

“แอ็ด” เมื่อแมพเปิดประตู ก็มีเสียงผู้ชายกล่าวทักทายดังขึ้น “สวัสดีครับ เชิญนั่ง” แมพเดินมานั่งที่เก้าอี้ “บรรยากาศเหมือนห้องสอบสวนเลยครับ” แมพเอ๋ยขึ้น
ชายผู้นี้หัวเราะ “ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ ผมก็คิดเหมือนกัน”
“ผมชื่อ วลาดิสลาฟ สตรา เรียกผมว่า สตรา คุณแมพใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ”
“คุณดึงพลังจิตออกมาใช้ได้ไหม”
แมพประหลาดใจอย่างมาก ชายผู้นี้รู้ได้อย่างไรด้วยความสงสัยจึงถาม “คุณรู้ได้ยังไง”
“ท่านผู้นำบอก ท่านไม่เคยพลาด” สตราเอ๋ยขึ้น พร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ผมไม่แน่ใจว่าอย่างนี้เรียกว่าใช้พลังจิตเป็หรือป่าวครับ คือว่า...... เอ๋ย..... ผมใช้ได้บางครั้ง บางครั้งก็ใช่ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ทำไม มันอาจมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผล แต่ผมไม่รู้ว่าคืออะไร”
“ควบคุมได้ไหม”
“ควบคุมได้นิดหน่อยครับ” แมพตอบด้วยนำ้เสียงที่จริงจัง
“รู้ไหม ใช้ทำอะไรได้บ้าง”สตราถาม
“ไม่รู้ครับ”
สตรา หยิบปากกาขึ้นมาจดอะไรบางอย่างในสมุดบันทึกเล่มเล็ก มีปกเป็หนังสีนำ้ตาล “รู้ได้ยังไงว่า ตัวเองมีความพิเศษ”
แมพ มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป คิ้วขมวด แววตาไม่เหมือนเดิม
“ผมพูดอะไรให้นึกถึงเื่ที่ไม่อยากจดจำใช่ไหมครับ” สตราเอ๋ย
“ผมตั้งใจจะลืมมัน แต่อีกใจนึง มันเหมือนเป็จุดที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล มันทำให้ผมโตเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้ผมเก่งขึ้น เรียนรู้อะไรมากขึ้น เป็บทเรียนที่สำคัญในชีวิต”
“ผมเข้าใจ เราทุกคนที่นี้ ก็ผ่านเื่ราวที่ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกัน” สตราเอ๋ย พร้อมก้มหน้าจดอะไรบ้างอย่างในสมุดบันทึกเล่มเล็กอีกครั้ง พอเขาจดเสร็จ ก็เงยหน้ามองตาแมพ เหมือนเป็การส่งสัญญาณให้เริ่มเล่าเื่ราวที่ทำให้ผู้ความพิเศษของตน
แมพสูบหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเริ่มเล่าด้วยเสียงดังฟังชัด “ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมปลาย ตอน ม.5 เทอม2 เหตุการณ์ก่อนวันเกิดผม 4 วัน ผมจำได้แม่นยำ ผมทำผิดพลาด ผมใช้ความรุนแรง ผมขออนุญาตไม่บอกรายละเอียดกับเหตุผล เพราะมันฟังดูปัญญาอ่อนและไม่เข้าท่ายังไงก็ไม่รู้ วันนั้นผมฟุ้งซ่าน ใจร้อน หูแว่ว ได้ยินเสียงคนเถียงกัน ทำให้ผมหงุดหงิดตามไปด้วย บาง่ได้ยินเสียงเป็คำแนะนำ ซึ่งในความเป็จริง ไม่มีเสียงเหล่านี้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไร ผมทำอะไรอย่างไม่มีเหตุผล ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ่พักกลางวันของวันนั้น ผมไปหาห้องเรียนที่ไม่มีใครอยู่เพื่อนั่งสมาธิ เพราะอยากให้จิตใจสงบ ผมเดินหาโดยเริ่มจากชั้นบนสุด เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีใครอยู่ แต่ผมคิดผิด หลายห้องมีคนอยู่ บางห้องล็อคทำให้เปิดประตูไม่ได้ บางห้องน้องม.