หลังจากดีใจกันพอเป็พิธีแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็คิดจะเข้าไปสำรวจด้านในของศาลเทพั
“หลวนเซี่ย หลวนหลงตามย่าเข้าไปด้านในก่อน”
อ๋าวซีห่าวถึงกับหน้าถอดสี การที่มารดาไม่เรียกคนตามลำดับาุโก็ทำให้ตนรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย แต่นั่นก็บุตรชายแท้ๆ ผิดแผกไปก็แค่มีอ๋าวหลวนหลงได้ตามไปอีกคนเท่านั้น
เพียงแค่ผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นแต่ยังไม่ทันก้าวขาเข้าไปในห้อง กลิ่นเหม็นอับชื้นพิกลก็พุ่งมาปะทะใบหน้าของคนทั้งสามเข้าอย่างจังจนฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงกับต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้
แม้ว่าศาลเทพัจะได้รับการดูแลเป็อย่างดีแต่ก็ทำได้เพียงภายนอก เครื่องเรือนรวมทั้งผนังห้องที่ทำจากไม้ภายในล้วนแล้วแต่ผุพังจากความชื้นที่ผ่านฝนย่ำลมหนาวเยือนไม่เคยเจอแสงแดดมายาวนาน
ภายในห้องขนาดใหญ่มีชั้นหนังสือและชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านเขียนตำรา มองอย่างไรก็คือห้องหนังสือดีๆ นี่เอง เพียงแต่เป็ห้องหนังสือที่กว้างขวางมีโต๊ะเก้าอี้อยู่หลายชุด คล้ายว่าเป็ห้องหนังสือส่วนรวมประจำตระกูลอ๋าวในอดีตหาใช่ห้องส่วนตัวไม่
ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกับอ๋าวหลวนเซี่ยเอาแต่ตื่นตาตื่นใจกับสมบัติล้ำค่าที่คาดว่าจะเป็ตำรายุทธ์ มรดกตกทอดที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษตระกูลอ๋าว แต่อ๋าวหลวนหลงกลับเบ้ปากสีหน้าไร้ความชื่นชม
ภาพในความคิดของชายหนุ่มคาดหวังกับศาลเทพัเอาไว้สูงลิบ แต่ที่เห็นนี่มันอะไร!!
โต๊ะเก้าอี้รวมทั้งเครื่องเรือนหลายชิ้นผุพังราวกับท่อนฟืนเน่าๆ อาจเป็เพราะมีน้ำฝนไหลซึมเข้ามาสะสมอยู่ภายในเป็ระยะเวลานาน ตำราหลายร้อยเล่มบนชั้นวางส่งกลิ่นอับชื้นขึ้นราหนาเป็ดอกเห็ด คิดอยากจะพลิกจับตำรามาดูสักเล่มก็ยังหวั่นเกรงว่าผิวเนื้ออาจถูกพิษจากราเน่าเ่าั้
“พวกเ้าเข้ามากันได้แล้ว ระมัดระวังด้วยเล่าข้าวของในนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี อย่าทำให้มันเสียหายเด็ดขาด” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเห็นว่าด้านในปลอดภัยและมีพื้นที่กว้างขวางจึงเรียกคนที่เหลือให้ตามเข้ามา
“หลวนหลง หยุด!” อ๋าวซีห่าวะโเสียงหลง เมื่อเห็นว่าอ๋าวหลวนหลงเดินดุ่มเข้าไปคว้าตำราเก่าแก่มาถือไว้ในมือ
“พวกเราอยากเปิดศาลเทพักันมานานแล้วไม่ใช่หรือท่านลุงใหญ่ มรดกที่บรรพชนเก็บไว้ให้พวกเราก็มีเพียงตำรา หากไม่รีบเปิดอ่านอีกไม่นานมันก็คงเปื่อยยุ่ยกลายเป็ผงไปเสียก่อนแน่นอนขอรับ”
“หลวนหลงพูดถูก ทั้งกระดาษและหมึกล้วนแล้วแต่เสียหายอย่างหนัก ไม่แน่ว่าหากเราเอาออกไปตากแดดอาจเสียหายมากกว่าเดิม ขั้นตอนแรกเราควรช่วยกันทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมกันก่อนดีกว่าขอรับท่านแม่ ส่วนตำราเ่าั้ก็ต้องวางแผนกันให้ดี" อ๋าวซีฮันเห็นด้วยกับหลานชาย
การทำความสะอาดศาลเทพัครั้งใหญ่ของสกุลอ๋าวเป็ไปอย่างรีบเร่งและยากลำบากไม่น้อยเพราะพวกเขาไม่อาจให้บ่าวไพร่เข้ามาช่วย บ้านสายหลักที่นิยมแต่งภรรยาคนเดียวมีทายาทและสมาชิกไม่มากเหมือนอย่างบ้านสายรองทั้งสี่ จึงมีสมาชิกเข้าร่วมทำความสะอาดในวันนี้เพียง ฮูหยินผู้เฒ่ากัว บุตรชายและสะใภ้รวม 8 คน ทายาทรุ่นหลาน 12 คนและหลานสะใภ้จากคุณชายใหญ่และคุณชายรองอีก 2 คน ทั้งหมด 23 คนเท่านั้น
“นี่อะไร?”
