ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว นับั้แ่วันนั้นที่นางคุยกับนายช่างเื่สร้างบ้าน และตอนนี้รั้วรอบบ้านก็เสร็จแล้ว ส่วนบ้านก็ปลูกฐานเรียบร้อยตอนนี้กำลังอยู่ใน่ขึ้นโครงบ้าน
หนิงหนิงมองเงินที่เหลืออยู่ในกล่อง แล้วคิดว่าจากนี้จะทำอะไรให้มีรายได้มั่นคงดี จะให้เธอปลูกสมุนไพรขาย ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่ไม่ได้มีความกล้าพอที่จะทำ เพราะว่านางนั้นรักพวกต้นไม้มาก หากจะให้เอามาขายก็คงเหมือนกับเอามีดมากรีดเนื้อนาง ดังนั้นนางจึงคิดที่จะเขียนนิยายขาย แต่เพราะ่นี้นางไม่ค่อยว่าง เลยทำให้งานไม่ค่อยคืบหน้า เพราะนางพึ่งซ่อมแซมบ้านเสร็จ
“มิ้ว~~” เสียงแมวร้องพร้อมเ้าก้อนขนที่เดินขึ้นมานั่งตักนาง ก่อนจะหามุมดีๆ แล้วนอนหลับไปเหมือนทุกครั้ง
“....” หนิงหนิง สรุปนางกลายเป็เบาะนอนไปแล้วสินะ
“พี่หญิง”
“หืม?”
“ข้าคัดอักษรส่วนของวันนี้เสร็จแล้วขอรับ”
หนิงหลงพูดพร้อมกับยื่นกระดานไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรมาให้นางดู หนิงหนิงมองตัวอักษรที่เริ่มเป็ผู้เป็คนขึ้นมาบ้างแล้ว นับจากครั้งแรกที่นางให้เขาฝึกเขียน ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ เพราะนับั้แ่ที่นางเริ่มสอนให้เขาอ่านตำราและคัดตัวอักษร คงพูดได้แค่ว่าตัวอักษรในตอนนี้อ่านง่ายกว่าครั้งแรก
“อืมไม่เลวเลยดีขึ้นกว่าครั้งก่อน” นางชมน้องชายหากแต่เ้าตัวกลับ..
“หึ ก็งั้นๆ อ่ะ ไม่เห็นจะยากตรงไหน” หนิงหลง พูดด้วยความภาคภูมิใจ จนเขาลืมไปว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนเขายังเขียนตัวอักษรไม่เป็ตัวอยู่
“....” หนิงหนิง เอาเถอะเอาที่สบายใจเลยพ่อน้องชาย พี่คนนี้จะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกัน
หนิงหนิงมองน้องชายที่อายุแค่สี่หนาวด้วยความรู้สึกหลากหลาย โดยรวมแล้วตัวเขามีอะไรหลายๆ อย่างที่ดูไม่ค่อยเหมือนเด็กสี่หนาวทั่วไป เพราะเขาฉลาดกว่า แถมยังแรงเยอะอีกต่างหาก
อย่างเช่นเื่การทำสวน เขาสามารถยกจอบหนักๆ ได้แบบสบายๆ ส่วนเธอก็ต้องใช้ความพยายามเป็อย่างมากในตอนที่ใช้ครั้งแรก ส่วนตอนนี้นางชินแล้ว ซึ่งเื่นี้ก็ทำให้นางได้แต่สงสัย
เพราะนางลองค้นดูในความทรงจำแล้ว แต่ก็ไม่มีเบาะแส อื้อ...ดูเหมือนน้องชายของนางน่าจะเกิดมาพร้อมพลังกายที่มากกว่าคนอื่นละมั้ง เหมือนอย่างในนิยายที่น้องชายของนางเอกมักจะมีบัฟติดตัวมาั้แ่เกิดเสมอ
“ฮะฮะ ไม่มีทางอ่ะ ก็นี่ไม่ใช่โลกนิยายสักหน่อย” หนิงหนิงพูดกับตัวเองก่อนจะหันไปทำบัญชีต่อ พร้อมกับไล่น้องชายไปนอน เพราะพรุ่งนี้พวกนางจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรกัน
แน่นอนว่าหนิงหนิงไม่เคยรู้เลยว่าที่จริงแล้ว หนิงหลงนั้นเป็หนึ่งในตัวเอกในนิยายจริงๆ และนางเองก็เช่นกัน หากแต่นางนั้นเป็ตัวร้าย มิใช่นางเอก ซึ่งกว่านางจะรู้เื่นี้ก็เป็่หลังสอบคัดเลือกขุนนางรอบสาม ที่นางบังเอิญไปได้ยินชื่อคนสอบได้ที่หนึ่ง ซึ่งเป็หนึ่งในตัวเอกนั้นเอง
.
