ำตู้เจวียนยังไม่เรียกหมอหลวงมาอีก? ให้ตายเถอะ ไม่มีอะไรดีสักอย่างเลย! คิดจะกลั่นแกล้งเปิ่นกงจู่ผู้นี้อย่างนั้นหรือ? เดี๋ยวก็ทำให้ตาสุนัขของพวกเ้าบอดกันทั้งหมดเลยนี่!”
าแบนใบหน้าของหญิงสาวคันจนแทบทนไม่ไหว ร่างกายเ็ปอย่างรุนแรง เฉินซินอี๋กลัดกลุ้มอย่างที่สุด เมื่อไม่มีข้าวของที่จะขว้างปาได้อีกต่อไป นางจึงโกรธจัด คว้าหมอนกระเบื้องปาไปตรงประตูทางเข้าอย่างแรง
บังเอิญเฉินคุนเฉิงก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องพอดี โดยไม่ทันได้ระวังตัวชายหนุ่มจึงถูกหมอนดังกล่าวกระแทกเข้าใส่อย่างจัง!
หมอนกระเบื้องบินมาปะทะหน้าอกของเฉินคุนเฉิงอย่างแม่นยำ!
เสียง *ตุ้บ!* ดังขึ้น หน้าอกของเฉินคุนเฉิงถูกกระแทกจนรู้สึกจุก หมอนกระเบื้องที่ตกลงบนพื้น กระแทกเข้าที่เท้าเขาอีกครั้ง ความเ็ปนี้ทำให้เขาต้องขบกรามแน่น เพื่อไม่ให้เสียกิริยาจนต้องร้องออกมาด้วยความเ็ป
“ฝ่าา...”
ิเยว่และชิงเฟิงต่างตื่นใที่การอารักขาบกพร่อง ทั้งคู่กำลังจะกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษ ทว่าเฉินคุนเฉิงกลับโบกมือเป็สัญญาณ พวกเขาจึงล่าถอยกลับไป
เฉินคุนเฉิงมองไปที่เฉินซินอี๋ เืลมตีกลับ สีหน้าหมองคล้ำ
“สารเลว! ไปตายกันเสียให้หมด! ข้า...”
ยามนี้เฉินซินอี๋กำลังเดือดดาล พูดจาพล่อย ๆ เหมือนคนบ้า
เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศผิดแปลกไป หญิงสาวจึงหันขวับกลับมาในทันใด เมื่อเห็นผู้มาเยือนอย่างชัดแจ้ง เฉินซินอี๋พลันบังเกิดความกลัวจนิญญาแทบหลุดจากร่าง
หญิงสาวเร่งรีบจนทำอะไรไม่ถูก ลนลานหมายจะลงจากเตียงเพื่อคุกเข่าโขกศีรษะขออภัยโทษ แต่ด้วยอาการาเ็สาหัสยังไม่หายดี ขาเอวไม่สะดวก จึงกลิ้งลงไปนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นใต้เตียงราวกับสุนัขแทะโคลนตัวหนึ่ง!
เมื่อเห็นท่าทางน่าสมเพชเวทนาของเฉินซินอี๋ ตู้เจวียนและคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกสะใจอยู่เล็ก ๆ
เฉินซินอี๋ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่เป็นาน จากนั้นจึงประคองตัวขึ้นมาคุกเข่าจนได้ “เสด็จพี่...ฝ่าา ฝ่าาต้องทรงให้ความเป็ธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ! หม่อมฉันได้ไปคุมการลงทัณฑ์ปะาชีวิตแทนฝ่าา าแที่ได้รับจึงเป็การแบ่งเบาความทุกข์ยากของฝ่าา! บ่าวรับใช้พวกนี้ล้วนมีเจตนาร้าย ฉวยโอกาสยามที่หม่อมฉันได้รับาเ็สาหัส เคลื่อนไหวไม่สะดวก ปรนนิบัติต่อหม่อมฉันอย่างหยาบคาย...ตู้เจวียน! นางทาสชั้นต่ำสมควรตาย ข้าบอกให้เ้าไปตามหมอหลวง เ้ามาเสนอหน้าทำอะไรข้างกายฝ่าา?”
บนใบหน้าของตู้เจวียนปรากฏร่องรอยของความหยิ่งผยอง นางเลิกคิ้วใส่เพื่อยั่วโทสะอีกฝ่าย
การยั่วยุนี้ ทำให้เฉินซินอี๋พลันเกรี้ยวกราดขาดสติ ใบหน้าอัปลักษณ์ของนางที่บวมอักเสบเน่าเปื่อย บัดนี้แดงก่ำ นางชี้หน้าตู้เจวียน พลางะโด่าสาดเสียเทเสีย “นังแพศยาอย่างเ้าจะต้องไม่ตายดี! อย่าคิดว่าพอใช้เสน่ห์ยั่วยวนฝ่าาแล้วจะได้ดิบได้ดี! ข้าจะบอกเ้าให้ รอให้พี่สะใภ้ของข้ารู้เมื่อไร นางจะต้องมาถลกหนังเ้าแน่...”