“ไม่ได้เื่”
“อันนี้ก็ไม่ได้เื่!”
“นี่หรือสมบัติล้ำค่า!”
เสียงสบถของอ๋าวหลวนหลงดังออกมาเป็ระยะเมื่อเขาเดินสำรวจตำราแต่ละเล่ม
“หุบปากเน่าๆ ของเ้าเสียทีหลวนหลง! หากไม่คิดจะช่วยกัน เ้าก็ออกไปเสีย แล้วตำราเ่าั้ใช่เ้าจะหยามิ่ได้เมื่อใด!” อ๋าวซีเค่อสะกดกลั้นโทสะไว้จนหน้าเขียว หลานชายหยิบนั่นพลิกนี้ไม่หยุด ตนจะวิ่งไปห้ามปรามก็ยังช้ากว่าหลานชายอยู่หลายก้าว การเดินภายในศาลเทพัที่เป็พื้นไม้ผุมีปลวกกินเป็บางแห่งไม่ง่ายเลย
อ๋าวหลวนหลงกลอกตารอบหนึ่งอย่างจนใจ เขามองผ่านๆ ด้วยสายตาก็เห็นได้ว่าในศาลเทพัมีตำราวิชายุทธ์ในระดับชั้นต่างๆ อยู่ไม่น้อย สำหรับตนแล้วพวกมันเป็ตำราไร้ค่า แต่สำหรับสกุลอ๋าวหรือแม้แต่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระดับการบำเพ็ญเพียรยังมีแยกชั้นยิบย่อยอีกหลายชั้นนั้นพวกมันล้ำค่ายิ่งนัก
ชายหนุ่มยังไม่เลิกสำรวจบนชั้นหนังสือ แต่ยินยอมสงบปากสงบคำพร่ำบ่นดูแคลนทรัพย์สมบัติภายในศาลเทพัแห่งนี้แต่โดยดี
อีกคนที่ไม่ยอมพลาดการเปิดดูตำราเหล่านี้เลยย่อมเป็คุณชายรองอ๋าวหลวนตง ไม่ว่าอ๋าวหลวนหลงจะเก่งจริงหรือไม่จริง แต่อย่างไรยามนี้พี่ใหญ่อ๋าวหลวนเซี่ยก็ขับเคลื่อนพลังปราณให้ตนได้เห็นกับตาไปแล้ว เขาพยายามมองหาตำราที่สอนวิธีการเ่าั้ด้วยหวังว่าจะไม่ต้องไปขอร้องให้ฝ่ายนั้นสั่งสอนให้
“พวกมันใช้การไม่ได้แล้วจริงๆ ขอรับท่านพ่อ ท่านย่า ตำรายุทธ์เหล่านี้หมึกเลอะเลือนขาดหาย บางส่วนก็ถูกปลวกกินไปจนมองไม่เห็นตัวอักษรแล้ว”
พี่น้องคนอื่นๆ ได้ยินคำกล่าวของอ๋าวหลวนตงก็วางมือจากการปัดกวาด แยกย้ายกันหยิบตำราตามชั้นต่างๆ มาดูด้วยความระมัดระวัง
“จริงด้วย เสียหายหมดเลย เช่นนั้นหลายสิบปีที่พวกเราเพียรพยายามเปิดศาลเทพัมาล้วนแล้วแต่ไม่มีประโยชน์อันใด” คุณหนูใหญ่อ๋าวหลวนจิงแสดงสีหน้าผิดหวังรุนแรงออกมา
“ตรงไหนเสียหายก็เขียนเพิ่มขึ้นมาก็หมดเื่”
“หลวนหลง! เ้าจะก่อกวนไม่จบไม่สิ้นเลยหรืออย่างไร สมบัติเหล่านี้มีอายุเท่าใดเ้ารู้หรือไม่! ใช่ว่าอยากจะเขียนอะไรก็เขียนได้ตามใจชอบ! เด็กน้อยอย่างเ้าเพียงแค่รวบรวมลมปราณได้หน่อยก็เหิมเกริม คิดอยากจะทำอะไรตามใจชอบได้หรือ!” อ๋าวซีเค่อหมั่นไส้หลานชายสี่เต็มทน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาจึงไม่ขับไล่เขาออกไปเสียที
“ข้ากล้าพูดเพราะข้าทำได้จริงต่างหากท่านลุงรอง เอาหมึกกับกระดาษมาสิข้าจะเขียนส่วนที่ขาดหายไปของหน้านี้ให้ท่านดูเอง”
เื่ที่เป็ประโยชน์กับคนในสกุลฮูหยินผู้เฒ่ากัวย่อมไม่ขัดแย้ง นางเองก็ยังอยากจะรู้เช่นกันว่าหลานชายทำได้จริงหรือไม่
