กลิ่นน้ำยาเคมีล้างฟิล์มในห้องมืดยังคงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกระดาษชื้น นนท์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณหลังเคาน์เตอร์ของสตูดิโอ 'เฟรมว่าง' ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักไม้ดึงเอากระปุกยาสีขาวขนาดเล็กของรินที่เขาพบติดอยู่ตรงรอยต่อเบาะโซฟาหลังเธอกลับไปเมื่อ่เย็นมาวางตรงหน้า
แสงสีขาวสลัวจากหน้าจอมอนิเตอร์ส่องกระทบกระปุกยา เผยให้เห็นชื่อยา Carvedilol และ Furosemide ปรากฏอยู่บนฉลาก—ชื่อที่นนท์ไม่คุ้นเคย จนต้องรีบค้นความหมายในอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอระบุว่ายาเหล่านี้มักใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและภาวะคั่งของของเหลวในร่างกาย ยิ่งอ่านมากเท่าไร นนท์ก็ยิ่งรู้สึกว่าความจริงอาจร้ายแรงกว่าที่เขาเคยคิด เขาคลิกอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวต่อไปอย่างร้อนรน จนพบคำอธิบายถึงอาการในระดับรุนแรง ทั้งความเหนื่อยง่าย อ่อนแรง และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน ข้อมูลเ่าั้เปรียบเหมือนค้อนเหล็กปะทะกลางอกของเขา ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่าอาการของรินอาจหนักกว่าที่เธอเคยเล่าไว้มาก
ดวงตาคมเข้มเบิกกว้างขึ้น หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงถี่ตามลมหายใจที่พลันติดขัด ชายหนุ่มซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้างพยายามสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวอก ปมความทรงจำสีดำมืดปลิวว่อนกลับมาฉายซ้ำ ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของนนทา
นนท์กำหมัดแน่นจนเส้นเืหลังมือปูด ความกลัวความสูญเสียกัดกินจิติญญาจนเขาแทบจะทนรับน้ำหนักความสูญเสียครั้งใหม่ไม่ไหว ตอนแรกที่รินบอกว่าเธอเหลือเวลาไม่ถึงปี เขายังคิดว่านั่นเป็แค่คำพูดเปรยๆ หรืออย่างน้อยเธอก็คงยังมีเวลาประคองอาการได้อีกหลายเดือน แต่ภาพเหตุการณ์ที่เธอเกือบหมดสติไปต่อหน้าต่อตาเขาเมื่อวานนี้
และข้อมูลเกี่ยวกับโรคหัวใจที่เขาเพิ่งอ่านพบในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าเวลาของเธออาจเปราะบางกว่าที่เขาเคยคิด เขาตระหนักว่าภาพถ่ายที่รินอยากได้นั้นไม่ใช่เพียงบันทึก่เวลาธรรมดาอีกต่อไป แต่มันย้ำเตือนว่าเวลาของเธออาจเหลือน้อยกว่าที่เขาเคยคิด
ชายหนุ่มเหลือบสายตาผ่านประตูห้องมืดไปยังตู้กระจกใบเล็กตรงมุมในสุดของเคาน์เตอร์ ซึ่งมีกล้อง Leica M3 สีเงินของพี่ชายถูกล็อกไว้ด้วยแม่กุญแจทองเหลืองอย่างแ่า ราวกับเป็สิ่งแทนความทรงจำที่เขาปิดตายมานานสี่ปี นนท์กลัวเหลือเกินว่าหากเขายอมตกลงถ่ายรูปพอร์ตเทรตรินต่อไป กล้อง Leica ตัวนั้นหรือแม้กระทั่งภาพถ่ายฝีมือเขาเองก็คงจะกลายเป็สิ่งที่ผูกความทรงจำของรินไว้กับความสูญเสียครั้งใหม่ หัวใจของช่างภาพหนุ่มบีบรัดแน่นรุนแรงจนเขาต้องคุกเข่าลงกับพื้นปูนเย็นเฉียบ โอบกอดไหล่กว้างที่สั่นเทิ้มของตัวเองเงียบงันในความมืดสลัว
ปมความทรงจำสีดำฉายภาพเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างแจ่มชัด นนทายืนหันหลังเอี้ยวตัวส่งยิ้มให้เขากลางสายลมหนาว ทว่าในวันสุดท้ายของการเดินทางข้ามหุบเขาอันเลวร้ายนั้น ผืนดินใต้ฝ่าเท้าของพี่ชายกลับทรุดพังทลายกะทันหัน หินั์และโคลนถล่มลงมากลืนร่างของนนทาจมหายไปต่อหน้าต่อตา นนท์ยังจำภาพความบ้าคลั่งที่เขาพยายามใช้เล็บมือเปล่าขุดคุ้ยแผ่นดินหินสลับดินโคลนจนปลายเล็บฉีกขาด เือุ่นๆ ไหลอาบปลายนิ้วและข้อนิ้วที่สั่นสะท้าน ขณะที่เขาพยายามขุดเพื่อหวังจะฉุดช่วยร่างของพี่ชายขึ้นมา แต่สุดท้ายเขากลับคว้ามาได้เพียงกล้องถ่ายรูปตัวสีเงินที่หล่นกระเด็นอยู่ข้างทาง ความเ็ปที่ฝังลึกและไม่เคยเลือนหายนั้นเปรียบเสมือนโซ่เหล็กคล้องหัวใจเขาไว้กับความเงียบตลอดมา ชายหนุ่มจ้องมองความว่างเปล่าของสตูดิโอที่ไร้เสียงหัวเราะ รู้สึกชิงชังความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ที่แสนสั้นและร่วงโรยได้ง่ายดายดั่งใบไม้แห้ง
ขณะเดียวกันในค่ำคืนอันเงียบสงบที่บ้าน รินนอนกอดเข่าตัวสั่นระริกอยู่บนเตียงนอนของตน สองมือบางกอดกระชับตุ๊กตาสุนัขโกลเด้นตัวใหญ่ไว้แนบอกแ่า หยาดน้ำตาอุ่นไหลรินอาบแก้มซีดสลัวไร้สีเื หลังจากกลับมาจากสตูดิโอใน่เย็น รินพบว่ากระปุกยาสำคัญหายไปจากกระเป๋า และเมื่อนึกย้อนถึงตอนที่เธอนั่งพักบนโซฟาในร้านของนนท์ ก็แทบแน่ใจว่ามันคงตกอยู่ที่นั่น ความกังวลล่วงหน้าว่าช่างภาพหนุ่มผู้เก็บตัวจะล่วงรู้ความจริงเื่อาการป่วยและหวาดกลัวจนปฏิเสธสัญญากัดกินจิตใจเธอตลอดทั้งคืน คุณแม่ของรินเดินเข้ามานั่งลงข้างเตียง ลูบศีรษะลูกสาวแ่เบาเพื่อปลอบโยนประคับประคอง
รินสะอื้นไห้เสียงแ่สะกดกลั้นอารมณ์แตกสลาย "แม่คะ... รินทำขวดยาตกไว้ที่นั่น ช่างที่รินจ้างเขาต้องเห็นและรู้เื่ยาหมดแล้วแน่ๆ ค่ะ... เขาคงโกรธและกลัวจนไม่ยอมถ่ายรูปให้รินต่อแล้ว... รินรู้ว่าแม่ไม่มีวันลืมรินหรอกนะคะ แต่รูปในบ้านเราเกือบทั้งหมดมีแต่ภาพที่รินนอนอมทุกข์และทรมานอยู่บนเตียงคนไข้... รินไม่อยากทิ้งความทรงจำที่น่าเศร้าและเ็ปแบบนั้นไว้เป็ภาพจำสุดท้ายให้แม่ระลึกถึงเลยค่ะ... รินอยากให้ภาพสุดท้ายของรินในใจแม่และผู้คนคือรอยยิ้มที่สดใสและแข็งแรงที่สุด... แต่ถ้าไม่มีรูปถ่ายเ่าั้แล้ว แสงสุดท้ายของรินคงต้องดับลงพร้อมกับภาพจำที่น่าทรมานจริงๆ ใช่ไหมแม่..." คำพูดของลูกสาวทิ่มแทงหัวใจมารดาจนต้องกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนจะโอบกอดรินและลูบหลังปลอบโยนเธออยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