ต้นกำลังเรียนอยู่ ผมเดินหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เจอห้องนึง อยู่ชั้น 2 ที่นั้นไม่มีคนอยู่และห้องไม่ได้ล็อก ผมเปิดประตูหน้าห้องและหลังห้อง เดินไปเปิดหน้าต่างให้หมดทุกบาน เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก ผมมองไปทั่วห้อง หาทำเลเหมาะๆนั่งสมาธิ ระหว่างนั่งสมาธิ ผมรู้สึกเบาสบาย เย็นๆ สดชื่น แบบแปลกๆ จู่ๆก็รู้สึก เหมือนภายในตัวผม มีอะไรบ้างอย่าง แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร เป็ความรู้สึกที่แปลกมาก ผมอธิบายไม่ถูก ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน พอลืมตาขึ้นมา มองไปด้านนอกห้องผ่านประตู เห็นเพื่อนสนิทมองมาที่ผม (เขามีรูปร่างท้วม ใบหน้ากลม ใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลาย เสื้อขาว กางเกงสีกรมท่า) เขามองมาด้วยความเป็ห่วง นั้นทำให้เราสบตากัน จากนั้นเขาก็เดินไปที่อื่น ถึงจะสนิทกันแต่อยู่คนละห้อง เหตุการณ์นั้นถือเป็จุดเริ่มต้นในการรับรู้ถึงความพิเศษในตัว หลังจากนั้น ผมพยายามหาคำตอบ ลองถูกลองผิด จนรับรู้ว่า ตัวผมได้ยินเสียง เป็เสียงที่อยู่ในหัว มีนํ้าเสียงเหมือนกับผู้สนทนา ถ้าให้พูดง่ายๆ มันเลียนแบบนํ้าเสียงได้ แต่ในความเป็จริงเขาไม่ได้พูด ่แรก ผมกังวลมาก ผมกลัว ผมสับสน ไม่รู้ว่าเสียงไหนเป็ความจริง เสียงไหนไม่ใช่ความจริง และฟังนํ้าเสียงก็ไม่ได้”
“แล้วคุณมีวิธีแก้ไขยังไง”
“ผมมองปากครับ ถ้าปากขยับก็คือความจริง ถ้าไม่แน่ใจ ผมก็จะถามเขาอีกรอบ ประมาณว่า เมื่อกี้พูดอะไร”
“ตอนนี้เป็อยู่ใช่ไหม” สตราเอ๋ย
“บางครั้งครับ”
“ก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์หรืออะไรแปลกๆ เกิดขึ้นไหม” สตราถาม
“มีครับ เยอะมาก บางเหตุการณ์ผมไม่แน่ใจ ผมอาจหลอนไปเองหรือเป็ความจริงก็ได้ ด้วยความที่ผมยังเด็ก ไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น บางเหตุการณ์มันเลือนลางมาก ผมประติดประต่อเื่ราวไม่ค่อยได้ แต่ที่รู้แน่ๆ ตอนGrade 8 หรือ ม.2 เทอม2 ผมจำได้แม่นเหมือนพึ่งผ่านมาไม่กี่วัน วันนั้นผมไปเข้าค่ายลูกเสือที่จังหวัดเพชรบุรี วันที่ 2 ในค่ายลูกเสือระหว่างกินข้าวต้มปลาเป็อาหารเช้า ผมได้ยินเสียงเพื่อนพูด ประโยคนึง แต่ในความเป็จริงเพื่อนผมไม่ได้พูดอะไร ประโยคที่ผมได้ยิน มีเนื้อหาประมาณดูถูก หรือ บูลลี่ ตอนนั้นผมโกรธเพื่อนคนนี้มาก พยายามหาเหตุผลว่า ทำไมเพื่อนถึงพูดอย่างนี้ พูดเพื่ออะไร เราไม่เคยทะเลาะกัน แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว มันเป็เสียงที่เกิดขึ้นในหัวของผมเอง ผมไม่รู้วิธีควบคุม ไม่รู้ใช้งานยังไง ใช้ทำอะไรได้บ้าง ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตลำบากมาก ผมกังวล กลัวไปทุกอย่าง บางครั้งผมแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับเสียงหรือความรู้สึกที่ผมหลอนไปเอง ผมกลัวตัวเองจะทำอะไรไม่ดี กลัวไม่รู้สึกตัว กลัวควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวจะใช้ความรุนแรงทำร้ายคนอื่นอีก ขอร้องครับสอนผมที ผมไม่อยากใช้มันเป็ ขอแค่ไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็พอครับ”
สตรายิ้ม “คุณต้องให้ท่านผู้นำสอน ท่านมีพลังจิตเหมือนกับคุณ”
