ภายในห้องโถงอันหรูหราของแมนชั่นตระกูลเกรซประจำเมืองนาฟรี่ย์ สตีฟนั่งอยู่บนโซฟาสีเขียวเข้มปักลายอันวิจิตงดงาม เขาแหงนมองงานศิลปะอันสุดแสนจะล้ำค่าบนเพดานที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีสีเขียวเข้มสลับกับทองคำเ่าั้ด้วยสีหน้าอันตื่นใ
เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าตนจะได้มานั่งบนโซฟาอันหรูหราภายในห้องโถงอันงดงามเกินบรรยายนี้ ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้คือสมบัติของเขาดังนั้นในยามนี้เขาจึงพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อที่จะไม่ทำให้โซฟาอันงดงามนี้สูญเสียมูลค่าของมันไป
ั้แ่เกิดมาสตีฟไม่เคยเป็เ้าของสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ในยามที่ชายหนุ่มเอียงหน้ามองภาพวาดชื่อดังในกรอบทองคำอันเงาวับที่สุดแสนจะวิจิตรงดงามนั้นตัวเขายังคงถามตนเองว่าสิ่งเหล่านี้คือสมบัติของเขาแน่น่ะหรือ
สตีฟหมุนศีรษะมองทิวทัศน์อันหรูหรางดงามภายในห้องโถงจนกระทั่งสายของเขามาหยุดลงบนร่างของชายหนุ่มผมสีบลอนด์สว่างอันงดงามราวกับทองคำผู้มีใบหน้าอันหล่อเหลาและมีกริยาอันสง่างามที่สุดเท่าที่เขาจะจินตนาการได้
ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ผู้นี้คือ วิลเลียม ฟลอรัลน์ ผู้ที่ต่อจากนี้ไปจะเป็คู่ชีวิตของเขา
"เราจะแต่งงานกันในอีกสามชั่วโมงหลังจากนี้ ผมหวังว่าคุณจะเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับพิธีให้เร็วที่สุด" ดวงตาสีฟ้าอันงดงามราวกับท้องทะเลในวันที่อากาศแจ่มใสนั้นเหลือบมายังร่างของสตีฟอย่างเฉยชาไม่ต่างกับน้ำเสียงอันไพเราะที่สุดแสนจะราบเรียบและเ็าของเขา
สตีฟ หลุบตาลงเมื่อทราบว่าตนเผลอมองหน้าชายหนุ่มผู้หล่อเหลานานเกินไป เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงแล้วมองปลายรองเท้าอันมอซอของตนเอง
เนื่องจากเขาพึ่งจะเดินทางมาถึงแมนชั่นตระกูลเกรซที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองนาฟรี่ย์ดังนั้นในยามนี้เขาจึงยังไม่มีเวลาแม้แต่ที่จะจัดเก็บกระเป๋าของตนเองให้อยู่เป็ที่เป็ทางจึงทำได้เพียงแค่วางมันเอาไว้ข้างตัวเพียงเท่านั้น
"ผม เอิ่ม ผม" สตีฟอยากจะเอ่ยถ้อยคำที่พอจะบรรยายความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตนเองในยามนี้ เขารู้ว่าคุณวิลเลียมคือใคร เขาคือชายหนุ่ม ผู้เป็ดั่งจุดสูงสุดของสังคมชั้นสูงและตัวเขาก็ไม่สามารถที่จะยืนเคียงข้างชายหนุ่มผู้สง่างามผู้นี้ได้
….อีกทั้งตัวเขาเองก็ชอบพอเมย์ธ่าแม่บ้านที่อยู่บ้านข้างกันมาตลอด
"ถ้ามีอะไรก็พูดเสียตอนนี้เถอะครับ" เนลสันต์หันมาเอ่ยกับชายหนุ่มพลางสั่นกระดิ่งเรียกพ่อบ้านให้พาคุณเกรซไปห้องยังเสื้อผ้า
เขาหวังว่าในตู้เสื้อผ้าเก่าเก็บเ่าั้จะพอมีขนาดที่พอดีตัวชายหนุ่มอยู่บ้าง
