ณ ตรงด้านหน้าของโรงงานทำลายขยะขนาดเล็กทางตอนใต้ของเมือง ฟอร์ลอร์น โฮ่ล นั้นได้มีเงาของคนสองคนกำลังเดินไปยังประตูทางเข้าของโรงงานที่มืดสนิท
เงานั้นก็คือทาโน่ที่ทั้งตัวนั้นเต็มไปด้วยาแกับลาร่าที่สะบักสะบอมไปทั้งตัวที่กำลังพยุงตัวพี่ชายของเธอให้สามารถเดินต่อไปได้โดยที่ไม่ล้มลงไปกองกับพื้น...
ทั้งสองคนได้เดินมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าของโรงงานที่ปิดอยู่...
ทั้งสองได้รวมมือกันเลื่อนประตูที่ขึ้นสนิมจนสามารถเปิดมันออกมาได้ในที่สุด...
(ประตูไม่ได้ล็อก?...งั้นก็แปลว่าตาลุงนั่นยังไม่กลับมางั้นสินะ...บ้าเอ้ย!ตกลงว่าไอ้ลุงนั้นมันหายไปไหนกันเนี่ย…)
เด็กทั้งสองคนได้เดินเข้าไปในโรงงานที่มืดสนิทพร้อมกับปิดประตูที่เปิดอยู่ลงเช่นเดิม...
(แต่ก็ช่างมันเถอะ...ไม่อยู่อาจจะดีสำหรับพวกเราในตอนนี้แล้วก็ได้นะ)
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เดินเข้าไปยังที่ด้านในของโรงงานที่มืดสนิท
(ทั้งสกปรกและเต็มไปด้วยเศษผงถ่านเหล็กที่กระจัดกระจายตกอยู่เกลื่อนพื้น ถ้านอนที่นี่ล่ะก็คงจะไม่ดีต่อสภาพร่างกายของลาร่าแน่...แต่ว่าพวกเราไม่ทางเลือกอื่นนอกจากที่นี่แล้ว...คงต้องอดทนเท่านั้นสินะ...)
ในขณะที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังเดินเข้าไปยังที่ด้านในสุดของโรงงานที่มืดมิดทาโน่ที่กำลังอ่อนแรงก็ได้คิดเป็กังวลเื่สุขภาพของน้องสาวที่มีร่างกายที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงมาั้แ่เมื่อก่อนจนต้องล้มป่วยอยู่เป็ประจำ แต่ตัวเขานั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรเธอได้เลยแม้แต่น้อย...พอตัวเขาคิดเช่นนั้นไปเลื่อยๆสีหน้าที่อ่อนล้าของตัวเขานั้นก็ค่อยๆกลายเป็ใบหน้าที่โศกเศร้าและเหม่อลอยเหมือนคนที่ไร้ิญญาไปในที่สุด…
ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้เดินเข้ามาจนถึงที่ด้านในสุดของโรงงานที่หลับใหลแห่งนี้และที่ตรงนั้นก็ได้มีเตาเผาขนาดใหญ่ที่ถูกปิดการทำงานอยู่ในขณะนี้ตั้งอยู่ที่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสอง
ลาร่าที่พยุงร่างของทาโน่อยู่ได้วางตัวเขาให้นั่งลงบนลังไม้ที่วางอยู่ตรงด้านหน้าของเตาเผาขนาดใหญ่
“เฮ้อ~~....”
ทาโน่ที่ได้นั่งลงได้ถอนหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางใจ…
(เหนื่อยชะมัดเลย...แทบจะลืมตาไม่ขึ้นอยู่แล้ว...)
ทาโน่ที่กำลังผงกหัวขึ้นลงราวกับว่าจะหลับลงได้ทุกเมื่อ…
ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆที่จะหลับลงเลือยๆ...
และภาพด้านหน้าที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นค่อยๆเลือนลางและมืดลง...มืดลง…มืดลง...
…….
………..
…………...
“อ่า!...อา..” [ขอแขนด้วยค่ะ! พี่ทาโน่...]
“...?”
ทาโน่ที่สะลึมสะลือและกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกจากทางด้านขวาของตน…
ทาโน่ได้หันไปยังที่ด้านขวาของตน ณ ที่ตรงนั้นตัวเขาก็ได้เห็นลาร่าที่ทำสีหน้าที่จริงจังและกำลังถือกล่องปฐมพยาบาลเก่าๆเอาไว้ในมือทั้งสองข้างของเธอ
“อา..อ่า..อ่า!...” [ยื่นมือมาค่ะ เดี่ยวหนูจะรักษาแผลที่าเ็อยู่ให้เองค่ะ!...]
เธอพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจัง
“มือ?...”
ทาโน่ได้มองลงไปยังที่มือขวาของตนและสิ่งที่เขาเห็นก็คือแขนขวาของตนที่มีาแขนาดใหญ่ที่เหวะหวะอยู่ที่บนนั้น
(จริงด้วยสิ...นี้ตัวผมโดนเ้านั้นมันใช้มีดกรีดแขนไปสินะ...เพราะว่าแขนชาไปจนหมดความรู้สึกไปแล้วทำให้ลืมไปเลยว่ามีมันอยู่...)
ทาโน่ได้ยิ้มเจื่อนๆออกมาพร้อมกับได้ยื่นแขนขวาไปหาลาร่าที่กำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ
ลาร่าที่ได้ััเข้ากับแขนของทาโน่ได้ยิ้มออกมาพร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกาย
“อ่า...อ่า...อา!...” [เดี่ยวจะรีบรักษาแผลให้ทันที่เลยค่ะ!]
ลาร่าได้เริ่มควานหาที่ด้านในของกล่องพยาบาลแล้วหยิบเอาเเองกอฮอร์ที่ใช้ล้างแผลออกมาจากในนั้น เธอได้เทเเองกอฮอร์ลงไปยังแขนของทาโน่อย่างระมัดระวัง
“โอ้ย!...”
“อา...อ่า...” [อดทนหน่อยค่ะพี่ทาโน่]
หลังจากที่เธอล้างแผลจนเสร็จแล้ว ลาร่าก็ได้หยิบผ้าพันแผลออกมาจากในกล่องแล้วพันมันลงไปยังที่แขนของทาโน่อย่างชํานาญ
ถึงแม้ว่าดวงตาของเธอนั้นจะมองไม่เห็นไปแล้วก็ตาม แต่ว่าในเื่ของการทำแผลนั้นเธอไม่เป็สองลองใครอย่างแน่นอน
นั่นก็เพราะว่าดวงตาของเธอที่มองไม่เห็นนั้นมักจะทำให้ลาร่าต้องเจอกับอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง แล้วแต่ล่ะครั้งเธอก็มักจะได้รับบาลแผลมาอยู่เป็ประจำ ด้วยเหตุว่าพี่ชายของเธอนั้นจะต้องออกไปทำงานอยู่แทบทั้งวันเธอนั้นเลยจำเป็ที่จะต้องทำแผลที่ได้รับมาด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็ผู้ชํานาญการในเื่การทำแผลไปในที่สุด
“อ่า...อา..” [เสร็จแล้วค่ะ พี่ทาโน่...]
เธอได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ร่าเริง
การที่เธอนั้นได้ทำประโยชน์ให้กับพี่ชายบางถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยก็ตามแต่ว่าเธอนั้นก็รู้สึกดีใจเป็อย่างมาก จนถึงขั้นเผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัวเลยล่ะ
ทาโน่ที่เห็นน้องสาวของตนยิ้มออกมา ตัวเขาจึงได้มองลงไปยังแขนของตนเองที่ถูกพันเอาไว้อย่างงดงามด้วยผ้าก๊อซสีขาวโพลน
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นจากที่มีใบหน้าเหม่อลอยก็ค่อยๆกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งจนถึงขั้นตัวเขาต้องเผลอยิ้มออมมาด้วยเช่นกัน
“ขอบคุณนะลาร่า”
“อือ!...อ่า..อา...” [อือ!ด้วยความยินดีค่ะ]
ลาร่าได้ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับได้ขยับตัวเข้ามานั่งที่ข้างๆของทาโน่แล้วเอนตัวซุกเข้าไปที่อกของทาโน่พร้อมกับใช้ใบหน้านัวเนียไปมาเหมือนดังลูกแมวที่กำลังอ้อนเ้านายของตัวเองอยู่ไม่มีผิด
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ใช้แขนซ้ายของตนโอบกอดตัวเธอเอาไว้แล้วใช้มือนั้นลูบหัวของเธอไปมาอย่างอ่อนโยน
ลาร่าที่ได้รับความรักที่อบอุ่นจากพี่ชายอันเป็ที่รักของตัวเธอนั้นรู้สึกสบายใจจนตัวเธอนั้นก็ผลอยหลับไปในที่สุด...
“เธอคงเหนื่อยมากเลยสินะ...หลับให้สบายนะลาร่าน้องสาวของผมที่ตัวผมนั้นรักมากยิ่งกว่าสิงใดทั้งปวง...”
ทาโน่ได้พูดออกมาเบาๆพร้อมกับได้เอนตัวเข้าหาลาร่าแล้วหลับตาลงจนในที่สุดก็ผลอยหลับไปเคียงข้างกับน้องสาวอันเป็ที่รักของตน…
…..
……..
…………
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองคนหลับไปได้สักพักหนึ่งก็ได้มีเสียงทุบอะไรบางอย่างดังออกมาจากทางด้านนอกของประตูทางเข้าของโรงงานที่ปิดอยู่
“อือ...อือ..”
ทาโน่ที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียเพราะเสียงนั้น…
“เสียงเมือกี้นี้มันอะไรกัน...ห่าว~หนวกหูชะมัดเลย...”
ทาโน่ได้ขยี้ตาไปมาเพื่อให้ตาสว่างขึ้น
หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ขยับตัวของลาร่าที่ยังคงหลับอยู่ให้นอนลงบนลังไม้ที่พวกเขานั้นนั่งอยู่
“เดี่ยวพี่กลับมานะ”
หลังจากนั้นทาโน่ก็เดินไปที่ประตูทางเข้าของโรงงานที่เกิดเสียงเพื่อดูว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไรกันแน่
ครืน~ครืน~ครืน~
พอทาโน่ไปถึงสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นก็คือประตูที่กำลังถูกเปิดออกด้วยความยากลำบาก แล้วพอประตูได้เปิดออกมาจนสุดก็ได้มีเงาของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาที่ด้านในของโรงงาน
(ใครกันที่มาในเวลาแบบนี้...)