.
วันต่อมา
วันนี้เป็วันหยุด เพราะพวกช่างต้องกลับไปช่วยงานเก็บเกี่ยว เพราะเริ่มเข้าสู่หน้าฝน ซึ่งในตอนที่นางพึ่งทะลุมิติมานั้นเป็่ปลายเดือนสี่ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เริ่มเข้าสู่เดือนห้าแล้ว
จึงทำให้พวกชาวบ้านที่ยังไม่ตากหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่นาของตัวเอง ต่างก็เร่งมือกันเพราะมันเข้าหน้าฝนแล้วนั้นเอง
ส่วนพวกนางในวันนี้ก็เตรียมตัวไปขึ้นเขาเหมือนเดิม เนื่องจากมีประสบการณ์มาสองครั้ง บวกกับคำพูดของท่านเทพในความฝัน จึงทำให้หนิงหนิงเตรียมถุงหอมไล่แมลงกับงูไปด้วย
“ท่านจะเอาเสี่ยวเป่าไปด้วยหรือขอรับ” หนิงหลงมองหลันเป่าที่นอนอยู่ในตะกร้าของเขา
“หืม? อะไรนะหลันเป่าหรือ แน่นอนว่าพี่ต้องให้มันอยู่บ้านอยู่มิใช่รึ” นางตอบน้องชายเมื่อได้ยินคำถามของเขา
ก่อนจะหันไปมองหลันเป่าที่กำลังนอนอยู่ในตะกร้าใบเล็กของเขา เมื่อเห็นแบบนี้ก็ทำให้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้ถามนางแบบนั้น ซึ่งหนิงหลงที่ได้ยินคำตอบของพี่สาว เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่านางก็ไม่รู้เื่ที่มันมาอยู่ในตะกร้าของตน เขาจึงตัดสินใจอุ้มมันไปนอนในห้อง
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะพามันไปนอนที่เตียงนะขอรับ” หนิงหลงพูดจบก็อุ้มเ้าก้อนขนที่เริ่มมีเนื้อหนังบางแล้ว
ซึ่งต่างจากตนที่ยังผอมแห้งอยู่ แต่ก็เริ่มเนื้อขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็เป็ผลมาจากความพยายามของหนิงหนิงที่พยายามขุนน้องชาย หนิงหลงพาหลันป่าที่กำลังหลับสนิทไปนอนที่เตียงของมัน ก่อนจะเดินออกมาหาพี่สาวที่กำลังจัดของอยู่หน้าบ้าน
“เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” หนิงหนิงถามเมื่อเห็นว่าเขาออกมา
“ขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
“ขอรับ”
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ หนิงหนิงก็เอาตะกร้าขึ้นหลัง ซึ่งในจังหวะที่สองพี่น้องไม่ท่านได้สังเกต เ้าก้อนขนที่เดิมควรนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง ก็วิ่งมาแล้วะโเข้าไปในตะกร้าของหนิงหนิง
“หืม?” หนิงหนิงที่รู้สึกว่าเหมือนว่าตะกร้ามันหนักขึ้น ก็ส่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ
“มีอะไรหรือขอรับพี่หญิง” หนิงหลงที่เห็นแบบนั้นก็เอ่ยถาม
“อื้อ..พี่รู้สึกเหมือนว่าตะกร้าบนหลังพี่มันหนักขึ้นน่ะ”
“หืม? ท่านก็ไม่ได้เอาของไปมากมิใช่หรือขอรับ มันจะหนักขึ้นได้อย่างไร”
“ก็จริงสงสัยพี่จะคิดมากไปเอง”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินต่อไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า มีผู้ร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