"ผม เอิ่ม ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว ผมว่าเื่การแต่งงานนี้…" ไม่ว่าจะให้เขาคิดอย่างไรการแต่งงานนี้ก็ไม่เหมาะสม ตัวเขาไม่ได้เหมาะสมกับชายหนุ่มผู้สง่างามผู้นี้ในขณะเดียวกันเขาก็เลือกที่จะเอ่ยถึงความลำบากใจเกี่ยวกับเมย์ธ่าขึ้นมาเพื่อล่มการแต่งงานในครานี้
คุณวิลเลียมอยู่สูงเกินไปเขาจะเอาความสามารถอันใดไปยืนเคียงข้างอีกฝ่ายกัน
"ผมขอเวลาสักครู่ได้ไหม" วิลเลียมมองชายหนุ่มผู้หน้าด้วยดวงตาที่ซับซ้อนอยู่ครู่นั้นจากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อใจของเขาสงบแล้วเขาจึงหันมาเอ่ยกับทนายประจำตระกูลในที่สุด
"ครับ" เมื่อรับคำแล้วเนลสันต์จึงเดินออกไปจากห้องพลางส่งสัญญาณให้พ่อบ้านที่กำลังเดินเข้าไปในห้องโถงหลักนั้นรอก่อน
"ฟังนะ คุณมีคนที่คุณชอบแต่ต่อจากนี้คุณจะแต่งงานกับผมและผมจะเป็ภรรยาของคุณ เป็คุณผู้ชายของตระกูลเกรซ ดังนั้นผมหวังคุณจะให้เกียร์ติผมและไม่พูดเื่นี้อีกเป็ครั้งที่สอง" การแต่งงานที่ผูกชะตาชีวิตของตระกูลฟลอรัลน์ทั้งตระกูลนั้น วิลเลียมไม่มีวันปล่อยให้มันล่มไปง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีคนที่อยู่ในใจหรือไม่
ในอดีตเขาสามารถหาสามีที่ดีกว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย เขาปฏิบัติตนอยู่ภายใต้ขนบธรรมเนียมและมีชื่อเสียงที่ดีงามมาโดยตลอด แต่เมื่อทุกสิ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสถานะทางการเงินของตระกูลฟลอรัลน์ เขาจึงทำได้แค่เพียงฝืนจำใจเป็ภรรยาของชายผู้นี้เท่านั้น
ดังนั้นการกล่าวถึงอดีตสำหรับเขาในยามนี้ไม่ใช่เื่สลักสำคัญอันใดเลย
สิ่งที่อยู่ภายในใจอันหนักอึ้งของวิลเลียมนั้นย่อมไม่มีผู้ใดในแมนชั่นตระกูลเกรซรับรู้รวมไปถึงชายหนุ่มเบื้องหน้าของเขาผู้นี้ด้วยเช่นกัน
"ครับ" สตีฟไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถปฏิเสธอีกฝ่ายได้ ตัวเขาเป็เพียงชายหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ไม่มีความสามารถอะไรนอกจากทักษะทำอาหารเพียงเล็กน้อย ในขณะที่คุณวิลเลียมเป็ถึงสุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง
หากเขามีความคิดที่จะคัดค้านแล้วตัวเขามีความสามารถอันใดที่จะคัดค้านคุณวิลเลียมได้อย่างนั้นหรือ
เขายอมจำนนต่อคำขู่ของชายผู้สง่างามเบื้องหน้าของเขาไปโดยปริยาย แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้มีเจตนาข่มขู่เขาก็ตาม
หลังจากนั้นวิลเลียมจึงหยิบกระดิ่งขึ้นมาสั่นเบาๆ เป็การบอกคนที่รออยู่ด้านนอกนั้นว่าพวกเขาสนทนากันเสร็จแล้ว
"คุณสตีเฟ่นเชิญทางนี้ครับ" พ่อบ้านเปิดประตูห้องนั่งเล่นบานใหญ่สลักลายเข้ามาพร้อมทั้งให้คนงานมาช่วยเขายกกระเป๋าของชายหนุ่มขึ้นไปชั้นบน ขณะที่เขาจะทำหน้าที่พาชายหนุ่มไปลองชุดที่ห้องแต่งตัว