ทาโน่ที่แอบมองดูอยู่หลังเสาก็ได้หรี่ตาเพ่งมองไปยังเงานั้นและคนที่เขาเห็นที่ตรงนั้นก็คือตาลุงเ้าของโรงงานที่กำลังเมาแอ๋อยู่นั่นเอง
(นั่นมันตาลุงไม่ใช้เหรอ...)
“อือ~~ยังเดินไหว~ข้ายังเดินไหวน่า5~5”
ใช้แล้วชายคนนั้นก็คือตาลุงเ้าของโรงงานที่กำลังเดินเซไปมาแถมยังเมาจนแทบที่จะไม่เหลือสติอยู่เลย
(อ๋อ ที่ไม่กลับมาสักทีก็เพราะไปดื่มมาจนถึงตอนนี้งั้นสินะ เฮ้อ~บ้าบอซะจริงๆเลย)
ทาโน่ที่รู้สึกโล่งอกก็ได้เดินออกมาจากด้านหลังเสาแล้วเข้าไปหาลุงที่กำลังจะปิดประตูที่ขึ้นสนิมอยู่ด้วยความยากลำบาก
“เฮ้ย! ตาลุง”
ทาโน่ได้ส่งเสียงเรียกตาลุงที่ยืนเซไปมา...
ตาลุงที่ได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลังตัวเขาจึงได้หันหลังกลับมาด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋
“เอาไอ้เด็กเว้นไม่ใช้เหรอ ทำไมแกยังไม่กลับไปอีกวะหะ~”
“ก็เกิดเื่ขึ้นน่ะสิถามมาได้ รู้รึป่าวว่าทางนี้ต้องเจอกับอะไรบ้างน่ะ”
“55เอาน่าๆ ข้ากำลังอารมณ์ดีอยู่เดี่ยวจะเพิ่งค่าลวงเวลาให้ก็แล้วกัน555”
“ให้มันจริงเหอะ พอสร่างเมาแล้วเดี่ยวก็ถอนคำพูดอีกเหมือนเดิมแหละ”
“เฮ้ยข้าไม่โกหกหรอ---อ่า...”
อยู่ๆตาลุงที่กำลังพูดอยู่ก็ได้ถูกใครบางคนใช้มีดแทงจากทางด้านหลังจนใบมีดสีเขียวนั้นทะลุตัวของตาลุงออกมาที่อีกด้านหนึ่งเลย
“เฮ้ยตาลุง!”
ทาโน่ได้ตกตะลึงจากภาพที่เห็นจนตัวเขานั้นยืนตัวแข็งถืออยู่กับที่
“อ...อ….”
ร่างของตาลุงเ้าของโรงงานได้ล้มลงหน้าทิ่มลงไปกับพื้น และคนที่ก้าวเดินออกมาจากทางด้านหลังของตาลุงที่ล้มลงนั้นก็คือร่างของชายตัวสูงที่ผอมบางที่มีรอยแผลเป็อยู่ตามร่างกายและที่ในมือนั้นกำลังถือมีดสั้นคมสีเขียวที่เปื้อนเือยู่ที่ในมือขวาของเขา
“ไง~เ้าหนู~ได้เจอกันอีกแล้วนะ”
“กะ...แกมันไอ้โรคจิตที่ในซอย….แกยังไม่ตายอีกงั้นเหรอ...”
“ครั้งนี้แหละจะไม่ปล่อยให้แกหนีไปได้หรอกนะ5~5~5~”
ลาสที่พูดออกมาพร้อมกับนํ้าลายที่ไหลออกมาเป็จำนวนมากได้เดินเข้ามาหาทาโน่ที่กำลังยืนตัวแข็งถืออยู่ที่ตรงหน้าของตัวเขาไม่ไกลมากนัก
ลาสได้ตวัดมืดที่เปื้อนเืของตาลุงในมือไปมาจนเืพวกนั้นกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าแล้วตกลงมาราวกับสายฝนใส่ร่างกายของลาสจนตัวของเขานั้นกลายเป็สีแดงฉาน…
ลาสที่ร่างกายอาบไปด้วยเืได้ใช้ลิ้นเลียเข้าไปที่เืที่ติดอยู่ตามตัวของเขา
“อ่า-ไม่ได้เื่เลย...ยังไงก็สู้เืของแกไม่ได้เลยนะเ้าหนู!”
ลาสได้พุ่งตัววิ้งเข้าใส่ทาโน่ในทันที
“แย่ล่ะสิ!”
ทาโน่พอเห็นลาสกำลังวิ้งเข้ามาจึงได้สติกลับมาแล้วหันหลังวิ้งหนีในทันที
“อ่า~ทนไม่ไหวแล้วสิ อยากลิ้มรสจังเลยเือุ่นๆที่มีมานาไหลเวียนอยู่เป็จำนวนมากของแกน่ะ!”
ลาสที่ะโออกมาในขณะที่วิ้งไล่ตามทาโน่ที่กำลังวิ้งหนีอยู่ตรงหน้า จนในที่สุดก็เกือบที่จะไล่ตามทาโน่ทันอยู่แล้ว
ลาสได้ยื่นมือออกไปเตรียมที่จะคว้าจับตัวของทาโน่ที่อยู่ตรงหน้า
(โธ่เว้ย!)
ทาโน่ได้วิ้งเข้าไปหาถุงกระสอบที่วางพิงอยู่กับเครนขนาดใหญ่ตรงกลางของโรงงาน ถุงพวกนั้นคือถุงที่ด้านในใส่ผงถ่านเหล็กจำนวนมากเอาไว้ ทาโน่ได้หยิบมันขึ้นมาหนึ่งถุงแล้วขว้างมันเข้าใส่ลาสที่กำลังวิ้งไล่ตามตัวเขามาติดๆ
ลาสที่เห็นถุงกำลังลอยเข้ามาหาตัวเขาจึงได้ใช้มีดที่มีคมสีเขียวในมือฟันเข้าไปใส่ถุงนั้นจนมันนั้นขาดออกเป็สองถอนและผงถ่านเหล็กที่ด้านในก็ได้กระจายลอยไปมาอยู่ที่รอบๆตัวของลาส
“5~5~5~ของแค่นี้หยุดข้าไม่ได้หรอกนะเ้าหนู!”
“เอ๋อ! รู้อยู่แล้วล่ะน่า!”
ทาโน่ได้หยิบแทงพลุไฟฉุกเฉินที่วางอยู่ข้างกับถุงกระสอบผงถ่านเหล็กขึ้นมาแล้วใช้มันโยนเข้าใส่ผงถ่านเหล็กที่ลอยไปมาอยู่ที่รอบๆตัวของลาส
ผงถ่านเหล็กที่โดนสะเก็ดไฟจากพลุไฟก็ได้ติดไฟแล้วเกิดเป็ดอกไม้ไฟขนาดเล็กขึ้นที่ตรงหน้าของลาส
“อ่า---!มองอะไรไม่เห็นเลย...”
ลาสได้หลับตาลงพร้อมกับได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากำบังแสงของดอกไม้ไฟที่สว่างจ้าขึ้นมาตรงหน้าของเขา
(ดีล่ะจังหวะนี้แหละ..)
ทาโน่ได้ใช้จังหวะที่ลาสกำลังสับสนอยู่ในการวิ้งไปซ่อนตัวอยู่ที่ด้านหลังของต้นเสาขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ
เมื่อแสงสว่างได้จางลงลาสที่ลืมตาขึ้นมาพบว่าทาโน่นั้นไม่อยู่ตรงหน้าของตัวเขาแล้ว….
“เฮ้ย! เ้าหนูแกไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันน่ะ! เ้าหนู!”
ลาสได้ะโขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดพร้อมกับได้มองไปมารอบๆเพื่อหาตัวของทาโน่ที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่
(แฮกๆ...แฮกๆ...แฮกๆ...โธ่เว้ยไม่อยากจะเชื่อเลย...โดนะเิเข้าไประยะประชิดขนาดนั้นแล้วยังจะรอดมาได้อีกงั้นเหรอ...เื่แบบนี้มันบ้าชัดๆ...)
ทาโน่ได้หายใจทีๆด้วยความกระวนกระวาย
(ใจเย็น...ใจเย็นก่อนสิตัวผม...ถ้าส่งเสียงดังมากเกินไปต้องโดนมันหาตัวเจอแน่...)
ทาโน่ได้พยายามควบคุมลมหาใจของตนเองให้สงบลงเพื่อที่จะไม่ให้ส่งเสียงออกมาดังมากเกินไปจนลาสหาตัวเจอ
(ตอนนี้จะต้องใจเย็นแล้วเรียบเรียงสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า...แล้วคิดหาทางรอไปจากสถานการณ์ในตอนนี้ให้ได้...)
ทาโน่ได้ชะโงกหน้าออกมาจากหลังเสาเพื่อมองดูว่าลาสนั้นกำลังทำอะไรอยู่และสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือลาสที่กำลังไล่ตามหาทาโน่ตามเสาต้นต่างอยู่อย่างใจเย็น
“อยู่~ไหนกันนะ เ้า~หนู”
(แบบนี้จะหาตัวผมเจอเมื่อไหลก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วสินะ…)
ทาโน่ได้หันกลับมาที่ด้านหลังเสาเช่นเดิม
(แต่ก็ยังดีนะที่มันยังไม่เจอลาร่าที่หลับอยู่บนลังไม้ที่หน้าเตาเผาน่ะ)
ทาโน่ได้หันไปยังที่ด้านหน้าของเตาเผาและเข้าก็ได้เห็นว่าลาร่านั้นยังคงหลับอยู่โดยที่ไม่รู้เลยว่าในตอนนี้นั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น
(จะให้มันเจอเธอไม่ได้อย่างเด็ดขาด!)
“ถ้าไม่ออกมาล่ะก็ จะเอาจริงแล้วล่ะนะ~”
ลาสได้หลับตาลงแล้วสูดหายใจลึกๆเข้าไปหนึ่งครั้ง
(จะต้องหาทางหนีไปจากที่นี่...ไม่สิถึงจะหนีไปได้ก็ตามแต่ก็ต้องถูกมันตามไล่ล่าอีกแน่...ถ้างั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือจะต้องฆ่ามันลงที่นี่ให้ได้!)
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...