“มิ้ว~~” เ้าหลันเป่าที่แอบขึ้นมา ก็ส่งเสียงอย่างตื่นเต้น เมื่อมันได้ออกมาข้างนอก ซึ่งเสียงมันเองก็ไม่เบามาก แต่เป็เพราะรอบข้างของสองพี่น้องดังเกินไป พวกเขาเลยไม่ได้ยิน
หลังจากทักทายชาวบ้านคนสุดท้ายแล้ว พวกนางก็มาถึงที่หมาย นั้นก็คือบนเขา วันนี้หนิงหนิงตั้งใจว่าจะมาหาพวกผลไม้ป่าไปปลูกที่บ้านสักหน่อย นางจึงเลือกเดินไปอีกเส้นทางที่ไม่เคยไปมาก่อน ซึ่งทางนี้เองก็มีชาวบ้านผ่านไปมาประจำ มันจึงมีเส้นทางให้เดิน ถึงอย่างนั้นหนิงหนิงก็ยังไม่ละทิ้งกิ่งไม้คู่ใจของตนอยู่ดี
ในระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินผ่าน พวกนางก็ได้แวะเก็บพวกผักป่าไปด้วย จนกระทั่งเดินเข้าในเขตป่าลึก เพราะรอบข้างเริ่มเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ หนิงหนิงมองผลสีแดงในพุ่มไม้ใกล้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งผมมันก็ดูคล้ายๆ กับหยางเหมย (เบอร์รี่) นางจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็ต้นเบอร์รี่จริงๆ
“อาหลงมานี่สิ” หนิงหนิงกวักมือเรียกน้องชาย
“มีอะไรหรือขอรับ”
“เ้าดูผลนี่ให้ดีๆ เ้านี่เรียกว่าหยางเหมย (เบอร์รี่) มันเป็ผลไม้ ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ซึ่งเ้าน่าจะชอบ” หนิงหนิงยื่นผลเบอร์รี่สุขให้น้องชายได้ชิม
ซึ่งหนิงหลงก็รับมากิน รสชาติหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเบอร์รี่กระจายอยู่เต็มปาก ซึ่งมันก็ทำให้หนิงหลงชอบมาก ส่วนหนิงหนิงที่เห็นแบบนั้นนางก็เก็บมากินบ้าง ก่อนจะก้มลงไปขุดเอาต้นหยางเหมยต้นเล็กกลับไปปลูกด้วย แล้วยังไม่ลืมบอกน้องชายให้เก็บผลมันกลับไป เพราะนางจะเอาไปทำแยม
หลังจากเก็บหยางเหมยเสร็จ ในจังหวะที่หนิงหนิงกำลังเดินไปหยิบตะกร้าขึ้นมาแบก นางก็สังเกตเห็นก้อนขนสีขาวน้ำตาลอยู่ในตะกร้า ดวงตาสีฟ้าเหมือนไพลิน มองนางตาแป๋วไม่พอยังส่งเสียงเรียกนางอีก
“มิ้ว~~~”
“....” หนิงหนิง
“พี่หญิงเหตุใดเสี่ยวเป่าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละขอรับ” หนิงหลงที่เห็นพี่สาวเอาแต่ยืนมองตะกร้า ก็คิดว่าจะเข้ามาถามว่าเป็อะไร ก็ต้องใที่เห็นหลันเป่านั่งอยู่ในตะกร้า
“พี่เองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันมาอยู่ในนี้ได้อย่างไร” หนิงหนิงกุมขมับด้วยความปวดหัว สรุปแล้วที่นางรู้สึกว่าตะกร้ามันหนักขึ้น ไม่ใช่เพราะนางคิดไปเอง แต่เป็เพราะหนักจริงๆ
“มิ้ว~~” สิ้นเสียงร้องเ้าก้อนขนก็ะโออกจากตะกร้า แล้วเดินสำรวจรอบๆ
“...” หนิงหนิง
“นี่เสี่ยวเป่าทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ”
