นางคาดเดาได้ถูกเผง เหยียนเฟิงยังหวังพึ่งนางรักษาอาการป่วยของมารดา หากมิใช่เพราะเพิ่งได้ยินว่านางรักษาชวีเชินหายเขาก็คงไม่อดทนอดกลั้นถึงเพียงนี้
"พรืด!" เสียงหัวเราะอย่างไม่ปิดบังดังขึ้น ทำลายบรรยากาศที่ชะงักงันระหว่างคนทั้งสอง
ซางรั่วฉินยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นความรู้สึกขบขันไม่อยู่จริงๆ การได้เห็นบุตรชายถูกต้อนจนมุมในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง
"โรคของเฟิงเอ๋อร์ไม่รีบ โรคของข้าค่อนข้างเร่งด่วนกว่า" นางออกแรงเม้มปากพยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากเย็น "ท่านหมอหมิง เชิญตรวจอาการให้ข้าก่อนเถิด"
"เช่นนั้นเชิญคุณชายใหญ่เหยียนออกไปรอด้านนอกก่อน มิเช่นนั้นเกรงว่าข้าคงตั้งสมาธิตรวจอาการให้ฮูหยินได้ยาก"
มุมปากของหมิงเป่าจูโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูท่าว่านางเดิมพันถูกแล้ว
ดวงตาของเหยียนเฟิงลุกเป็นไฟ ทว่าทำอันใดมิได้ เพราะมารดาเอ่ยปากแล้ว เขาทำได้เพียงเชื่อฟังพาหวังเฉินออกไปจากเรือนกลางทะเลสาบ
"เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดว่าอะไรนะ เทศกาลจงหยวนหรือ?" หลังจากทั้งสองออกมาไกลพอสมควรแล้ว หวังเฉินจึงเอ่ยถาม
"วันเทศกาลจงหยวน คนของเจ้ามิใช่ว่าถูกคนของข้าสั่งสอนไปแล้วหรือไร"
ทั้งสองเดินไปตามถนนเล็กแคบเลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง ในป่าไผ่มีศาลาหลังหนึ่ง เหยียนเฟิงเดินเข้าไปนั่งกะว่าจะรอผลลัพธ์อยู่ที่นั่น
"เอ่ยถึงเรื่องนี้ไปไย เจ้าพวกนั้นสมควรแล้ว ใครกล้าล่วงเกินเจ้า ข้าก็ไม่ปล่อยพวกมันไว้เหมือนกัน!"
หวังเฉินนั่งลงตาม อันที่จริงคนเหล่านั้นถูกเขาสั่งสอนไปรอบหนึ่งและขับไล่ไปแล้วช่างหูหนวกตาบอดจริงๆ หาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องเหยียนเฟิงเสียได้
พูดจบตนเองกลับอึ้งเล็กน้อย "หรือว่า...จะเกี่ยวกับนาง? คนที่ทำให้เจ้าแสดงบทวีรบุรุษช่วยหญิงงามคือนางหรือ?"
"ไม่ใช่" เหยียนเฟิงขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ อย่างนางเรียกว่า ‘หญิงงาม’ ได้ด้วยหรือ?