“หลวนหลง เรากลับเข้าไปที่ห้องหนังสือในจวนกันก่อนจะดีกว่า” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวเข้าใจว่าหลานชายอาจต้องขอความช่วยเหลือจากฝูซี แต่ฝูซีไม่อาจเข้ามาในเขตศาลบรรพชนและศาลเทพัได้
“ไม่จำเป็ขอรับท่านย่า เคลื่อนย้ายไปมาบ่อยๆ จะยิ่งทำให้พวกมันเสียหายไปเปล่า ทำมันเสียที่นี่เลยจะดีกว่า”
เห็นหลานชายมั่นอกมั่นใจฮูหยินผู้เฒ่ากัวยิ่งใจเต้น รีบสั่งการให้หลานสาววัยเยาว์เร่งออกไปเอาของมาให้ครบถ้วน
อ๋าวหลวนหลงเลือกหยิบตำราฝึกยุทธ์สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นต้นมาเล่มหนึ่ง ตำราเล่มนี้เสียหายจากราที่ขึ้นบนหน้าปกและลุกลามไปยังหน้าแรกๆ ราว 10 หน้า เห็นตัวอักษรไม่กี่ตัวแต่ไม่สามารถอ่านเป็คำได้เลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มเขียนตำราหน้าแรกทั้ง 10 หน้าออกมาด้วยความรวดเร็ว ความมั่นอกมั่นใจรวมทั้งการลงน้ำหนักความเร็วของพู่กันมองอย่างไรก็ดูเหมือนว่าอ๋าวหลวนหลงรู้เนื้อความก่อนหน้าเป็อย่างดี การเขียนของเขาทำอย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดคิดหรือลังเลใจ จนทายาทสกุลอ๋าวบ้านสายหลักต้องกลั้นหายใจเอาไว้ด้วยความตื่นเต้น
“เสร็จแล้วขอรับท่านย่า ท่านลองตรวจสอบดูก่อน” อ๋าวหลวนหลงลุกออกจากเก้าอี้แล้วเชิญให้ผู้าุโนั่งลงแทน
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวนำกระดาษที่หลานชายเขียนมาเทียบข้อความกับตำราเล่มเก่า โดยดูจากตัวอักษรบางตัวที่ยังพอมองเห็นได้เลือนราง ไม่ว่าจะตำแหน่งของอักษรหรือเนื้อความเห็นได้ชัดเจนว่าหลานชายรู้ข้อความบนตำราอย่างแจ่มชัด และเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะปรุงแต่งตัวอักษรและข้อความให้สอดคล้องกับต้นฉบับเดิมได้ทั้ง 10 แผ่น
“ข้าไม่เคยรู้จักวิชายุทธ์เหล่านี้มาก่อนไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดว่ามันถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ แต่พวกเ้าลองมาดูกันเองเถิดว่าเห็นข้อบกพร่องตรงที่ใดบ้าง” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวลุกออกจากเก้าอี้ปล่อยให้ทายาทคนอื่นๆ มาพิสูจน์ด้วยตนเอง
“หลวนหลง เ้าคิดว่าเ้าจะช่วยคัดตำราเหล่านี้ออกมาใหม่ให้สมบูรณ์ได้ทั้งหมดหรือไม่”
“ทำได้ขอรับท่านย่า แต่อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย ข้าคงต้องเริ่มทำไปทีละเล่มตามระดับการฝึกฝนที่ทุกคนทำได้ และต้องขอให้พี่น้องทุกคนช่วยกัน ข้าจะเป็คนบอกจุดที่เสียหายให้พวกเขาช่วยกันคัดตำราออกมาใหม่เองขอรับ”