“พอได้แล้ว!” เฉินคุนเฉิงตวาดลั่นด้วยโทสะ “ดูสภาพเ้าสิ เหมือน ตัวอะไรกัน? ไม่มีท่าทางความสง่างามเหมือนองค์หญิงเลยสักกระผีก! และการที่กระทำความผิดมหันต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าข้าเช่นนี้ เ้าคิดว่าข้าจะไม่ลงโทษ ในความผิดของเ้าหรือ?”
เฉินซินอี๋ตกตะลึงไปชั่วขณะ ครั้นแล้วจึงยอมเทหมดหน้าตัก จู่ ๆ นางก็ร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่น “ฮือ ๆ ๆ ฝ่าา! ที่ตอนนี้หม่อมฉันมีสภาพเช่นนี้ ก็นึกอยากตายไปให้มันรู้แล้วรู้รอด หากฝ่าา้าลงโทษหม่อมฉันที่กระทำความผิด เช่นนั้นก็สับหม่อมฉันเป็แปดชิ้นแล้วโยนให้หมากินไปเลยเถอะเพคะ! ฮือ ๆ ๆ หม่อมฉันทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อฝ่าา มิเช่นนั้นคงไม่ขอไปคุมการปะาชีวิตด้วยตนเอง หากหม่อมฉันไม่ไป รูปโฉมงดงามดั่งพระจันทร์วันเพ็ญของหม่อมฉันจะมีสภาพเยี่ยงนี้ได้อย่างไร… นางทาสต่ำตมพวกนี้ดูถูกดูแคลนหม่อมฉัน หากฝ่าาไม่ตัดสินใจความให้หม่อมฉัน พวกนางก็จะยิ่งกำเริบเสิบสาน หม่อมฉันคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วจริง ๆ เพคะ...”
เฉินซินอี๋เอะอะโวยวาย ร้องไห้ฟูมฟาย
เมื่อเห็นนางเป็เช่นนี้ เฉินคุนเฉิงรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง เขาไม่ยินดีที่จะอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้เพียงเค่อเดียว จึงหมุนกายเดินจากไปอย่างบึ้งตึง
“ฝ่าา ฝ่าา...” เฉินซินอี๋ร้องไห้คร่ำครวญพลางกอดขาของเฉินคุนเฉิงไว้ “ฝ่าา จะดีจะชั่วอย่างน้อยก็ให้หมอหลวงมาตรวจรักษาหม่อมฉันผู้เป็น้องสาวคนเดียวของพระองค์อย่างเต็มเถิดเพคะ...”
เฉินคุนเฉิงทนไม่ได้อีกต่อไป หันกลับมาเผชิญหน้ากับนางด้วยโทสะสูงเสียดฟ้า “มีหมอหลวงทั้งหมดสิบคนในสำนักหมอหลวง เ้าสังหารไปแล้วหกคน ส่วนอีกสี่คนที่เหลือล้วนอ้างว่าป่วยลุกไม่ขึ้นและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เ้าจะให้ข้าไปหาหมอหลวงจากไหนมาให้เ้ากัน?”
“…” เฉินซินอี๋นิ่งอึ้งไป
“หึ! ทำตัวเองย่อมต้องรับกรรม เ้าก็จงดูแลตัวเองให้ดีเถิด!”
เฉินคุนเฉิงโกรธจนผลักนางออกไปไม่ให้ขวางทาง ก่อนเดินจากไป พร้อมกับยกมือนวดหน้าอกด้วยความโมโห
“หม่อมฉันขอวิงวอนฝ่าาทรงมีพระบัญชาให้ประกาศหาผู้มีฝีมือทั่วหล้า เชิญเทพหมอให้มารักษาหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!”
ดวงตาของเฉินซินอี๋เป็ประกายเจิดจ้า พลางเอ่ยขอเสียงดัง
“เ้าคิดว่ายังขายหน้าไม่พออีกหรืออย่างไร? องค์หญิงผู้สง่างามถูกคนเหยียบจนกลายเป็สุนัข ยังคิดจะเผยแพร่ความขายหน้าไปทั่วทุกหัวระแหงอีกรึ!”