(แต่ว่าจะด้วยวิธีไหนกันล่ะ...ขนาดโดนะเิเข้าไประยะประชิดขนาดนั้นแล้วยังแทบจะไม่มีแผลมาเลยไม่ใช้เหรอ...ถ้างั้นคงต้องหาวิธีที่ดีกว่านั้น วิธีที่จะสามารถฆ่ามันได้โดยที่ไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก...แต่วิธีแบบนั้นมันจะไปมี...ไม่สิมีอยู่ไม่ใช้เหรอวิธีแบบนั้นน่ะ...)
ทาโน่ได้หันไปมองที่เตาเผาขนาดใหญ่ที่ด้านในสุดของโรงงานที่ในตอนนี้นั้นปิดการทำงานอยู่
(ถ้าใช้เตาเผานั้นที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้าให้กลายเป็ของเหลวได้ภายในพริบตาแล้วล่ะก็สามารถกำจัดมันลงได้แน่)
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...
(แต่ว่าการที่จะเปิดเตาเผาให้ถึงขั้นที่จะหลอมละลายได้ล่ะก็จะต้องใช้เวลาในการอุ่นเครื่องพ่นไฟที่ด้านในให้ร้อนซะก่อนประมาณ 5 นาที ในระหว่างนั้นจะต้องล่อให้มันออกห่างจากเตาไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เตาจะพร้อมใช้งาน)
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...
(แต่ถ้าจะใช้เตาเผาล่ะก็จะต้องให้ลาร่าที่หลับอยู่ตรงนั้นหลบออกไปให้ได้ซะก่อน แต่จะบอกเธอด้วยวิธีไหนล่ะ...วิธีที่จะปลอดภัยสำหรับตัวเธอ...วิธีแบบนั้นจะมีไหนนะ...)
ทาโน่ได้มองไปที่รอบๆเพื่อหาวิธีการที่จะบอกกับลาร่าที่หลับอยู่ให้รู้ถึงสถานการณ์ที่เป็อยู่ในตอนนี้
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...
(นั่นมัน?...)
ทาโน่ได้หยุดสายตาของตนลงที่ถ่อนเหล็กที่ตกอยู่บนพื้น
(นั่นไงล่ะ...ถ้าใช้เ้านั้นล่ะก็น่าจะทำให้เธอรู้สึกตัว...)
“เจอ~ตัว~แล้วล่ะเ้าหนู~”
เสียงที่หน้าขนลุกได้ดังออกมาจากทางด้านหลังของทาโน่ที่ในตอนนี้นั้นไม่ทันได้ระวังตัว…
“!”
ทาโน่ที่ได้ยินแบบนั้นตัวเขาจึงได้ทีบพื้นแล้วกระโจนออกมาจากตรงนั้นในทันทีทำให้ตัวเขานั้นลอดจากการโดนลาสจับตัวได้แบบพอดี
(โธ่เว้ย! เกือบไปแล้วสิ...)
ทาโน่ที่หลบออกมาจากมือของลาสได้ตัวเขาได้วิ้งไปยังที่แผงควบคุมของเตาเผาที่ตั้งอยู่ตรงเครนในทันที
ลาสที่เห็นแบบนั้นจึงได้วิ้งไล่ตามทาโน่ไปในทันที
ทาโน่ที่ไปถึงเครนได้ใช้มือของตนกดไปที่ปุ่มสีแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงแผงควบคุมในทันที...
พอปุ่มนั้นถูกกดเครื่องพ่นไฟในเตาเผาก็เริ่มทำการอุ่นตัวเองในทันที
(เอาล่ะที่เหลือก็ถ่วงเวลาให้ได้ประมาณ 5 นาที)
“จะไปไหนล่ะเ้าหนู!”
ลาสที่วิ้งตามไล่หลังมาได้ะโออกมาพร้อมกับได้ยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อคว้าจับตัวของทาโน่ที่อยู่ตรงหน้า
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นเขาจึงได้หยิบถุงกระสอบผงถ่อนเหล็กที่วางอยู่ตรงนั้นขึ้นมาแล้วคว้ามันเข้าใส่ลาสที่กำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
“คาวนี้ไม่ติดกับซํ้าสองหรอก”
ลาสได้เอนตัวหลบถุงนั้นแทนที่จะฟันมันแบบครั้งก่อน
“ชิ...ถ้างั้นลองแบบนี้ดูบ้างล่ะเป็ไง!”
ทาโน่ได้ยัดแท่งพลุไฟในมือเข้าไปในถุงกระสอบผงถ่อนเหล็กที่ตัวเขานั้นถืออยู่แล้วจุดมันคว้าเข้าใส่ลาสในทันที
ตู้ม! ผงถ่อนเหล็กมากมายที่อยู่ในถุงพอถูกสะเก็ดไฟจากพลุไฟเข้าจึงเกิดการะเิในทันที
“อ่า...หน่อนแน่ะแก...”
ลาสที่ถูกแรงของะเิเข้าไปในระยะประชิดนั้นเกือบที่จะกระเด็นแต่เขาก็ใช้ขายันพื้นเอาไว้ได้ทันจึงยังคงสามารถยืนอยู่ได้
(จังหวะนี้แหละ!)
ทาโน่ได้ใช้จังหวะที่ลาสนั้นกำลังสตั้นอยู่ในการวิ้งผ่านตัวเขาไปแล้วไปหยิบท่อนเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
(ได้แล้ว! ทีนี้ก็...)
ทาโน่ได้ใช้ท่อนเหล็กในมือทุบลงไปบนพื้นซํ้าแล้วซ้ำเล่าและการทุบของเข้านั้นได้ทำให้เกิดเสียงดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งโรงงานแห่งนี้
“เฮ้ย! ผมอยู่ตรงนี้ไงล่ะ แน่จริงก็ตามมาจับให้ได้สิ ไอ้โรคจิต!”
หลังจากตัวเขาพูดจบทาโน่ก็เริ่มวิ้งไปทางประตูทางเข้าโรงงานในทันที
“อย่ามาหยามกันนะเ้าหนู!”
ลาสที่กำลังหงุดหงิดได้วิ้งไล่ตามทาโน่ไปในทันที
(แบบนั้นแหละดีแล้ว)
“ตามมาเลยสิไอ้โรคจิต!”
ทาโน่ที่กำลังวิ้งอยู่พร้อมกับใช้ท่อนเหล็กในมือทุบพื้นไปมาด้วยจนในตอนนี้นั้นตัวเขาเกือบที่จะมาถึงประตูทางเข้าโรงงานแล้ว แต่ตัวเขากลับไม่วิ้งออกไปแต่กับหักเลี้ยวแล้ววิ้งไปทางต้นเสาทางด้านขวาแทน
ลาสที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้วิ้งไล่ตามไป
ทาโน่ที่วิ้งไปถึงต้นเสาขนาดใหญ่ตัวเขาได้ใช้มันในการวิ้งซิกแซกหลบลาสที่ไล่ตามมาและทำซํ้าไปเลือยๆโดยการวิ้งไปมาตามเสาต้นต่างๆที่อยู่ตรงนั้น
สิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อหลอกล่อลาสให้อยู่กับตัวเขานานที่สุดเท่าที่ทำได้ แน่นอนว่าตอนวิ้งอยู่ตัวเขาก็ยังคงใช้ท่อนเหล็กในมือตีพื้นไปมาด้วย
ทาโน่นั้นใช้วิธีนี้ในการหลบลาสแต่ด้วยสภาพร่างกายของทาโน่นั้นเหนื่อยล้ามากแล้วจากการที่ต้องผ่านเื่ต่างๆมามากมายทั้งวัน จนในที่สุดตัวเขาก็หมดแรงลงจนทำให้ท่อนเหล็กที่ถืออยู่หลุดออกจากมือของเขา
(บ้าเอ๊ยดันทำหลุดมือซะได้...แต่ว่าจะเก็บก็ไม่ทันแล้ว...ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วแต่ก็หน้าจะพอแล้วล่ะมั้ง)
ทาโน่ได้วิ้งไปยังด้านในสุดของโรงงาน
“ไม่ให้หนีไปได้มากกว่านี้แล้ว!”
ลาสได้หยิบเอาท่อนเหล็กที่ทาโน่ทำตกขึ้นมาแล้วใช้มันคว้าเข้าใส่ทาโน่ในทันที
ท่อนเหล็กได้พุ่งเข้าใส่ขาของทาโน่ทำให้ตัวเขานั้นสะดุดล้มลงไปกองอยู่กับพื้น
“อ่า!...”
“คราวนี้ไม่ปลอยให้หนีไปได้อีกแล้วล่ะนะเ้าหนู~”
ลาสที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของทาโน่ที่ล้มอยู่ ตัวเขาได้ยื่นมือข้างที่ไม่ได้ถือมีดอยู่ออกไปจับเข้าที่คอเสื้อของทาโน่แล้วยกตัวเขาขึ้นมาลอยอยู่เหนือพื้น
“ปล่อยเดี่ยวนี้นะแก!...”
ทาโน่ที่ดิ้นไปมาพยายามที่จะหนีออกจากมือของลาสให้ได้
“5~5~5~ ดิ้นไปเถอะไม่ว่ายังไงแกก็ไม่มีทางหนีไปได้อีกแล้วล่ะนะ 5~5~5~”
“...ก็จริงอย่างที่แกพูด...แต่ตัวผมน่ะไม่จำเป็….ที่จะต้อง….หนีไปจากตรงนี้อีกต่อไปแล้วล่ะ...”
“หือพูดอะไรของแกหรือในที่สุดก็ยอมรับโชคชะตาของตนเองแล้วงั้นเหรอ”
“...จะใช้รึป่าวนะ...เอาเลยลาร่า!”
“อือ…” [อือ...]
เสียงของเด็กสาวตัวน้อยได้ดังออกมาจากทางด้านซ้ายของลาส
ลาสที่ได้ยินจึงได้หันไปมองและสิ่งที่เขาเห็นอยู่ก็คือแขนของเครนขนาดใหญ่ที่กำลังถูกเหวี่ยงเข้ามาใส่ตัวเข้าอย่างรวดเร็ว
“อะไร อ่า-!”
ลาสที่ถูกแขนของเครนซัดเข้าใส่จนตัวเขานั้นลอยปลิวกระเด็นออกไปพร้อมกับแขนซ้ายที่กระเด็นหลุดออกมาจากร่างกายของเขา
ทาโน่ที่ลอยอยู่ได้ตกลงกระแทกเข้ากับพื้นพร้อมกับแขนของลาสที่หล่นอยู่ข้างๆ
ส่วนลาสนั้นตัวเขากำลังลอยเข้าไปยังปากทางเข้าของเตาเผาขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดออกรออยู่ก่อนแล้ว
ลาสได้กระเด็กกลิ้งไปมาแล้วหยุดลงอยู่ที่ด้านในสุดของเตาเผาขนาดใหญ่
“จังหวะนี้เเหละ!”