แมพยิ้ม “ผมดีใจมากที่ได้เจอคนที่เป็แบบเดียวกัน ผมมีคำถามมากมายที่อยากถาม แต่อีกใจนึง ถ้าผมเป็คนแรกที่ทำได้ มันดูน่าจดจำ และก็ดูเท่ดี ซึ่งคนแรกต้องฝึก ต้องหาคำตอบ หาวิธีใช้เอง เปรียบเสมือนเราเป็คนเปิดเส้นทาง แต่กลับกัน ถ้ามีคนทำสำเร็จแล้ว เราแค่ฝึกฝนตามแบบ ก็สำเร็จได้ เพราะมีคนเปิดเส้นทางให้เดินแล้ว มันดีคนละแบบ” จากนั้นแมพก็ถามสตราด้วยความอยากรู้อยากเห็นความสามารถพิเศษของชายผู้นี้ “คุณสตรา มีความสามารถพิเศษอะไรครับ ทำให้ผมดูหน่อย”
“ผมทำไม่ได้ เพราะมีแต่ผมคนเดียวที่เห็น”
“ทำไมละ” แมพตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยความอยากรู้
“ความพิเศษของผม เป็สายตาที่เฉียบคม โดยปกติมนุษย์มีระยะการมองเห็นไกลสุด(Far Point)เป็ระยะอนันต์ แต่มีปัจจัยอื่นๆ ทำให้ระยะในการมองเห็นไม่เหมือนกัน สมมุติเรายืนสูงจากพื้นประมาณ 1.7 เมตร ระยะทางที่เราจะมองเห็นได้ไกลที่สุดประมาณไม่เกิน 4.7 กิโลเมตร และตรงนั้นก็คือเส้นขอบฟ้า ที่เป็แบบนี้เพราะโลกมีลักษณะเป็ทรงกลม ส่วนโค้งของโลกบังไม่ให้เห็นไปไกลกว่านั้น แต่ถ้าสมมุติเราอยู่ในที่สูงมากๆ และเป็ค่ำคืนที่มืดสนิท ตาเราอาจมองเห็นแสงเทียนจากระยะไกลได้ถึง 48 กิโลเมตร แต่ความสามารถพิเศษของผม เมื่อยืนบนพื้นดินปกติ จะมองเห็นในระยะประมาณ 12 กิโลเมตร และมองเห็นในที่มือได้ชัดเจนแม้ไม่มีแสงสว่างใดๆ งงไหม เข้าใจที่ผมอธิบายหรือป่าว” สตราถามแมพเพราะเห็นทำหน้างงๆ “ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ผมมองเห็นไกลกว่าคนทั่วไป 3 เท่า”
แมพยิ้มพร้อมกล่าว “เป็ความสามารถพิเศษที่ดีมากครับ ไม่ต้องควบคุม สามารถใช้ได้ทันที”
“ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด การมองเห็นได้ไกลกว่ามนุษย์ทั่วไป 3 เท่า มันส่งผลเสีย ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ลูกตา และอวัยวะส่วนอื่นๆทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้อ่อนล้า และเสื่อมอย่างรวดเร็ว การที่ใช้สายตานานๆทำให้ผมปวดตา มันแสบจนลืมตาไม่ขึ้น แพทย์ขององค์กรเราแนะนำว่า อย่าใช้สายตามากเกินไป อาจทำให้ตาบอด ผมจะไม่ลืมตาโดยไม่จำเป็และพักสายตาบ่อยๆ คนทุกคนล้วนมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น เช่น บางคนคิดว่าถ้าเกิดมาในตระกูลที่รํ่ารวยจะสบาย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ มันก็ใช่ แต่เขาก็มีปัญหาของตัวเอง มีความกดดัน ทั้งเื่เรียน เื่อนาคต ความคาดหวังของครอบครัวและคนอื่นๆ ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว บางคนครอบครัวบังคับให้เรียนในสาขาที่เหมาะสมกับธุรกิจของครอบครัว โดยไม่คำนึงถึงความชอบของลูกหลาน แต่บางคนยังมีทางเลือก ยังทำในสิ่งที่ชอบได้ โดยจ้างคนอื่นมาบริหารบริษัทแทน แต่เราไม่รู้ว่าเขาจะเก่งไหม บริการดีหรือป่าว อาจทำให้ขาดทุนหรือล้มละลาย บางคนอาจโดนโกงเงินบริษัท เราทุกคนล้วนมีปัญหาในมุมที่คนอื่นมองไม่เห็นหรือมองข้ามไป พลังจิตเป็ความสามารถพิเศษที่หายากมาก และเป็พลังที่เก่งที่สุดในทุกๆความสามารถพิเศษ ถ้าคุณใช้เป็นะ”