"ผมขอตัวก่อนนะครับคุณวิลเลียม" สตีฟพยักเพยิดเอ่ยกับอีกฝ่ายไปเช่นนั้น ขณะที่สุ้มเสียงของเขามีความยำเกรงอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน
หากมองจากนอกคงจะเป็ภาพของผู้ช่วยคนงานที่กำลังขอโทษขอโพยเ้าของบ้านกระมัง วิลเลียมไม่ได้พยักหน้ารับ เขารู้ว่าตัวเขาอยู่ในฐานะอะไรและเขารู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้อยู่ในฐานะอะไร
เขาไม่รู้ว่าคนของตระกูลเกรซไปควานหาทายาทเพียงคนเดียวมาจาก ชั้นล่างของบ้านหลังใด แต่ดูจากมารยาทของอีกฝ่ายแล้ว เขาพอจะเดาออกว่าว่าที่สามีของเขาผู้นี้คงจะไม่ได้มาจากตรอกที่เต็มไปด้วยคนไร้บ้านดังที่คนอื่นเขาลือกันเป็แน่
ไม่ว่าอดีตของว่าที่สามีจะเป็เช่นไรวิลเลียมก็ทำได้แค่ทำใจยอมรับมันเท่านั้น
สามชั่วโมงต่อมา
ณ โบสถ์ชานเมืองนาฟรีย์ที่มีคนรู้จักไม่มากนัก
ภายในโบสถ์นั้นกำลังดำเนินพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้ารูปปั้นของพระผู้เป็เ้าโดยมีบาทหลวงเป็ผู้ดำเนินพิธี ขณะที่แเื่ที่มาร่วมงามมีเพียงสามคนพ่อแม่ลูกตระกุลฟลอรัลน์ พ่อบ้านประจำแมนชั่นของตระกูลเกรซและทนายประจำตระกูลทั้งสองฝั่งเพียงเท่านั้น
"เชิญทั้งคู่จูบสาบานกันต่อหน้าพระผู้เป็เ้า" สตีฟกลืนน้ำลายเล็กน้อยเขาไม่เคยวาดฝันมาก่อนว่าตนได้จะจูบสาบานกับสุภาพบุรุษผู้มีชื่อเสียงดีงามอันดับหนึ่งของเมืองนาฟรี่ย์ เขาค่อยๆ โน้มหน้าลงประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากได้รูปของอีกฝ่ายเบาๆ
พวกเขาจุมพิตกันเพียงครู่หนึ่งท่ามกลางสายตาของอันซับซ้อนของครอบครัวฟลอรัลน์และสายตาอันยินดีของพ่อบ้านประจำแมนชั่น ขณะที่ เนลสันต์เดินเข้ามาพร้อมกับถาดรองทะเบียนสมรสมายังเบื้องหน้าของพวกเขา
"เอาล่ะต่อจากนี้ ลูกทั้งสองจะต้องเซ็นชื่อสาบานกันลงบนกระดาษแผ่นนี้เพื่อให้พิธีอันศักดิ์สิทธิ์เสร็จสมบูรณ์" ในยามที่บาทหลวงเอ่ยถ้อยคำเ่าั้ เนลสันต์ก็วางเอกสารสมรสไว้บนแท่นหินเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง จากนั้นจึงยื่นปากกาปลอกทองคำให้กับสตีฟ
สตีฟรับปากกาทองคำอันหนักอึ้งนั้นมา เขาก้มหน้าลงมองตัวอักษรยึกยือที่งดงามเกินที่จะเป็แล้วนิ่งงัน เขามองช่องว่างสองช่องที่ตนจะต้องลงลายมือชื่อ ชื่อทั้งสองนั้นไม่คุ้นเคยกับเขาเอาเสียเลย
…ในยามนี้แม้แต่ชื่อของเขา ชายหนุ่มก็หาไม่เจอเสียแล้ว
"ลงชื่อตรงนั้น" นิ้วมืออันเรียวงามของวิลเลียมวางลงบนอักษรยึกยือที่ไม่ใช่ชื่อว่าสตีฟแต่อย่างใด แต่เป็ชื่อของ สตีเฟน เกรซ ชื่อของชายแปลกหน้าผู้เป็เ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลเกรซอันมั่งคั่งแห่งเมืองนาฟรีย์
การกระทำของวิลเลียมพาให้สมาชิกครอบครัวฟลอรัลน์มองหน้าหันอย่างอเนจอนาถใจ พวกเขาะเืใจเหลือเกินที่อัญมณีอันล้ำค่าของเมือง นาฟรี่ย์จะต้องตกอยู่ในมือของชายที่แม้แต่หนังสือก็ยังอ่านไม่ออกผู้นี้