เฉินคุนเฉิงทิ้งท้ายประโยคไว้อย่างเ็า ก่อนจะเดินนำขบวนผู้ติดตามออกไป “เสด็จพี่กลับมานะเพคะ… พระองค์จะทิ้งหม่อมฉันไว้ที่นี่คนเดียวไม่ได้นะเพคะ…”
ไม่ว่าเฉินซินอี๋ะโโหวกเหวกโวยวายอย่างไร ก็ไม่มีใครสนใจนาง
แม้กระทั่งนางกำนัลและข้าราชบริพารที่ถูกมอบให้นางไว้ใช้สอยก่อนหน้า ล้วนหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ในตำหนักสวนไผ่เขียวอันกว้างใหญ่ ชั่วพริบตาก็เหลือนางเพียงผู้เดียว ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ
“ใครก็ได้เข้ามาที ใครก็ได้มานี่หน่อย!”
เฉินซินอี๋ตื่นตระหนก
ตอนนี้ แค่นางเดินเหินก็ลำบากแล้ว หากไม่มีคนมาคอยปรนนิบัติรับใช้นาง ไม่ต้องพูดถึงาแทั่วร่างกายและใบหน้าของนางที่ยากจะรักษาเลย กระทั่งเื่เล็กน้อยธรรมดาอย่างเช่น กิน ดื่ม หรือเข้าห้องน้ำ นางก็คงทำไม่ได้ นางมิต้องรอจนหิวข้าวหิวน้ำตายหรอกหรือ?
เฉินซินอี๋เพิ่งตระหนักได้ว่าการปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ด้วยความเคารพนั้นสำคัญเพียงใด แต่น่าเสียดายที่ มาเสียใจเอาตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้ว
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา นางได้ใช้อำนาจเผด็จการสั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า ซึ่งทำให้เหล่าข้าราชบริพารต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ราวกับเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ และเมื่อครู่ พอเห็นว่าฝ่าาไม่ได้ใส่พระทัยเฉินซินอี๋แม้แต่น้อย เหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารชั้นผู้น้อยต่างก็ตัดสินใจที่จะอยู่ห่างจากนางปีศาจตนนี้ให้มากที่สุด ยิ่งไกลเท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น เพื่อไม่ให้นางทำร้ายผู้คนได้อีก
เฉินซินอี๋ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นานจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจนางเลยสักคน
หญิงสาวจำต้องยอมแพ้ นั่งลงบนพื้นด้วยความเศร้าสลดอย่างหาที่สุดมิได้
ในอดีต ดวงดาวทุกดวงโอบล้อมดวงจันทร์ และเป็ภาพที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้โดดเดี่ยวอ้างว้าง ยากลำบากไม่มีที่พึ่งพิง ไร้ญาติขาดมิตร
เฉินซินอี๋รู้สึกเศร้าใจ นางปิดหน้าด้วยมือที่เต็มไปด้วยสะเก็ดแผล และร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็อย่างในวันนี้ ก็คงไม่ทำั้แ่แรกสินะ!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เฉินซินอี๋เงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู...
ในแสงไฟที่ส่องสว่างเข้ามา ร่างเพรียวบางร่างหนึ่งก้าวเข้ามาในประตู ชุดสีแดงเพลิงของนางงดงามและน่าหลงใหล มาพร้อมรัศมีองอาจน่าเกรงขาม
ผู้มาเยือนค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าออกช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาเ็าที่จ้องมองนาง พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันบนริมฝีปาก
หลังจากเห็นรูปโฉมของผู้มาเยือนชัด ๆ แล้ว เฉินซินอี๋ก็รู้สึกถึงเสียงลึกลับภายในโสตประสาทอย่างแ่เบา และิญญาของนางก็หลุดลอยออกไปจากร่าง!
“องค์หญิงเจ็ด ไม่เจอกันเสียนานเลย!” ผู้มาเยือนแค่นเสียงเย้ยหยัน
“เฉา เฉาซีฮองเฮารึ? กรี๊ดดด! ผี! ผี...ผีหลอก...”
เฉินซินอี๋หวาดกลัวจนร้องไห้โหยหวนเหมือนหมาป่าหอน นางใช้มือและเท้าคลานสะเปะสะปะไปรอบ ๆ และเอาแต่กรีดร้องไม่หยุด
คนที่มาก็คืออดีตฮองเฮา เฉาซี
นางแค่นเสียงเ็า ดวงตาดำมืดลง พลางก้าวเท้าเข้าไปหา ก่อนจะยกเท้าเตะ ดวงตาของเฉินซินอี๋ก็พลันมืดลง ก่อนจะสลบไป...
**
[1] กระต่ายตาย จิ้งจอกร่ำไห้ (兔死狐悲) หมายถึง ร่วมเศร้าโศกเป็ทุกข์ กับชะตากรรมของพรรคพวกเดียวกัน
[2] โยนหินใส่คนที่ตกลงไปในบ่อ (落井下石) หมายถึง ซ้ำเติมคนอื่น ฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้อื่นในยามที่ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย
.
.
.