รินเหม่อมองฝ้าเพดานระยิบระยับด้วยเงาไม้ นึกถึงวันที่เธอนั่งเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ สบตากับนนท์ผ่านหน้าเลนส์กล้อง แววตาคมอบอุ่นของเขาทำให้เธอลืมเลือนความทรมานของโรคร้ายไปชั่วขณะ และเธอก็รู้ในนาทีนั้นว่า เธอไม่มีทางยอมแพ้และปล่อยให้ความหวังสุดท้ายนี้หลุดลอยไปง่ายๆ แน่นอน แม้ปลายนิ้วจะชาและอ่อนแรง เธอก็ยังคงหยิบดินสอสีขึ้นมาระบายภาพโรงเรียนประถมเก่าในสมุดบันทึกอย่างตั้งใจ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น รินเดินอย่างเชื่องช้ามาที่สตูดิโอด้วยความหวัง วันนี้ลมร้อนพัดเอาฝุ่นบาง ๆ ลอยเหนือถนนคอนกรีต เธอสวมชุดเดรสแขนกุดสีครีมและสะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม ก่อนผลักประตูกระจกเข้ามาตามเวลานัด
นนท์ยืนรออยู่หลังเคาน์เตอร์ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง บนโต๊ะตรงหน้ามีกระปุกยาสีขาวของรินวางอยู่
"ของคุณใช่ไหมครับ" เขาถามเสียงเบา
รินชะงักทันทีเมื่อเห็นกระปุกยา ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ
นนท์สูดลมหายใจลึก "ผมคิดว่า... เราควรหยุดงานไว้ก่อนครับ อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะแน่ใจว่าการเดินทางแบบนี้ไม่ทำให้คุณเสี่ยงเกินไป"
รอยยิ้มบนใบหน้าของรินค่อย ๆ จางลง "เพราะเื่เมื่อวานใช่ไหมคะ"
"เมื่อวานคุณเกือบทรุดต่อหน้าผม" นนท์กำขอบเคาน์เตอร์แน่น "แล้วพอผมเห็นยา พออ่านเื่อาการของคุณ... ผมยอมรับว่าผมกลัว ผมยังไม่พร้อมจะยืนถือกล้องแล้วเห็นใครเป็อะไรต่อหน้าต่อตาอีก"
รินกอดสมุดบันทึกไว้แนบอก ดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำตา "รินเข้าใจค่ะว่าคุณกลัว... แต่ได้โปรดอย่าเพิ่งปิดความหวังทั้งหมดของรินเลยนะคะ"
นนท์หลบสายตาเธอ ความลังเลฉายชัดอยู่บนใบหน้า แต่สุดท้ายเขายังส่ายศีรษะช้า ๆ
"ผมขอโทษครับ ตอนนี้ผมยังทำต่อไม่ได้จริง ๆ"
รินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับทั้งน้ำตา "ค่ะ... รินเข้าใจ"
เธอหันหลังเดินออกจากสตูดิโอไปอย่างช้า ๆ นนท์ยืนมองประตูกระจกปิดลงเื้ัร่างของเธอ ก่อนทรุดตัวนั่งหลังเคาน์เตอร์ด้วยความรู้สึกผิดที่หนักอึ้ง ยิ่งพยายามบอกตัวเองว่าการหยุดงานคือสิ่งที่ถูกต้อง ความว่างเปล่าในใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อตกค่ำ นนท์ออกเดินไปตามถนนหนทางอย่างไร้เป้าหมาย แสงไฟนีออนจากร้านค้าสะท้อนในแอ่งน้ำขังบนพื้นหลังฝนโปรยสะท้อนความเหงาจับขั้วหัวใจ เขากลัวและอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกล แต่ในความมืดสลัว รอยยิ้มสดใสและเสียงกระดิ่งใสของรินกลับทิ่มแทงหัวใจเขาตลอดเวลา ตอกย้ำความลังเลระคนห่วงใยที่เริ่มก่อเกิดแ่าเกินขอบเขตที่ช่างภาพหนุ่มพยายามขังตัวเองไว้ในเฟรมภาพว่างเปล่า เขายืนอยู่ท่ามกลางตรอกมืดสลัว ก้มมองฝ่ามือที่สั่นน้อยๆ ของตัวเอง ตระหนักว่าไม่มีหนทางใดที่จะวิ่งหนีความจริงของความสูญเสียได้พ้น
นนท์เดินกลับมาถึงสตูดิโอยามดึกสงัด ปลายนิ้วแตะกุญแจตู้ที่เก็บกล้อง Leica M3 ไว้แ่เบา เขารู้แล้วว่าตัวเองคงหนีความจริงนี้ไปไม่ได้ตลอดชีวิต ทว่าการรู้ว่าต้องเผชิญหน้า กับการกล้าทำมันจริงๆ กลับเป็คนละเื่กัน คืนนั้นเขาจึงได้แต่ยืนอยู่หน้าตู้กระจก ท่ามกลางความลังเลที่ยังไม่คลายไปจากหัวใจ