หวังเฉินพยักหน้า เช่นนั้นก็สมเหตุสมผล หาไม่แล้วเขาคงต้องสงสัยสายตาของเหยียนเฟิงแล้ว
"แต่นางก็อยู่ในที่เกิดเหตุ หญิงสาวผู้นั้นดูคุ้นเคยกับนางเป็นอย่างดี"
พูดถึงตรงนี้เหยียนเฟิงก็หยุดลง มีสาวใช้ยกถาดน้ำชาเข้ามา วางถ้วยชา เติมน้ำชาใบชาลอยขึ้นลงอยู่ในน้ำชา นี่คือชาเข็มเงินจวินซาน[1]ที่เหยียนเฟิงชอบที่สุด
"เรื่องง่ายแค่นี้ ปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ ข้าจะให้คนไปจับตัวนางมาให้"
แค่สตรีคนเดียวเท่านั้น หากอยากได้มาครอบครองไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยฐานะของเหยียนเฟิงเฉพาะในอำเภอติ้งเหลียงก็มีสตรีที่หมายปองเขาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร
"เก็บวิธีการของเจ้าไปเถอะ ข้าจัดการเองได้"
เขายกถ้วยชาที่สาวใช้นำมาขึ้นจิบ รสชาติดีไม่ต่างจากชาหลงจิ่ง เพียงแต่ใบชาใหญ่กว่าสีก็เขียวสดกว่าชาหลงจิ่ง ตัดกับสีขาวของถ้วยชาอย่างชัดเจน ชวนเชิญให้ทัศนา เป็น ‘ก้นหอยเขียวขจีในจานสีเงินยวง[2]’ อย่างแท้จริง
อันสตรีนั้นต้องได้มาเองถึงจะน่าสนใจ หากใช้กำลังบังคับก็เป็นการเสื่อมเสียเกียรติอีกอย่าง หากมารดารู้เข้าเขาต้องโดนด่าหูดับเป็นแน่
มีน้ำชาใสสะอาด รสชาติหวานละมุนหอมกรุ่นอยู่ในโพรงปาก เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์ไปคิดถึง‘เต้าหู้ซีซือ’ คนไหนทั้งนั้น
เหยียนเฟิงเบนศีรษะมองไปยังเรือนกลางทะเลสาบ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างในเป็นเช่นไรบ้าง
หวังเฉินรู้ว่าเหยียนเฟิงเป็นบุตรกตัญญู ได้ยินว่าโรคภัยไข้เจ็บของซางฮูหยินล้วนเกิดจากการพยายามให้กำเนิดเหยียนเฟิงโดยไม่คิดชีวิตดังนั้นไม่ว่าเรื่องใด เมื่อเทียบกับอาการป่วยของมารดาแล้ว ล้วนต้องพักไว้ก่อน
แม้ว่าเหยียนเฟิงจะพักเรื่องไว้ก่อน แต่มิได้หมายความว่าตนเองจะปล่อยให้เรื่องผ่านไปเฉยๆ
ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพราะลูกน้องของตนเองตาต่ำ ไปหาเรื่องสตรีที่เหยียนเฟิงหมายปองแต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับหมิงเป่าจู ความอาฆาตมาดร้ายก็คุกรุ่นขึ้นในใจ
เด็กสาวผู้นั้นดูน่าสนใจอยู่ก็จริง แต่ทำให้เขาต้องเสียลูกน้องมือดีไปหลายคนเรื่องนี้เขาไม่กล้าเอาไปลงกับเหยียนเฟิงอยู่แล้ว
ส่วนเต้าหู้โฉมงามผู้นั้นเป็นที่ต้องตาของเหยียนเฟิง ถือว่าโชคดีไป แต่หมิงเป่าจูผู้นี้...เขาจะไม่คิดบัญชีกับนางได้หรือ...
ย้อนกลับมาที่เรือนกลางทะเลสาบ
หมิงเป่าจูยังไม่รู้ว่าการพานพบกันในวันนี้ จะนำพาความวุ่นวายมาให้นางไม่หยุดหย่อนในกาลต่อมาบัดนี้นางนั่งตรวจชีพจรอย่างสงบอยู่ข้างกายซางรั่วฉิน
เก้าอี้ที่นางนั่งอยู่นั้นเป็นเก้าอี้ที่เสี่ยวเตี๋ยยกมาให้ เพื่อให้นางตรวจชีพจรได้สะดวก
ส่วนชุนเถา หลังจากออกไปยกน้ำชาให้เหยียนเฟิง ก็ไม่กลับเข้ามาอีก ซางรั่วฉินรู้ความคิดในใจของนางดีแต่ก็มิได้ใส่ใจ
อย่างไรเสียก็เป็นสาวใช้ที่ติดตามนางมาหลายปี แต่ก็รู้ใจบุตรชายของตนเองเป็นอย่างดีหลายปีมานี้เขาเมินเฉยต่อความกระตือรือร้นของชุนเถา เห็นก็เหมือนไม่เห็น น่าจะไม่มีความคิดอันใดเกินเลยเช่นนั้นก็ปล่อยให้นางไปเถอะ
ทันทีที่ปลายนิ้วของหมิงเป่าจูสัมผัสกับข้อมือของซางรั่วฉินก็ต้องตกใจ เย็นเฉียบถึงเพียงนี้!
นางสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก อุณหภูมิร่างกายต่ำมาก ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปแต่ภายนอกกลับดูไม่ออก
ตามหลักแล้วหญิงสาวที่มีความเย็นชื้นในร่างกายส่วนใหญ่แม้ในฤดูร้อนก็ยังคงรู้สึกมือเท้าเย็นหากรุนแรงกว่านั้น ผิวหนังก็จะเป็นสีม่วงคล้ำราวกับถูกกัดด้วยความหนาวเย็นในฤดูเหมันต์
เมื่อใช้นิ้วกดลงไป จะปรากฏรอยขาวซีดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ กลับไปเป็นสีม่วงคล้ำดังเดิม
ทว่านางสังเกตผิวพรรณของซางรั่วฉินตั้งแต่เข้ามาแล้ว ผิวขาวเนียนละเอียด ไม่เหมือนกับสตรีที่เคยผ่านการคลอดบุตรมาก่อนอีกทั้งยังอยู่ในวัยกลางคนแล้ว แต่กลับเหมือนไม่มีสิ่งผิดปกติแม้แต่ส่วนเสี้ยว
แต่เหตุใดร่างกายถึงเย็นจัดถึงเพียงนี้...
ชีพจรเต้นช้าและอ่อนแรง บางเล็กเหมือนเส้นด้าย แต่เมื่อกดหนักๆ กลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าชีพจรสับสน แสดงว่าในร่างกายมีโรคภัยมากมายรุมเร้า นานวันเข้าจึงค่อยๆ เพียบหนักขึ้น
หว่างคิ้วของหมิงเป่าจูขมวดแน่น คล้ายมีความหนักอึ้งกดทับอยู่ไม่สามารถคลายออกได้
ทั้งซางรั่วฉินและเสี่ยวเตี๋ยดูเหมือนจะเข้าใจสีหน้าของหมิงเป่าจู บรรยากาศในห้องจึงเงียบงันไปชั่วขณะ
กระทั่งหมิงเป่าจูปล่อยมือ เสี่ยวเตี๋ยถึงก้าวขึ้นมาเก็บเบาะรอง ซางรั่วฉินจึงถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
"ร่างกายของข้า ข้าเองย่อมรู้ดีที่สุด ท่านหมอหมิงมิต้องกังวลใจอันใด พูดตรงๆได้เลย"
หาหมอแสวงหาหยูกยามาหลายปี คำพูดของหมอเหล่านั้นนางฟังจนขึ้นใจแล้ว ย่อมรู้อยู่แก่ใจ
เจ็บป่วยมานานหลายปี แม้แต่หมอมีชื่อเสียงจากเมืองหลวงสามีก็เคยเชิญมาหลายคนแต่ผลลัพธ์ก็ไม่เป็นดังใจหวัง
เดิมทีนางก็ไม่คาดหวังอะไรอีกแล้ว ยื้อเวลาได้เท่าใดก็เท่านั้น เพียงแต่รู้สึกอาวรณ์ไม่อยากจากสามีและบุตรชายไปพอได้ยินจี้ฟางเล่าว่าสุขภาพของชวีเชินแข็งแรงดีแล้ว ถึงมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง
"อวัยวะภายในของฮูหยินได้รับความเสียหายจากไอเย็นสะสม สาเหตุของโรคร้ายน่าจะเกิดจากถูกไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเฉียบพลันระหว่างคลอดบุตร"
เดิมทีสตรีก็มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะเย็นชื้นในร่างกายง่ายอยู่แล้ว มือเท้าเย็นเฉียบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าม้ามและกระเพาะอาหารเย็นจัดควรรักษาความอบอุ่น ไม่ควรอยู่ในที่เย็น