ทาโน่ได้ใช้จังหวะนี้วิ้งเข้าไปที่แผงควบคุมที่อยู่ตรงด้านหน้าของเตาเผาแล้วใช้มือกดไปที่สวิทช์หนึ่งครั้งเพื่อเปิดการทำงานของเครื่องพ่นไฟที่ถูกติดตั้งอยู่ที่ด้านในของเตาเผา
เครื่องพ่นไฟเริ่มทำงานเปลวไฟที่ร้อนแรงได้ถูกยิงออกมารอบทิศทางเข้าใส่ร่างกายของลาสที่นอนกองอยู่ตรงกลางของเตาเผา
“อ่า----! ร้อน ร่างกายกำลังถูกเผาไปหมดแล้วอ่า-----!”
ลาสที่โดนไฟเผาทั่วทั้งร่างพยายามที่จะตะเกียกตะกายไปยังทางของเตาเผา
“แกจะไม่มีทางหนีรอดไปจากที่นี่ได้อีกแล้วล่ะ...”
ทาโน่ที่ยืนอยู่ที่ตรงหน้าเตาเผาได้โยนแขนของลาสเข้าไปที่ด้านในพร้อมกับได้กดปุ่มสีแดงที่แผงควบคุมเพื่อปิดประตูทางเข้าลง
“ปล่อยข้าออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เ้าหนู!”
ลาสได้ใช้มือที่ยังเหลืออยู่ทุบเข้าไปที่ประตูของเตาเผาเพื่อหวังว่าจะพังมันออกมา
แต่มันก็เปล่าประโยชน์ ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามทุบด้วยแรงทั้งหมดแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างรอยขีดข่วนให้กับประตูของเตาเผาได้เลยแม้แต่รอยเดียว
“เปล่าประโยชน์ ประตูบานนี้ทำมาจากโลหะที่แข็งแกร่งยิ้งกว่าเหล็กกล้าซะอีกแกไม่มีทางพังมันได้หรอก”
“หน่อยแน่ะแก อ่า---!”
ลาสได้ะโออกมาอย่างเ็ปพร้อมกับร่างกายของเขาที่ค่อยๆทุกเผาไปกับเปลวเพลิง ทั้งิัที่ละลายทั้งเืที่ได้ระเหยกลายเป็ไอจนทำให้ทั่วทั้งเตาเผานั้นกลายเป็สีแดงฉาน
“เฮ้อ~”
ทาโน่ที่ยืนมองอยู่ที่ด้านนอกของเตาเผานั้นได้ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ ที่ต่อจากนี้ไปตัวเขาและน้องสาวจะสามารถนอนหลับได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีใครมาฆ่าพวกเขาอีกต่อไป
“อ่า...อา....” [พี่ทาโน่...]
เสียงของเด็กสาวที่ฟังดูร้อนรนได้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของทาโน่
ทาโน่ที่ได้ยิ้นเสียงนั้นตัวเขาจึงได้หันหลังกลับไปมอง
และสิ่งที่เขาเห็นอยู่นั้นก็คือลาร่าที่กำลังคลําทางในความมืดเดินเข้ามาหาตัวเขา
เด็กสาวที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยนํ้าตาได้เข้ามากอดพี่ชายที่เธอรักเอาไว้แน่
ทาโน่ที่ได้รับความรักจากน้องสาวอันเป็ที่รักได้เผลอแสดงรอยยิ้มออกมา
แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็สีหน้าที่โศกเศร้าแทบจะในทันที
หลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่เด็กสาวนั้นได้พูดออกมา….
“อ่า...อา...อ่า...” [หนูกลัวมากเลย...ถ้าเกิดว่าพี่ทาโน่เป็อะไรไปล่ะก็...หนูกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวมากเลยนะ...]
เด็กสาวได้พูดออกมาทั้งนํ้าตาพร้อมทั้งกอดพี่ชายของเธอแรงขึ้นมากกว่าเดิม
(...ลาร่า...นี่ตัวผมทำให้เธอต้องเป็ห่วงถึงขนาดนี้เลยงั้นเหรอ...)
ทาโน่ได้ยื่นมือเข้าไปที่หัวของลาร่าที่กำลังตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกนะลาร่าพี่น่ะไม่เป็อะไรหรอก พี่จะคอยอยู่ข้างๆเธอเสมอไม่ว่าจะเมื่อไหรก็ตามเพราะงั้นอย่าร้องหายเลยนะ...”
“อ่า...อา..อ่า...” [จริงเหรอ...ไม่โกหกแน่นะ...จะคอยอยู่เป็แสงสว่างนำทางหนูไปตลอดเลยสินะ...]
“อือ! แน่นอนสิ ผมน่ะไม่เคยโกหกเธอเลยนะ ดูสิอย่างแผนการในครั้งนี้ก็ยังสำเร็จไปได้ด้วยดีเลยไม่ใช้เหรอ”
(ใช้แล้วล่ะที่แผนการในครั้งนี้ไปได้สวยก็ต้องขอบคุณเธอล่ะนะลาร่า ตัวผมที่ถูกตามล่าโดยไอ้โรคจิตนั้นไม่สามารถที่จะไปที่เตาเผาเพื่อเปิดประตูของมันได้ ตัวผมจึงได้ใช้ท่อนเหล็กในการสร้างคลื่นเสียงที่ดังกึกก้องขึ้นมาให้มันกระจายไปทั่วทั้งโรงงานแห่งนี้เพื่อปลุกตัวเธอที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้นมาและยังเป็การบอกถึงสถานการณ์ในตอนนั้นให้ตัวเธอได้รับรู้อีกด้วย เธอที่รับรู้ถึงแผนการของตัวผมที่จะใช้เตาเผาในการจัดการกับไอ้โรคจิตนั้น เธอจึงได้เปิดประตูของเตาเผาออกรอเอาไว้หลังจากนั้นตัวเธอก็ได้คลำทางเดินไปที่เครนแล้วเปิดการทำงานของมันเพื่อรอคอยจังหวะที่ตัวผมจะให้สัญญาณ พอตัวผมล่อให้ไอ้โรงจิตไปยังจุดที่กำหนดเอาไว้ได้แล้วตัวผมก็ได้ให้สัญญาณกับเธอให้เธอนั้นบังคับเครนเข้ามาจนเข้ากับตัวของไอ้โรคจิตให้กระเด็นเข้าไปในเตาเผาแล้วจัดการมันลงได้ในที่สุด)
ทาโน่ได้ยิ้มออกมา
(ถ้าเธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวผมจะสื่อออกมาแล้วล่ะก็ตัวผมคงจะตายไปแล้วแน่ ขนาดตัวเธอนั้นมองไม่เห็นพูดก็ไม่ได้แต่ก็ยังสามารถทำได้ถึงขนาดนี้...เพราะงั้นแล้วคนที่คอยเป็แสงสว่างที่คอยนำทางในความมืดนั้นไม่ใช้ตัวผมหรอกแต่เป็ตัวเธอต่างหากล่ะลาร่า)
ทาโน่ได้สวมกอดลาร่าเอาไว้แน่น
“เพราะงั้นแล้วตัวผมน่ะจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอแล้วคอยเป็แสงสว่างที่คอยนำทางให้กับตัวเธอเองนะ”
(ขอบคุณนะลาร่า...ที่เธอนั้นคอยอยู่เคียงข้างตัวผมตลอดมาขอบคุณมากจริงๆเลยนะน้องสาวสุดที่รักของตัวผมที่ตัวผมนั้นรักยิ้งมากกว่าสิ่งใดทั้งปวง…)
เด็กน้อยทั้งสองคนได้กอดกันแน่นด้วยความรักท่ามกลางแสงของเปลวเพลิงในเตาเผาที่ลุกโชนส่องสว่างออกมาทับลงบนร่างกายของทั้งสองที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของโรงงานที่เงียบสงัดแห่งนี้
แต่ทว่าท่ามกลางความเงียบสงัดนั้นก็ได้เริ่มมีเสียงบางอย่างดังขึ้นมา
ครืน...ครืน...ครืน...
(หือ! เสียงและแรงสั่นะเืนี่มันอะไรกัน?...)
ทาโน่ที่ััได้ถึงแรงสั่นะเืตัวเขาจึงมองไปรอบๆเพื่อหาต้นตอของมัน
จนในที่สุดแล้วสายตาของเขาก็ได้มาหยุดลงที่เตาเผาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
(คะ...ความรู้สึกเสียวสันหลังวูบแบบนี้มัน...รู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดีเลย....)
ทาโน่ที่รู้สึกแบบนั้นตัวเขาจึงได้พาลาร่าขยับออกห่างจากที่ด้านหน้าของเตาในทันที
“อ่า...อ่า” [เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอพี่ทาโน่]
“เดี๋ยวค่อยอธิบายที่หลังนะ ตอนนี้ต้องรีบไปจากตรงนี้ก่อน...”
“จะ~รีบไปไหนล่ะ เ้าหนู~”
“เสียงที่หน้าขนลุกแบบนี้มัน!”
ทาโน่ที่ได้ออกห่างจากเตาเผามาได้ระยะไกลพอควรได้หันหลังกลับไปมองเพราะเสียงที่คุ้นเคยที่ดังออกมาจากที่ด้านในนั้น
ที่ด้านในของเตาเผานั้นกำลังมีอะไรบางอย่างกำลังขยับอยู่
ครืน~ครืน~ครืน~ตึ้ง-!ตึ้ง-!ตึ้ง-!
เสียงเคาะที่ดังจนหน้าเหลือเชื่อได้ดังออกมาจากด้านในของเตาเผาพร้อมกับรอยแตกร้าวที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นแล้วรามไปทั่วทั้งพนังของเตาเผา...
เสียงของโลหะที่กำลังแตกออกพร้อมกับเปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมาจากรอยแตกเ่าั้
“อะ...อะไรกันเตาเผาที่สามารถป้องกันได้แม้แต่แรงะเิของมิสไซล์กำลังแตกออกงั้นเหรอ...”
“หือ~ป้องกันได้แม้แต่มิสไซล์เลยงั้นเหรอ...”