ไม่รู้ว่าชะตาตั้งใจเล่นตลกหรืออย่างไรกันจึงทำให้พวกเขาสิ้นไร้ไม้ตรอกกันถึงขนาดคว้าเขาคนไม่รู้หนังสือมาแต่งงานกับลูกชาย
"ขอบคุณครับ" สตีฟโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจที่ชายหนุ่มผู้สง่างามเบื้องหน้าช่วยให้เขาผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปได้ในที่สุด จากนั้นเขาจึงเขียนชื่อของตนเองลงไป
วิลเลียมไม่เอ่ยอันใด เขาส่งสายตาให้อีกฝ่ายยื่นปากกาทองคำในมือให้ตน พาให้อีกฝ่ายจะต้องเอ่ยขอโทษขอโพยเป็การใหญ่ก่อนที่จะยื่นปากกาให้ชายหนุ่มลงชื่อลงบนเอกสารผูกพันธะนั้นอย่างไม่ลังเล
ในที่สุดหุ้นทั้งหมดในกิจการของตระกูลฟลอรัลน์ก็เป็ของครอบครัวเขาโดยสมบูรณ์เสียที ชายหนุ่มเหม่อมองลายเซ็นอันงดงามของตนชั่วครู่
"จากนี้ต่อไปลูกทั้งสองคือสามีภรรยากันอย่างถูกต้องชอบธรรมภายใต้ความคุ้มครองของพระผู้เป็เ้า" บาทหลวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันก้องกังวาลพาให้ชั่ววินาทีนั้นมีเสียงสะท้อนไปทั่วทั้งห้องโถงอันว่างเปล่าแห่งนี้
การแต่งงานนี้ไม่มีสิ่งใดที่เหมาะสมกับคนทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย
แต่กระนั้นแล้วมันจะสำคัญอันใดเพราะต่อจากนี้พวกเขาจะต้องอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตท่ามกลางสายตาอันแปลกประหลาดของคนนอกที่มองมายังพวกเขา
เย็นวันนั้น ณ ห้องหนังสือภายในแมนชั่นตระกูลเกรซ
"คุณพอจะเข้าใจเนื้อหาของเอกสารนี้ไหมครับ" เนลสันต์เอ่ยถามสตีฟด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น เขาหวังเหลือเกินว่าภาพที่คุณวิลเลียมให้ความช่วยเหลือชายหนุ่มในยามที่ลงนามบนทะเบียนสมรสนั้นจะเป็ไปเพียงภาพหลอนที่เขานึกขึ้นมาเอง
"เอิ่ม เอกสารสมรสแล้ว เอิ่ม นี่ชื่อของผม" สตีฟชี้ไปยังตัวอักษรอันงดงามที่ลากเส้นยาวติดๆ กันในส่วนที่เขาพอจะอ่านออกเ่าั้ที่ละบรรทัด
แต่เดิมความรู้เื่พื้นฐานเช่นนี้เขาก็น้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับอักษรที่ใช้สำหรับการเขียนอย่างเป็ทางการที่นานๆ ทีจะได้พบเห็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเข้าไปใหญ่
“คุณรู้ใช่ไหมว่าข้อความเ่าั้กล่าวถึงอะไร” ในยามนี้เขาไม่รู้ว่าตนควรจะต้องรู้สึกอย่างไรเมื่อสามีของตนมีสภาพเช่นนี้
วิลเลียมไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเขาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาจะจินตนาการได้เช่นนี้มาก่อน
"ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ ส่วนตัวอักษรที่เหลือผมพอจะคุ้นเคยบ้าง เช่นตัวนี้" สตีฟชี้ไปยังคำว่าสมรสและชื่อของเขา ส่วนอักษรที่เหลือที่เรียงต่อกันเ่าั้ชายหนุ่มยอมรับว่าเขาคุ้นเคยกับอักษรเ่าั้แต่น่าเสียดายที่ตนไม่รู้ว่ามันมีความหมายเช่นไร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้หนังสือเลย เขาเพียงแค่รู้หนังสือไม่กี่ตัวเท่านั้น