“เอ่ยใช่……………ผมพึ่งนึกออก มีเื่นึงทำให้ผมแน่ใจว่าตัวเองมีพลังจิต คือ ข้อความที่เพื่อนชวนผมไปเที่ยวสวนนำ้ ่ปิดเทอมม.4 ขึ้น ม.5 เพื่อนผมที่ชวนชื่อ แป้ง เพื่อนสมัย ม.ต้น อยู่ห้องเดียวกันั้แ่ ป.6 ถึง ม.3 เธอพิมพ์ข้อความประมาณว่า <ไปเที่ยวสวนนํ้า ่เย็น ไม่มีแดด ไม่ดำ ไม่ร้อน มีคอนเสิร์ต> ข้อความที่บอกว่า ไม่ดำ นี้ละ สมัยม.ต้น ผมกลัวดำมาก และไม่เคยบอกใครเื่นี้ ผมไม่เคยแสดงออกอะไรเลยว่ากลัวผิดเสีย กังวงเื่ผิวดำ จริงๆข้อความยาวกว่านี้ แต่ผมจำใจความหลักๆได้ประมาณนี้ ประเด็นคือแป้งรู้ได้ยังไง”
“ผมไม่แน่ใจ…อาจจะเป็ความบังเอิญก็เป็ได้”
“พลังวิเศษหรือพลังจิตเกิดจากอะไรครับ”
“DNAที่กลายพันธุ์ มี 2 ประเภท 1.เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ 2.มนุษย์สร้างขึ้น ประเภทแรกเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แบ่งออกเป็ 2 ลักษณะ คือ 1.เกิดขึ้นจากความบังเอิญ เป็ความผิดปกติในกระบวนการสร้างDNAของมนุษย์ เช่น ผู้ที่พิการั้แ่กำเนิด 2.เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอทีละน้อยอย่างต่อเนื่องในหลายชั่วรุ่นของสิ่งมีชีวิต เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมให้มีลักษณะเหมาะสมกับการดำรงชีวิต ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ ประเภทที่ 2.มนุษย์สร้างขึ้น เป็การเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์เป็ผู้ดัดแปลง ต่อเติม สร้างสรรค์ขึ้น เช่น การตัดต่อพันธุกรรมของพืชเพื่อให้ทนทานต่อสภาพอากาศและออกผลผลิตจำนวนมาก รวมถึงการโคลนนิ่งสัตว์และมนุษย์” เมื่อพูดจบสตรา เปิดสมุดเล่มเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาก้มมองไปที่สมุด ทันใดนั้นแมพก็พูดแทรกขึ้นมา
“เอ่ย.............ที่นี้เป็องค์กรลับของรัฐบาลใช่ไหมครับ แล้วมีวัตถุประสงค์อะไรครับ”
สตรายิ้มพร้อมพูด “เป็องค์กรลับของเอกชน รัฐบาลไม่รู้ว่ามีองค์กรของเราอยู่ องค์กรชื่อ เอกซ์แคลิเบอร์ ชื่อมาจาก ตำนานดาบเอกซ์แคลิเบอร์ เป็ตำนานของประเทศอังกฤษ องค์กรเราก่อตั้งที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ม.ศ.1632 (ค.ศ.1710 ตรงกับปี พ.ศ. 2253) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ รวบรวมผู้มีความพิเศษ รวมถึงสอนวิธีการควบคุม”
สตราเห็นแมพทำหน้ามึน “เคยได้ยินเื่ตำนานดาบเอกซ์แคลิเบอร์หรือป่าว”
“เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่าเื่ราวเกี่ยวกับอะไร”
แอ๊ด..... เสียงเปิดประตูดังขึ้น เจมส์ กันเนอร์ มองมาที่สตราโดยไม่พูดอะไร จากนั้นเขาก็ปิดประตู
แมพไม่เข้าใจการกระทำนี้ เปิดประตูทำไม เปิดประตูก็ไม่พูดอะไร เปิดเพื่ออะไรหรือจะเป็การส่งซิก เพราะคุณเจมส์มองมาที่คุณสตรามันน่าสงสัยจริงๆ
สตราเห็นแมพนั่งคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยขึ้น “ไม่มีอะไรหรอก เพื่อนคุณรออยู่ข้างนอก คราวหน้าถ้ามีเวลาผมจะเล่าให้ฟัง เอ๋ย......... ผมเกือบลืมอีกเื่ที่สำคัญ องค์กรมีกฏระเบียบอยู่มากมาย มีข้อนึงสำคัญมาก สมาชิกทุกคนในองค์กร ต้องพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา และต้องพูดภาษาประจำถิ่นหรือภาษาราชการที่ตั้งของสาขาที่ตัวเองประจำการอยู่ได้ ตัวอย่างเช่นที่นี้ สาขาประเทศไทย ทุกคนต้องพูดภาษาไทยได้แล้วแมพพูดได้กี่ภาษา”