มือขนาดใหญ่ที่กำลังแวกรอยแตกของเตาเผานนั้นออกมา
“มะ...มือนั่นมันอะไรกัน...นี่กำลังจะมีอะไรจะออกมาอย่างงั้นเหรอ...”
รอยแตกที่ถูกแหวกจนกลายเป็รูขนาดใหญ่พร้อมกับมีเงาดำร่างมหึมากำลังเดินออกมาจากรอยแตกนั้น…
“เฮ้อ~ในที่สุดก็ออกมาได้สักที เ้าหนูแกรู้มั้ยว่าที่ด้านในนั้นน่ะมันร้อนมากเลยนะ”
“กะ...แกมันไอ้โรคจิตงั้นเหรอ...”
ทาโน่ที่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ตัวเขาไม่อยากที่จะเชื่อสายตาของตนเองเลย
ร่างกายขนาดใหญ่มหึมาพอๆกันกับเตาเผาขนาดใหญ่ที่อยู่ที่ด้านหลังของมัน ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ดูทรงพลังที่ตามตัวนั้นมีรอยไหม้อยู่เล็กน้อยและที่้าของร่างกายนั้นไม่มีหัวติดอยู่
“นะ...นี่มันบ้าอะไรกันฟะเนี่ย...”
ทาโน่ที่ได้แสดงสีหน้าที่สิ้นหวังออกมาจนตัวเขานั้นแทบที่จะยืนไม่อยู่
“5~5~5~ เ้าหนู เ้าหนู เ้าหนู ทำไมถึงทำสีหน้าดูดีแบบนั้นล่ะ~”
“.....”
กลางอกของร่างกายขนาดมหึมาค่อยๆแหวกออกแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ที่ด้านในของมัน...ร่างกายของชายตัวผอมบางที่ถูกเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมากมายแทงเข้ามาตามร่างกายตนและเส้นเอ็นพวกนั้นได้เชื่อมโยงตัวเขาเข้ากับร่างกายขนาดใหญ่มหึมาเอาไว้และที่สำคัญที่กลางอกของชายผู้นั้นได้มีมีดสั้นคมสีเขียวปักคาอยู่ที่ตรงนั้น
“นี่มันเป็ความจริงงั้นเหรอหรือว่าเป็เพียงแค่ความฝันกันแน่...”
“ความฝันงั้นเหรอ ไม่เลยข้าที่แกกำลังมองเห็นอยู่นั้นคือตัวจริงเสียงจริงไม่ผิดแน่”
“ไม่จริงหรอก! ไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถรอดตายจากเปลวเพลิงที่ร้อนแรงของเตาเผานั่นได้หรอก….เื่บ้าๆแบบนั้นมันเป็ไปไม่ได้หรอก!...”
“มนุษย์งั้นเหรอ? 5~5~5~5~5~5~!”
ลาสได้หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั้ง
“อย่าทำให้ข้าขำไปหน่อยเลย! มนุษย์งั้นเหรอ? ผิดแล้วเ้าหนูข้าผู้นี้นั้นไม่ใช้เผ่าพันธุ์ชั้นตํ่าแบบนั้น ข้าคือ ลาส ดิ ลิกเตนสไตน์ แวมพายผู้สืบสายเืแท้จากแวมพายชนชั้นสูงผู้ปกครองที่แท้จริงแห่งปราสาทลิกเตนสไตน์ยังไงล่ะ!”
“แวมพายงั้นเหรอ?...”
(ตัวผมเคยได้ยินมาจากเหล่าพ่อค้ากับเหล่านักล่าค่าหัวที่ในเมืองพูดกันถึงเื่ของแวมพาย เผ่าพันธ์ที่มีพลังกายที่เหนือกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า เผ่าพันธ์ผู้ที่ดื่มด่ำกับเือุ่นๆของสิ่งมีชีวิตและยังสามารถรักษาาแที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว...สิ่งมีชีวตที่เหมือนดังปีศาจแบบนั้น...คือคู่ต่อสู้ของตัวผมงั้นเหรอ...)
ทาโน่ที่รู้ความจริงนั้น จึงได้ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับความรู้สึกที่สิ้นหวัง...
(แล้วตัวผมที่เป็เพียงแค่เด็กตัวเล็กๆจะไปสู้กับไอ้ปีศาจแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ...)
“อะไรกันเ้าหนูยอมแพ้แล้วงั้นเหรอ”
ลาสได้ขยับร่างกายของเขาแล้วบังคับร่างกายขนาดมหึมาเดินเข้ามาหาทาโน่ที่กำลังสิ้นหวัง...
“งั้นก็ดีแล้ว เพราะวันนี้ข้าเสียงวัตถุดิบที่เก็บเอาไว้ไปมากมายแล้ว จะต้องขอเอาสวนที่เสียไปคืนจากตัวแกแล้วล่ะนะเ้าหนู”
(...มันจบแล้วล่ะ...ไม่มีหนทางไหนที่จะสามารถรอดไปจากไอ้ปีศาจตัวนั้นได้อีกแล้ว…คงจบลงแค่นี้แล้วสินะ...)
“อ่า...อ่า!” [อย่างมารังแกพี่ทาโน่นะ!]
“!”
ลาร่าที่เมื่อครู่นี้หลบอยู่ที่ด้านหลังของทาโน่ในตอนนี้เธอนั้นได้มายืนหยัดอยู่ที่ด้านหน้าของตัวเขาที่สิ้นหวัง
“ลาร่า...”
“อะไรกันใยหนู ไม่ต้องรีบร้อนหรอกเพราะหลังจากเ้าหนูแล้วเธอก็จะเป็รายต่อไปแล้วล่ะ”
“ลาร่ารีบหนีไปเถอะ! ถ้าเธอไปตอนนี้น่าจะยังพอหนีทัน..”
“อ่า!..” [ไม่ค่ะ!...]
เด็กสาวได้ะโออกมาพร้อมกับนํ้าตา
“อ่า...อา...อ่า...อ่า..อาอ่า...อ่า!” [หนูจะไม่มีวันทิ้งพี่ทาโน่ที่คอยปกป้องตัวหนูไปอีกแล้ว หนูจะอยู่ที่นี่แล้วปกป้องพี่ทาโน่ให้ได้ถึงแม้ว่าจะต้องตายก็ตาม!]
“ลาร่านี่เธอ...”
ทาโน่ได้กำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ได้ผุดขึ้นมาจากภายในก้นบึ้งของหัวใจของตัวเขาที่กำลังเต้นรัวๆ
“เธอจะไม่ตายหรอกน่า...”
ทาโน่ที่ลุกขึ้นมาได้เดินไปยืนที่ด้านหน้าของลาร่าและใช้มือขวาแตะไหล่ของเธอเบาๆ...
“อ่า...” [พี่ทาโน่...]
“ใช้แล้ว พวกเราจะไม่มาจบลงที่นี่หรอก จะต้องรอไปด้วยกันทั้งคู่ให้ได้! เพราะฉะนั้นพวกเรามารวมมือกันฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ไปด้วยกันเถอะ!”
“อ่า...อาอา!...” [ค่ะ ไม่ว่าจะเป็อะไรก็สั่งมาได้เลยค่ะ! พี่ทาโน่...]
ทั้งสองที่มีแววตาที่ดูมุ่มมันขึ้น ได้เตรียมพร้อมที่จะยืนหยัดฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้ไปด้วยกันจนถึงท้ายที่สุด
ลาสที่เห็นสายสัมพันธ์ของทั้งสองพี่น้องได้สตั้นไปคู่หนึ่งพร้อมกับภาพความทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นมาในหัวของเข้า…
มันเป็ภาพของเด็กสาวที่กำลังร้องไห้อยู่ด้วยความทุกข์ทรมานและกำลังร้องเรียกหาคนสำคัญของตัวเธอ
ท่านพี่...ช่วยหนูด้วย…ท่านพี่...อ่า---------!!
“อ่า! ยูเรีย----!”
อยู่ๆลาสก็ได้ะโออกมาด้วยนํ้าเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้า
(อะไรกัน อยู่มันก็กรีดร้องออกมา…)
ทาโน่ที่เห็นลาสกรีดร้องออกมาได้กอดลาร่าเอาไว้แน่
(เมื่อกี้....ข้าเห็นมันอีกแล้ว...ภาพของน้องสาวที่กำลังกรีดร้องอย่างสิ้นหวังและทุกข์ทรมาร...)
ลาสที่ยืนสตั้นอยู่ได้มีนํ้าตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเขา
(ทำไมกัน...ทำไมกัน...ทำไมกัน...ทำไมกัน!...ทำไมกัน!...ทำไมกัน!...ทำไมข้าถึงเห็นภาพนั้นอีกแล้ว!...)
ลาสได้ใช้มือของร่างกายขนาดมหึมาทุบลงไปที่พื้นอย่างแรงจนพื้นนั้นกลายเป็หลุมที่กว่ามากกว่ากำปันของร่างนั้นซะอีก
(จะต้องเป็เพราะสายสัมพันธ์พวกนั้นแน่ๆ...)
ลาสได้เงยหน้ามองทั้งสองพี่น้องที่กำลังกระซิบพูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่
(สายสัมพันธ์ที่หน้าอิจฉาพวกนั้น...)
“ข้าจะทำลายมันให้หมดเลย!”
ลาสได้วิ้งเข้าใส่พวกทาโน่ด้วยร่างกายขนาดมหึมา
“มาแล้วเหรอ”
ทาโน่ได้หยิบท่อนเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นใกล้ๆขึ้นมาแล้วคว้างมันเข้าใส่ร่างจริงของลาสที่อยู่ตรงกลางที่ด้านในร่างกายมหึมานั้น
“ไร้สาระ!”
ลาสได้ใช้มือขนาดใหญ่ทั้งสองข้างของร่างกายขนาดมหึมาในการรับท่อนเหล็กที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายด้ายแล้วหักมันทิ้งไปในพริบตา
“จังหวะนี้แหละเริ่มแผ่นการได้!”
“อือ!...” [อือ!...]