หากต้องลมหนาวพลังหยางก็จะอ่อนแอ หากไตเย็น มดลูกก็จะเย็นตาม จากนั้นส่วนบนจะลุกลามขึ้นสู่หัวใจส่วนล่างก็จะกำจายไปสู่ช่องท้อง ถูกโรครุมเร้าเรื้อรังจนกระทั่งเสียชีวิต
ที่ซางรั่วฉินยังมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ น่าจะมาจากความพยายามทุ่มเทในการเสาะหาสมุนไพรล้ำค่ามายื้อชีวิตประกอบกับการรักษาจากหมอเทวดาทั้งหลาย จึงฝืนสังขารอยู่มาได้ถึงตอนนี้
แต่ดูจากร่างกายของนางเวลานี้ ภายนอกสดใสแต่ภายในกลวงเปล่า มิเช่นนั้นทั่วร่างคงจะไม่ถึงกับไร้เรี่ยวแรงเพียงยกแขนขึ้นเล็กน้อยก็ต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มี
"ท่านหมอหมิง ข้าขอถามความจริงสักประโยค หากรักษาไม่หาย ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใด"
ซางรั่วฉินอดถามความคิดในใจออกไปไม่ได้จริงๆ
นางอยากกำผ้าเช็ดหน้าในมือให้แน่น ทว่าพยายามเท่าใดก็ไม่สามารถขยับได้ แม้แต่การขยับเขยื้อนง่ายๆเช่นนี้ นางก็ยังไม่มีเรี่ยวแรง
คำถามนี้ นางเคยถามท่านหมอคนอื่นๆ ลับหลังสามี ทว่าไม่มีใครยอมให้คำตอบ
ใช่ว่าเพราะคำนึงถึงเงินและอำนาจบารมีของสกุลเหยียน แต่เพราะสามีของนางเตือนไว้ล่วงหน้าทว่านางทนการมีชีวิตอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมายต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
หมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้น เสี่ยวเตี๋ยที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบส่งสายตาปราม เตือนนางไม่ให้พูดสิ่งที่ไม่ควรพูด
ดวงตาของซางรั่วฉินเต็มไปด้วยความหวัง แม้ว่าจะยังดูเป็นคนป่วยและอ่อนแอ ต้องพิงอยู่บนเก้าอี้ก็ตาม
เชิงอรรถ
[1] ชาเข็มเงินคือชาขาว ใบชาเป็นเส้นตรงเหมือนเข็ม มีสีขาวขุ่นสะท้อนแสง หนึ่งยอดใบชาเก็บเพียงหนึ่งใบน้ำชามีกลิ่นหอมสดชื่น รสชาติค้างอวลอยู่ในปาก ไม่เพียงช่วยดับกระหาย ยังมีผลในการบำรุงสายตาและลดไฟ ชาเข็มเงินที่มีชื่อเสียงมากคือ ชาเข็มเงินจวินซาน (君山银针) ซึ่งผลิตในเมืองเยว่หยาง มณฑลหูหนาน เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดชาจีน
[2] ก้นหอยเขียวขจีในจานสีเงินยวง(白银盘里一青螺) เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยในบทกลอน“ยลต้งถิง” ของกวีสมัยราชวงศ์ถังนามว่าหลิวอวี่ซี ซึ่งเปรียบเปรยสีของทะเลสาบต้งถิงที่เปล่งประกายเป็นสีเงินยวงท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีของเทือกเขาจวินซานว่าเหมือนกับใบชาสีเขียวเล็กจ้อยรูปก้นหอยในจานสีเงินยวง