“ภาษาไทยถนัดที่สุด ภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย “ แมพถอดหายใจ ก้มหน้ามองฝ่ามือตนเองและพูดต่อ “เคยเรียนภาษาจีนสมัยป.5 ถึง ม.3 แต่พูดได้น้อยมากๆ ผมรู้สึกเสียดายทั้งโอกาสและตังแม่มาก แล้วคุณสตราละครับ พูดได้กี่ภาษาครับ”
“4ภาษา 1.ภาษารัสเซีย ที่เป็ภาษาแม่ 2.ภาษาฝรั่งเศษ 3.ภาษาเยอรมันและ 4.ภาษาไทย”
“คุณมีเคล็ดลับในการจำคำศัพท์และสำเนียงภาษาอื่นๆยังไงครับ”
“ใช้บ่อยๆ พูดคุยบ่อยๆ ภาษารัสเซียเป็ภาษาแม่จึงพูดคล่องเป็เื่ปกติ ผมเคยทำงานเป็ผู้บริหารบริษัทผลิตกระเป๋าในฝรั่งเศษ จำเป็ต้องหัดภาษาฝรั่งเศษและการได้พูดได้ใช้ทุกวันทำให้พูดได้คล่อง ส่วนภาษาเยอรมันกับภาษาไทย เมื่อผมได้เข้าองค์กร ได้ประจำการที่สาขาเยอรมันเป็ที่แรก เมื่อถูกโยกย้ายมาที่ไทย ผมก็เรียนภาษาไทยเพิ่ม ทุกภาษาที่ผมพูดได้มาจากการใช้งานบ่อยๆ”
“ขอบคุณมากครับ แล้วองค์กรมีรายได้มาจากอะไรครับ”
“องค์กรเรามี 13 สาขา 1.ประเทศสเปนที่กรุงมาดริด (Madrid) เป็สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ เมื่อก่อนสำนักงานใหญ่อยู่กรุงลอนดอน (London) แต่ใน่าโลกครั้งที่ 2 อังกฤษทำากับเยอรมัน มีความกังวลเื่ความลับขององค์กรและข้อมูลงานวิจัยความสามารถพิเศษจะรั่วไหลหลุดออกไปภายนอก จึงย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ที่สเปนแทน 2.ประเทศอิตาลี ที่กรุงโรม (Rome) หรืออีกชื่อ โรมา (Roma) 3.ประเทศรัสเซีย ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) 4.ประเทศอาร์เจนตินา ที่นครบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) 5.ประเทศเยอรมนี ที่กรุงเบอร์ลิน (Berlin) 6.ประเทศจีน ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) 7.ประเทศไทย ที่กรุงเทพมหานคร (Bangkok) 8.ประเทศอิหร่าน ที่เมืองเตหะราน (Tehran) 9.ประเทศไนจีเรีย ที่เมืองอาบูจา (Abuja) 10.ประเทศแอลจีเรีย ที่เมืองอัลเจียส์ (Algiers) 11.ประเทศคิวบา ฮาวานา (Havana) 12.ประเทศอียิปต์ ที่เมืองไคโร (Cairo) 13.ประเทศอินเดีย ที่กรุงนิวเดลี (New Delhi) โดยแต่ละสาขาทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกันตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละประเทศ เพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในองค์กร สำหรับสาขาประเทศไทยทำธุรกิจเกี่ยวกับนํ้าดื่ม”
แมพยิ้ม เขารู้สึกว่าผู้มีความสามารถพิเศษมีอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลกไม่ได้น้อยอย่างที่เขาคิด
“วันนี้พอแค่นี้นะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยอีกครั้งหน้าผมจะตอบให้”
“ขอบคุณครับ”
“เดินทางปลอดภัยครับ”
“ผมมาที่นี่อีกครั้งเมื่อไหนครับ”
“มาได้ตลอด ที่นี้เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของมนุษย์กลายพันธุ์ทุกคน”
แมพลุกขึ้นจากเก้าอี้ เปิดประตู เดินผ่านหลุยส์และเจมส์ ที่ยืนพิงกำแพงอยู่หน้าห้อง เดินขึ้นบันไดไม้สักไปชั้น 1 เพื่อหาฟ้าใสที่กำลังรอเขาอยู่