เด็กทั้งสองคนได้ใช้จังหวะที่ลาสนั้นยกมือขึ้นมาป้องกันท่อนเหล็กในการวิ้งไปที่ยังด้านหน้าของโรงงงาน
“เฮ้ย! หยุดนะไอ้พวกเด็กเปรต”
ลาสได้วิ้งตามทั้งสองคนไปในทันที แต่ด้วยร่างกายที่ใหญ่โต้ที่เข้าสวมอยู่ทำให้ตัวเขานั้นเคลื่อนที่ได้ไม่เร็วนักเท่าที่ควร
เด็กทั้งสองที่ได้วิ้งผ่านเครนมาได้แยกยายกันไปคนระทาง
ลาร่าได้วิ้งไปที่ด้านหน้าทางเข้าของโรงงาน
สวนทาโน่นั้นได้วิ้งไปยังทางเข้าของเครนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ตรงกลางของโรงงานแห่งนี้
ทาโน่ได้เปิดประตูที่ล้อมรอบไปด้วยกระจกกันะุเข้าไปที่ด้านในของเครนแล้วเปิดระบบการทำงานของมันขึ้นมาอีกครั้งในทันที
(ถ้าใช้เ้านี้ล่ะก็น่าจะพอถ่วงเวลาได้บ้างล่ะน่า)
ลาสที่ตามมาได้เห็นลาร่าที่กำลังวิ้งไปที่ด้านหน้าของโรงงานจึงจะตามไป แต่ทว่าตัวเขานั้นก็ได้ถูกแขนของเครนที่ถูกเหวียงเข้ามาซัดเข้าไปที่กลางลำตัวของเขาเข้าอย่างจัง
แต่ทว่าลาสที่ไหวตัวทันได้ใช้แขนของร่างกายขนาดมหึมาทั้งสองข้างในการรับมันเอาไว้ได้ ตัวเขาจึงไม่กระเด็นไปเหมือนกับครั้งที่แล้ว
“ชิ! บ้าเอ๊ย”
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงพยายามที่จะขยับแขนของเครนให้หลุดออกมาจากมือของลาสแล้วเหวียงมันเข้าใส่ลาสอีกครั้ง
“จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว...”
ลาสได้ใช้มือทั้งสองข้างในการบดขยี้แขนของเครนให้แหลกภายในพริบตา
“บ้าน่าแรงอะไรจะเยอะแบบนี้เนี่ย”
ทาโน่ที่เห็นท่าไม่ดีกำลังที่จะเปิดประตูแล้วหนีออกจากเครน…
แต่ทว่าก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกลาสก็ได้โยนเศษซากแขนของเครนเข้ามาขวางประของเครนเอาไว้ทำให้ทาโน่นั้นไม่สามารถที่จะเปิดประตูออกไปได้
“แย่แล้วสิแบบนี้”
ทาโน่ที่เข้าตาจนได้หันไปยังทิศทางที่ลาสอยู่และสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือลาสที่กำลังเดินใกล้เข้ามามากขึ้นเลื่อยๆ
“แกจะหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว จงจบลงในกรงขังนั่นซะเถอะ เ้าหนู!”
ลาสที่ได้เดินมาจนถึงห้องควบคุมของเครนที่ล้อมรอบไปด้วยกระจกกันะุรอบทิศทาง ตัวเขาได้ใช้กำปันของมือขนาดใหญ่ของร่างกายขนาดมหึมาในการทุบลงไปยังกระจกหน้าของเครนจนมันนั้นเกิดรอยร้าวขึ้นมามากมายภายในครั้งเดียว
(โธ่เว้ย จะทำยังไงต่อดีล่ะ ในนี้ไม่มีอะไรที่พอจะใช้เป็อาวุธได้เลยงั้นเหรอ)
ทาโน่ได้มองไปทั่วทั้งเครนเพื่อหาอะไรก็ได้ที่พอจะใช้เป็อาวุธไว้ใช้ป้องกันตัวได้
(ไม่มีเลยงั้นเหรออะไรก็ได้ที่พอจะใช้เป็อาวุธได้...อาวุธงั้นเหรอก็มีอยู่ไม่ใช้เหรออาวุธนะ!...)
ทาโน่ได้หันไปยังลาสที่กำลังง้างมือเตรียมพร้อมที่จะทุบลงมาที่กระจกอีกครั้ง
(มีดที่ปักอยู่ที่กลางอกของร่างจริงของมันน่าจะพอใช้เป็อาวุธได้...แต่ว่าทำไมมันถึงไปปักอยู่ที่ตรงนั้นได้กัน...แล้วท่าเกิดดึงมันออกมาจะเป็ยังไงกันนะ...)
ตึ้ง! กระจกที่โดนทุบเข้าไปอีกครั้งได้เกิดรอยร้าวขึ้นมากกว่าเดิม
(โธ่เว้ย ถ้าเป็แบบนี้คงทนได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วสิ...คงจะต้องลองเสี่ยงดูเท่านั้นแล้วสินะ!..)
ทาโน่ได้ย่อตัวลงพร้อมกับสายตาที่คอยจับจ้องไปที่กระจกแล้วรอคอยจังหวะ…
“จบกันแค่นี้แหละ!”
ลาสได้ทุบลงมาเป็ครั้งที่สามแล้วกระจกก็ได้แตกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมายตกลงสู่พื้น
“จังหวะนี้แหละ!”
ทาโน่ได้ใช้จังหวะที่กระจกนั้นแตกออกในการพุ่งตัวเข้าไปที่ร่างจริงของลาสที่ติดอยู่ด้านในตรงกลางของร่างกายขนาดมหึมานั้น
“ฮะ!นี้แก...”
“ขอรับมันไปล่ะนะ!”
ทาโน่ได้ใช้มือทั้งสองข้างของตนในการจับไปที่ด้ามจับของมีดเล่มนั้นแล้วออกแรงดึงมันออกมาจากร่างกายของลาส
“ไม่นะ-!”
“ย๊าก-----!”
มีดที่ถูกปักอยู่ที่กลางอกของลาสได้ถูกดึงออกมา
วินาทีที่มีดเล่มนั้นได้ถูกดึงหลุดออกมาจากร่างกายของลาสก็ได้มีแสงสว่างสีเขียวจ้าเกิดขึ้นมาจากคมของมัน แสงนั้นได้ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนั้นจนไม่สามารถที่จะมองเห็นสิ่งใดได้เลย
“แสงนี่มันอะไรกัน…”
ทาโน่ที่กำมีดเล่นนั้นอยู่ในมือได้ถูกแสงสว่างที่ออกมาจากคมมีดของมันเข้าไป...ในวินาทีนั้นในหัวของเด็กน้อยก็ได้ปรากฎภาพของความทรงจำมากมายของใครบางคนที่ตัวเขานั้นไม่รู้จักผุดขึ้นมา
ภาพของหมู่บ้านที่สงบสุข…
(ความรู้สึกที่อบอุ่น...)
ภาพของหญิงสาวที่งดงามแต่หยิ่งผยองที่กำลังจ้องมองลงมาจากที่สูง…
(ความรู้สึกที่หัวใจนั้นเต้นรัวๆ...)
ภาพของาและการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื…
(ความรู้สึกที่บ้าคลั่ง...)
ภาพของชายหนุ่มที่งดงามแต่อ่อนแอ่และโง่เขลาที่กำลังตัวสั่นเทาเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อสิ่งที่ตนเองทำลงไป….
(ความรู้สึกที่สูญเสียความไว้วางใจไป...)
และท้ายสุดภาพของนักรบสาวที่ส่องประกายด้วยแสงสว่างยามเย็นที่สาดส่องลงมาประทับเข้ากับร่างกายที่บอบบางของเธอที่กำลังยื่นมือเข้ามาหาตัวผมที่กำลังโศกเศร้าและสิ้นหวัง…
(ความรู้สึกที่ถูกช่วยเอาไว้ด้วยแสงสว่างที่อบอุ่นนั่น...ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของชายผู้นั้นที่กำลังสิ้นหวังให้กลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง...)
ตัวของเด็กน้อยที่โดนความรู้สึกมากมายเ่าั้ถาโถมเข้ามาภายในครั้งเดียวได้มีนํ้าตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเขาโดยที่ตัวเข้านั้นไม่รู้ตัว
“เหือก!...”
ทาโน่ได้สะดุ้งตื้นขึ้นมาพบว่าตนนั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นใกล้ๆกับเครนที่พังเสียหาย
(อะไรกันความทรงจำเมื่อครู่นี้…ทั้งความรู้สึกต่างๆที่พุ่งเข้ามาราวกับดาวหาง..สิ่งเ่าั้มันเป็ของใครกัน...แล้วทำไมตัวผมถึงมองเห็นมันกัน...)
“ไม่สิที่สำคัญในตอนนี้เ้านั้นล่ะ!...”
ทาโน่ได้มองไปที่เครนที่อยู่ใกล้ๆและที่ตรงนั้นเขาได้เห็นลาสที่อยู่ในร่างมหึมากำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพร้อมกับได้ส่ายหัวไปมาด้วยความมึนงง
“ไม่กลับเป็ร่างเดิมงั้นเหรอ...แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่เห็นตัวผมสินะ...”
ทาโน่ได้ลุกขึ้นแล้วพยายามที่จะออกห่างจากที่ตรงนี้
“ถ้าใช้จังหวะนี้หนีไปซ่อนตัวล่ะก็...”
ตึ้ง! เศษเครนถูกโยนเข้ามาดักหน้าของทาโน่เอาไว้จนตัวเขานั้นต้องถอยหลังหลบไปประมาณสองก้าว
“คิดจะไปไหนกันฮะเ้าหนู...”
ลาสที่เรียกสติกลับมาได้บังคับร่างกายขนาดใหญ่ให้ลุกขึ้นมา
(คิดว่าจะใช้จังหวะนี้หนีไปได้แท้ๆแล้วเชียว จะต้องทางอื่นแล้วสิ...)
ทาโน่มองไปที่รอบๆเพื่อหาทางหนี แต่ในขณะที่เขากำลังทำแบบนั้นอยู่ลาสก็ได้พูดขึ้นมาดึงดูดความสนใจของทาโนเอาไว้
“เฮ้ยเ้าหนู! เอามีดเล่มนั้นคืนมาซะ”
ลาสที่ยืนขึ้นมาได้แล้วได้ะโออกมาด้วยท่าทางที่ดูเหมือนว่ากำลังหงุดหงิดอยู่พร้อมกับได้ยกมือขวาขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วชี้นิ้วขนาดใหญ่ของมันไปที่ทาโน่ที่อยู่ตรงหน้าของตน
“มีดงั้นเหรอ?...”