"ดูเหมือนว่าคุณจะต้องเริ่มเรียนใหม่ ถ้าอย่างนั้นผมต้องรบกวนให้คุณ วิลเลียมดูแลกิจการทั้งหมดของตระกูลไปก่อน จนกว่าคุณสตีเฟ่นจะพร้อม" เนลสันต์เอ่ยออกมาอย่างจนใจเมื่อพบว่าเ้านายคนใหม่ยังไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลกิจการใดๆ ทั้งสิ้น
แต่มานึกๆ ดูแล้วเขาจะกล้าตั้งความหวังให้คุณสตีเฟ่นเป็ชายที่สมบูรณ์พร้อมในสถานการณ์ที่ย้ำแย่เช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อนึกมาถึงจุดนี้แล้วเนลสันต์จึงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างปลงตก
“คุณวางแผนให้สามีผมอย่างไร” วิลเลียมยกแขนเรียวได้รูปของตนขึ้นมากอดอก ใบหน้าของเขาในยามนี้พาให้ผู้พบเห็นทราบว่าตัวเขานั้นเคร่งเครียดกับแผนการระยะยาวของคู่สมรสของตนเป็อันมาก
เขายอมรับได้หากอีกฝ่ายในตอนนี้จะยังไม่พร้อมจะแบกรับสิ่งใด แต่ไม่ใช่ว่าตัวเขาจะยินดีแบกรับสิ่งเ่าั้แทนอีกฝ่ายไปได้ตลอด
“เราจะจ้างคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชอวิซมาดูแลเื่การศึกษาของคุณสตีเฟ่นใน่ต้นฤดูร้อนที่จะมาถึงครับ” เนื่องจากเวลานี้เป็เวลาที่มหาวิทยาลัยต่างก็เปิดทำการเรียนการสอนกันอยู่ทำให้ไม่มีคณาจารย์ผู้ใดมีเวลาว่างมากพอที่จะมาให้ความรู้คุณสตีเฟ่นในยามนี้ ดังนั้นเื่การศึกษาจำต้องเลื่อนออกไป
“นานขนาดนั้นเลยเหรอ” ในคราแรกวิลเลียมหลงนึกไปว่าทนายความของตระกูลเกรซจะสามารถจัดการปัญหาได้ดีกว่านี้ แต่เมื่อมาย้อนนึกดูแล้วั้แ่ต้นจนจบวิลเลียมก็ยอมรับว่า แม้ว่าตระกูลเกรซจะรับมือเื่เหล่านี้ได้ไม่ดีพอ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีใจที่จะแก้ปัญหานี้อยู่บ้าง เมื่อนึกได้เช่นนี้วิลเลียมจึงไม่คิดจะเร่งรัดอันใดอีก
"ครับ ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณไปดูเอกสารทั้งหมดกับผมสักครู่" เนลสันต์ผายมือเรียกชายหนุ่มไปยังมุมโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งแกะสลักที่มีเอกสารมากมายกองอยู่บนนั้น วิลเลียมเอกสารมากมายเ่าั้ด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย
"รบกวนคุณพ่อบ้านพาคุณสตีเฟ่นไปที่ห้องนอนด้วยนะครับ" เนลสันต์หันมาเอ่ยกับพ่อบ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล แล้วจึงเริ่มหันมาอธิบายกิจการต่างๆ ของตระกูลเกรซให้กับคุณผู้ชายคนใหม่ฟังอย่างคร่าวๆ
"เชิญทางนี้ครับคุณสตีเฟ่น" พ่อบ้านผายมือไปยังประตูไม้เนื้อแข็งสลักลายสีทองที่อยู่ไม่ไกล สตีฟระล่ำระลักขอบคุณพ่อบ้านเล็กน้อยแล้วจึงรีบเดินออกจากห้องไป
เขาในยามนี้ไม่กล้าพอที่จะเหลียวมองคุณวิลเลียมที่กำลังคร่ำเคร่งกับการเรียนรู้แนวทางการดูแลทรัพย์สินมหาศาลของตระกูลเกรซเลยแม้แต่น้อย