“มิ้ว~” หลันเป่าส่งเสียงร้องออกมาแล้วจากนั้นมันก็วิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
ซึ่งพอพวกนางเห็นแบบนั้นก็รีบเดินตามไป เพื่อจะจับมันมาอุ้ม แต่ก็ไม่ทันจนทำให้พวกนางได้วิ่งตาม จนกระทั่งมาถึงซากต้นไม้ต้นหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ มันจึงเดินไปหยุดอยู่ที่เห็ดสีแดง ที่งอกอยู่บนนั้น
หนิงหนิงที่เห็นแบบนั้น ก็เดินเข้าไปหาเพื่อที่จะอุ้มมัน ก็ต้องมาตกตะลึงเพราะเห็ดที่ว่านั้น มันคือเห็ดหลินจือแดงซึ่งมันมีราคาพอๆ กับโสม เด็กสาวมองบรรดาเห็ดหลินจือน้อยใหญ่ที่งอกอยู่บนซากต้นไม้ แล้วนางก็หันไปมองเ้าหลันเป่าที่กำลังนั่งเลียขนอยู่
“...” หนิงหนิง บังเอิญหรอ หรือว่ามันตั้งใจ
เด็กสาวมองลูกแมวแร็กดอลด้วยความสงสัย ก่อนจะเลิกสนใจมันแล้วหันไปเก็บเห็ดหลินจือ ซึ่งนางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเอามันไปขาย ซึ่งนางจะขายเฉพาะพวกดอกเล็กๆ ส่วนดอกใหญ่นางจะเก็บไว้เพาะพันธุ์
ผ่านไปหนึ่งเค่อหนิงหนิงก็เก็บเห็ดหลินจือทั้งหมดเสร็จ ร่างบางเอาผ้าห่อเห็ดหลินจือไว้เป็อย่างดี แล้วเอาลงไปใส่ในตะกร้า เมื่อทำเสร็จนางก็หันไปมองน้องชายที่กำลังนั่งเล่นกับเ้าหลันเป่าอยู่ ก่อนจะเดินเข้าไปอุ้มเ้าตัวป่วน แต่ก็ไม่ทันเพราะมันวิ่งหนีนางไปอีกแล้ว
“...” หนิงหนิง
จากนั้นพวกนางก็วิ่งตามมันไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้พวกนางก็ไล่ตามไม่นาน เพราะตอนนี้มันกำลังเอาอุ้งเท้าเขี่ยๆ ผลไม้ที่รูปร่างคล้ายกับเฉาเหมย (สตรอเบอร์รี่) อยู่
เมื่อเห็นแบบนั้น หนิงหนิงก็รีบเข้าไปอุ้มเ้าตัวป่วน ก่อนที่มันจะทำให้บรรดาสตรอเบอร์รี่เต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ หนิงหนิงส่งหลันเป่าให้หนิงหลงอุ้มไว้ แล้วนางก็เริ่มลงมือเก็บสตรอเบอรี่และต้นอ่อน หลังเก็บเสร็จนางก็หันไปรับเ้าก้อนขน หากแต่มันวิ่งหนีไปอีกแล้ว
“.....” หนิงหนิง เมื่อไหร่จะหยุดวิ่ง
“พี่หญิงเสี่ยวเป่ามัน...”
“รีบตามมันไปเถอะ”
“ขอรับ”
และแล้วมหกรรมการวิ่งไล่จับก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง และทุกครั้งที่หลันเป่าหยุดตรงไหน นางก็มักจะได้สมุนไพรหรือผลไม้จากตรงนั้นเสมอ จนทำให้หนิงหนิงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเป็แมวจริงๆ รึเปล่า
จนกระทั่งมันพาพวกนางมายังหุบเขาลึกลับแห่งหนึ่ง ซึ่งทางเข้านั่นก็ดันลึกลับซับซ้อนมาก แต่เมื่อมาถึงหนิงหนิงก็ได้แต่อึ้งกับภาพเบื้องหน้า พร้อมกับหันไปมองเ้าหลันเป่าด้วยความสงสัยมากขึ้นไปอีก...
“....” หนิงหนิง ทุ่งดอกไม้ละ...
“มิ้ว~~” หลันเป่าเก่งใช่ไหมล่ะทาส เพราะงั้นเอาปลามาซะดีๆ ^^