ทาโน่ได้มองไปตามนิ้วของลาสที่ชี้มา ปลายทางของมันนั้นคือมือขวาของเด็กน้อยที่กำลังกำมีดที่มีคมเป็สีเขียวเล่มนั้นเอาไว้ในมือข้างนั้นอย่างแน่นโดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะปล่อยมันเลย
(นะ...นี่ตัวผมยังถือมีดเล่มนี้อยู่อีกงั้นเหรอ?...)
ทาโน่ที่รู้สึกไม่สบายใจจึงพยายามที่จะทิ้งมีดเล่มนั้นไป…
แต่ว่าไม่ว่าเขาจะพยายามที่จะปล่อยมือจากมันมากแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะปล่อยมันไปได้เลย…
(ทะ...ทำไมถึงปล่อยมือจากมันไม่ได้กัน...)
“เฮ้ย! ไม่ได้ยินหรือไง ปล่อยมีดเล่มนั้นไปซะ!”
ลาสได้ทวงถามมีดคลืนอีกครั้ง
(ก็อยากที่จะปล่อยมันไปอยู่หรอกแต่ทำไม่ได้น่ะสิ...)
ทาโน่ได้พยายามอีกครั้งแต่ไม่ว่าตัวเขาจะพยายามมากแค่ไหนตัวเขาก็ปล่อยมือจากมีดเล่มนั้นไม่ได้อยู่ดี
(ไม่ไหว ยังไงก็ปล่อยมือจากมันไปไม่ได้เลย...)
“เฮ้ย! ถ้างั้นเอาแบบนี้ดีมั้ยเ้าหนู ท่าแกคืนมันมาข้าจะปล่อยพวกแกทั้งคู่ไปแบบนี้ล่ะฟังดูเข้าท่าดีมั้ย...”
ลาสได้ยื่นขอเสนอให้แก่ทาโน่ที่กำลังลนลาน
(ขอเสนองั้นเหรอ?...ทำไมถึงอยากที่จะได้มันคืนมากถึงขนาดนั้นกันล่ะและที่สำคัญยังยื่นข้อเสนอมาอีก...ถ้ามันจะใช้กำลังเข้ามาเอาคืนแล้วล่ะก็หน้าจะง่ายกว่าไม่ใช้เหรอ...หรือว่ามีดเล่มนี้ยังมีความลับอะไรซ่อนเอาไว้อยู่อีกงั้นเหรอ...)
ทาโน่ได้มองลงไปที่มีดเล่มนั้นอีกครั้งพร้อมกับพลิกมันไปมาเพื่อตรวจสอบมัน
ในตอนที่ทาโน่ได้พลิกคมของมันขึ้นมาดวงตาของเขาก็ได้สะท้อนแสงจากคมของมันแล้วตัวของเด็กน้อยก็ได้เห็นมันอีกครั้งภาพของความทรงจำของใครบางคนที่แล่นเข้ามาในหัวของตัวเขาอีกครั้ง
“อีกแล้วเหรอ?...”
ภาพของการต่อสู้ของชายเ้าของความทรงจำพร้อมกับมีดในมือที่ส่องสว่างด้วยแสงสีเขียวที่ส่องประกายออกมาจากคมมีดของมัน…
ชายผู้นั้นได้เอ่ยนามของมีดเล่มที่ถืออยู่ อัสซาอาล นั่นคือนามของมัน
มีดเล่มนั้นได้แสดงพลังออกมาและด้วยพลังของมันนั้นได้ทำลายทั้งกองทัพนับหมื่นลงได้ภายในคํ่าคืนเดียว…
ชายผู้นั้นที่ยืนอยู่ท่ามกลางศพมากมายที่นอนกองอยู่บนพื้นที่กลายเป็สีแดงฉานจากโลหิดมากมายที่เอ่อล้นออกมาจากร่างกายที่ไร้ิญญาเ่าั้...
ชายผู้นั้นได้หลังนํ้าตาออกมาท่ามกลางความว่างเปล่านั้น…
(อะไรกันความทรงจำที่ว่างเปล่านี้….)
ทาโน่ที่ได้สติกลับมาได้มีนํ้าตาไหลออกมาอีกครั้ง…
(แต่ว่าเพราะความทรงจำเมื่อครู่นี้ทำให้ตัวผมนั้นรู้วิธีใช้มีดเล่มนี้แล้ว...)
ทาโน่ได้มองไปยังมีดในมืออีกครั้ง
(อัสซาอาลถ้าตัวผมใช้พลังของมันล่ะก็น่าจะสามารถทำให้แผนการสําเร็จลุล่วงได้แน่...)
ในขณะที่ทาโน่กำลังคบคิดอยู่นั้นเอง อยู่ๆหลอดไฟของโรงงานก็ได้สว่างขึ้นมา
“ฮะ!นี่มันอะไรกัน ใครเป็คนเปิดไฟพวกนี้กัน!”
ลาสที่กำลังสับสนและมองไปทั่วโรงงาน
(แสงไฟพวกนี้มัน...งั้นก็แปลว่าลาร่าเตรียมความพร้อมเสร็จแล้วสินะ...)
ใบหน้าของทาโน่ได้ปรากฎรอยยิ้มออกมา
เหง่งหง่าง-!
(เสียงนี่มัน!...ระฆังงั้นเหรอ...)
ใช้แล้วมันคือเสียงระฆังที่ดังหนึ่งครั้งที่บ่งบอกถึงเวลายามเช้าของวันใหม่นั่นเอง
(หึๆ..หึๆ..555!...ในตอนนี้ผลรวมแห่งชัยชนะได้มารวมตัวกันครบแล้ว)
“เ้าหนูคำตอบของแกล่ะ!”
ลาสได้ทวงถามหาคำตอบจากทาโน่อีกครั้ง
“คำตอบงั้นเหรอ มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช้เหรอ...”
ทาโน่ได้จ้องมองไปที่ลาสด้วยแววตาที่มุ่งมันและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“มันก็ต้องปฏิเสธแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช้เหรอ”
“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็จงตายไปพร้อมกับความผิดพลาดนั้นซะเ้าหนู!”
ลาสได้ะโออกมาพร้อมกับได้วิ้งเข้ามาหาทาโน่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ย่อตัวลงตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กลับ
“เริ่มต้นแผนการได้!”
ทาโน่ได้ง่างมีดในมือขวาขึ้นมาแล้วแทงมันลงไปที่มือซ้ายของตน
“อ่า-!”
เืจำนวนมากที่ไหลออกมาจากาแนั้นได้ถูกมีดเล่มนั้นดูดสับเข้าไป
“นี่แกอย่าบอกนะว่า อย่านะ--!”
ลาสพยายามจะวิ่งเข้าไปเพื่อหยุดทาโน่เอาไว้
“จงกัดกินเืเนื้อของตัวผมแล้วยอมรับให้ตัวผมเป็เ้านายของแกซะ! อัสซาอาล---!”
อัสซาอาลได้ส่องสว่างแสงสีเขียวออกมาพร้อมกับสายลมที่รุนแรงที่ทำให้ลาสที่วิ่งเข้ามานั้นเกือบที่จะกระเด็นปลิวไปกับสายลมทีรุนแรงนั้น
“โธ่เว้ย! ไม่ทันงั้นเหรอ...”
ลาสที่โดนสายลมที่รุนแรงพัดใส่ได้นั่งคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเขานั้นปลิวไปกลับสายลมที่รุนแรงนั้น
แสงสว่างและสายลมที่รุนแรงได้จางลงจนหมดลาสที่เห็นแบบนั้นจึงรีบลุกขึ้นมาแล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทาโน่ที่อยู่ตรงนั้นในทันที
“จะไม่ยอมให้แกใช้ไปมากกว่านี้แล้ว!”
ลาสได้ง่างมือขวาของร่างกายมหึมาขึ้นแล้วเหวี่ยงมันเสียบเข้าไปที่กลางอกของทาโน่จนทะลุภายในครั้งเดียว
“อ่า!”
“แค่นี้ก็จบกันสักทีนะเ้าหนู! ข้าขอมีดเล่มนั้นคืนล่ะ”
ลาสได้ยกร่างของทาโน่ที่เสียบอยู่ในมือของเขาเข้ามาใกล้เพื่อที่จะเอามีดเล่มนั้นในมือของเด็กน้อยคืนมา
แต่ว่าอยู่ๆร่างกายของเด็กน้อยก็สั่นไหวไปมาก่อนที่จะสลายหายไปกลายเป็ผุยผงในทันที
“นะ...นี่มัน...พลังแบบนี้เหลือว่าแกใช้มันไปแล้วงั้นเหรอ!”
“ใช้แล้วแกเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะ”
“เสียงนี้มัน แกอยู่ที่ไหนกันเ้าหนู!”
ลาสได้มองไปรอบๆเพื่อหาตัวทาโน่ที่ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง
“แกจะไม่วันหาตัวผมเจออีกแล้ว”
(อยู่ที่ไหนกันเ้าหนู...)
“แกจะไม่มีทางจับตัวผมได้อีกต่อไป”
(ถึงแกจะหลบซ่อนตัวได้ก็จริง แต่แกก็ไม่มีทางกลบเกลื่อนกลืนเืของแกได้หรอก...)
ลาสได้หลับตาลงแล้วสูดลมหายใจแรงๆเข้าไปหนึ่งครั้ง
“มันจบลงแค่นี้แหละ”
(กลืนของมันที่คุกรุ่นไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ก็ไม่ใช้ปัญญาก็แค่โพกัสที่ๆกลืนแรงที่สุดก็เพียงพอแล้ว...)
“พวกเรานั้นชนะแล้ว!”
(ไม่!ผิดแล้ว ข้าเจอตัวแกแล้วเ้าหนู!)
ลาสได้หันไปยังเสาขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ
(ตรงนั้นไม่ผิดแน่!)
ลาสได้ใช้มือขนาดใหญ่ของร่างมหึมาหยิบเศษชิ้นสวนของเครนขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่เสาต้นนั้นสุดแรงที่ตัวเขามี
เศษชิ้นสวนของเครนได้กระแทกเข้ากับเสาต้นนั้นจนเสานั้นแตกกระจายออกกลายเป็รูขนาดใหญ่และที่ด้านในของรูนั้นก็ได้ปรากฎร่างของทาโน่ที่ตรงกลางอกนั้นทะลุเป็รูจนมองเห็นอีกด้านเลย
ร่างของทาโน่ค่อยๆเซไปมาล้มลงออกมาจากด้านหลังของเสาต้นนั้นแล้วสลายหายไปกลายเป็ผุยผงในพริบตา
“ชิ ร่างปล่อมอีกแล้วงั้นเหรอ..”
“ก็บอกแล้วไงว่าแกไม่มีทางจับตัวผมได้อีกแล้วนะ”
เสียงของทาโน่ได้ดังขึ้นมาอีกครั้งจากที่ไหนสักแห่ง
“หน่อนแน่ะแก เ้าหนู!ท่าแกแน่จริงก็ออกมาสู้กันซึ่งๆหน้าซะสิ”
ลาสได้ะโแหกปากลั่นท้าทายทาโน่ให้ออกมาจากที่ซ่อน
“ก็ได้...เอาแบบนั้นก็ได้”
ทาโน่ได้เดินออกมาจากด้านหลังของเครนที่พังไปแล้ว
“นี่คงจะเป็ตัวจริงของแกแล้วใช้มั้ย?...”
“ก็ไม่รู้สินะอาจจะใช้หรือไม่ก็ได้นะ”
ทาโน่ได้พูดกวนประสาทลาสพยายามที่จะให้ตัวเขานั้นสับสน
“จะใช้หรือไม่ใช้ข้าก็จะกำจัดแกอยู่ดีนั่นแหละ!”
ลาสได้วิ่งเข้าใส่ทาโน่พร้อมกับง่างหมัดของร่างมหึมาขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะชกร่างของทาโน่ที่อยู่ตรงหน้า
“หึ เปล่าประโยชน์น่า”
ทาโน่ได้สะบัดมีดในมือหนึ่งครั้ง
พอเขาทำแบบนั้นร่างปล่อมจำนวนมากหลายสิบตนก็ได้วิ่งออกมาจากด้านหลังเสาต้นอื่นๆที่อยู่แถวนั้น แล้วร่างปล่อมทั้งหมดก็ได้วิ่งเข้าไปหาตัวของลาสที่กำลังวิ่งเข้ามาในทันที
ร่างปล่อมนับไม่ถ้วนพวกนั้นได้เข้าไปเกาะตามร่างกายของลาสเอาไว้แน่เพื่อที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของตัวเขาเอาไว้
“คิดว่าของแค่นี้จะหยุดข้าได้งั้นเหรอ!”
ลาสได้เหวี่ยงเเขนของร่างมหึมาทำให้ร่างของทาโน่ที่มาเกาะอยู่นั้นกระเด็นออกไปทั้งหมดภายในครั้งเดียว
แต่ถึงร่างปล่อมจำนวนมากจะกระเด็นออกไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีร่างปล่อมตนอื่นๆที่ได้วิ่งเข้ามาเกาะที่ตัวของลาสอีก
“น่ารำคาญชะมัดเลย!”
ลาสได้เหวี่ยงแขนของตนอีกครั้งเพื่อทำให้ร่างปล่อมที่เกาะอยู่นั้นกระเด็นออกไป แต่ก็เหมือนเดิมร่างอื่นๆที่เหลืออยู่ก็เข้ามาแทนที่ร่างที่กระเด็นออกไปในทันที
ลาสในตอนนี้นั้นไม่สามารถขยับไปไหนได้อีกแล้ว
(เอาล่ะจังหวะนี้แหละ)
ทาโน่ได้ใช้จังหวะที่ลาสนั้นขยับตัวไปไหนไม่ได้ในการวิ่งไปที่ด้านในสุดของโรงงานมุ่งตรงไปยังลิฟท์ที่อยู่ที่ด้านในสุดของโรงงานแห่งนี้
ทาโน่ที่ไปถึงที่ลิฟท์แล้วได้พบกับลาร่าที่ยืนรอตัวเขาอย่างใจจดใจจ่ออยู่
“ลาร่า! เธอได้มันมาแล้วใช้มั้ย”
“อือ...อ่า...” [อือ ได้มาแล้วค่ะ...]
ลาร่าได้ยื่นพวงกุญแจที่มีกุญแจติดอยู่สองดอกที่เธอนั้นไปเอามาจากศพของตาลุงที่ตายไปให้กับทาโน่
“ดีล่ะท่างั้นพวกเราไปกันเถอะ”
“อ่า!...” [ค่ะ!...]
ทาโน่ได้ใช้กุญแจหนึ่งในสองดอกในการเปิดประตูของลิฟท์ที่ล็อกอยู่ให้เปิดออก
พวกเขาทั้งสองได้เข้าไปที่ด้านในของลิฟท์แล้วปิดประตูในทันที
ทาโน่ได้ไปที่แผงควบคุมของลิฟท์แล้วใช้กุญแจที่เหลืออยู่อีกดอกนึงในการเปิดการทำงานของลิฟท์
ครืน~! เสียงของระบบของลิฟท์ที่เก่าซอมซ่อได้เริ่มทำงานขึ้นมา
(เอาล่ะแค่นี้พวกเราก็สามารถหนีขึ้นไปที่้าได้แล้ว)
ทาโน่ได้กดปุ่มเปิดระบบการทำงานของลิฟท์
ครืน~!ครืน~!ครืน~! ลิฟท์ที่ถูกเปิดการทำงานได้เริ่มเคลื่อนที่ไปยังที่้าในทันที แต่เพราะว่าลิฟท์ตัวนี้นั้นมันค้อนข้างที่จะเก่าแล้วทำให้ความเร็วของมันนั้นมีไม่มากนักแถมยังมีเสียงที่ดังมากอีกด้วย
ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!ครืน~!
“หึ! เสียงนี้มัน...”
ด้วยเสียงที่ดังมากของลิฟท์ทำให้ลาสที่กำลังชุลมุนอยู่กับร่างปล่อมของทาโน่นั้นรู้สึกตัวขึ้นมา
ตัวเขาได้หันไปยังทิศทางของเสียงนั้นและสิ่งที่เห็นอยู่ตรงปลายทางนั้นก็คือลิฟท์ที่กำลังขึ้นไปที่้า
“คิดจะหนีงั้นเหรอเ้าหนู!”
ลาสที่ได้ะโออกมาได้ใช้แขนทั้งสองข้างของร่างมหึมาทุบลงไปที่พื้นทำให้เกิดแรงลมที่รุนแรงขึ้นพัดร่างปล่อมของทาโน่ทั้งหมดจนกระเด็นไปรอบทิศทาง
“ไม่ยอมให้หนีหรอก!”
ลาสที่ใช้จังหวะที่ร่างปล่อมกระเด็นออกไปในการะโไปที่เครนแล้วใช้เครนเป็แทนเหยียบในการะโไปยังเตาเผาที่ในตอนนี้นั้นยังคงทำงานอยู่
ลาสได้ปีนเตาเผานั้นขึ้นไปที่้าสุดของเตาให้ตัวเขานั้นไปให้ใกล้ลิฟท์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอไปถึงตัวเขาก็ได้ะโออกไปพุ่งตัวเข้าหาลิฟท์ที่พวกทาโน่นั้นกำลังโดยสารอยู่ในตอนนี้
ลาสที่กำลังพุ่งเข้าหาลิฟท์ได้ง่างหมัดขึ้นแล้วจกเข้าไปที่พื้นของลิฟท์ในจังหวะที่เข้าปะทะจนเกิดเป็รูขนาดใหญ่ทำให้ร่างกายขนาดมหึมาของตัวเขานั้นเข้าไปที่ด้านในได้ถึงจะเพียงแค่ครึ่งตัวก็ตามที
“เ้าหนูแกอยู่ไหน”
ลาสที่โผล่ขึ้นมาจากรูนั้นครึ่งตัวได้มองไปรอบๆลิฟท์เพื่อหาตัวของทาโน่
จนในที่สุดแล้วเขาก็ได้เห็นทาโน่กับลาร่าที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ที่ด้านในตรงขอบขวาสุดของลิฟท์พร้อมกับได้ใช้ผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยนํ้าในการพันตัวของพวกเขาเอาไว้จนมิดชิด
“คิดจะซ่อนตัวด้วยผ้าผืนนั้นไปก็เปล่าประโยขน์ ในที่นี้เป็กล่องสี่เหลียมที่ไม่มีทางออกพวกแกไม่มีทางที่จะหนีไปไหนได้อีกต่อไปแล้ว”
ลาสได้แสยะยิ้มออกมาพร้อมกับได้ยื่นมือของร่างมหึมาเข้าไปหาพวกทาโน่
“หึ เ้าหนูแกน่ะพลาดแล้วที่คิดจะหนีด้วยเ้านี้ พวกแกจะไม่มีทางหนีไปไหนได้อีกแล้วการเล่นไล่จับมันจบลงเพียงแค่นี้แหละ”
“เอ่อถูกของแก การเล่นไล่จับนั้นจบลงแล้ว แต่คนที่ชนะก็คือพวกผมยังไงล่ะ!”
ทาโน่ได้พูดออกมาพร้อมกับแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ฮะ! พูดอะไรของแก...”
ตู้ม!
เสียงของะเิได้ดังออกมาจากทางด้านล่างของลิฟท์
“ฮะ! เสียงะเินี่มัน...”
ลาสที่ใเพราะได้ยินเสียงของะเิได้หันไปมองที่ด้านล่างของลิฟท์และสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นก็คือกองไฟมากมายที่ได้กำลังลุกลามไปทั่วทั้งโรงงานอย่างรวดเร็ว
“ไฟพวกนี้มันมาจากไหนกัน...”
ลาสที่เกิดสงสัยขึ้นมาได้มองไปทั่วเพื่อหาต้นต่อของมัน
“หือ...นั่นมัน...อย่าบอกนะว่าพวกแกเป็คนทำงั้นเหรอ!..”
ลาสได้เพ่งสายตามองลงไปที่ด้านหน้าของเตาเผาและสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือร่างปลอมของทาโน่นับสิบตนที่ได้ถือกระสอบถุงผงถ่านเหล็กเอาไว้ในมือทั้งสองข้างแล้วกำลังทยอยกันวิ่งเข้าไปที่ด้านในของเตาเผาที่ร้อนแรงไปด้วยเปลวเพลิง
เมื่อถุงที่บรรจุผงถ่านเหล็กพวกนั้นโดนความร้อนจากเตาเผาเข้าไปพวกมันก็ได้เกิดการะเิขึ้นและไฟจากะเิเ่าั้ก็ได้กระเด็นไปติดอยู่ทั่วทั้งโรงงานและค่อยๆลามไปเลื่อยๆจนในที่สุดก็มาจนถึงถังเก็บเชื้อเพลิงของเตาเผาในที่สุด
“อย่าบอกนะว่าสิ่งที่แก้าก็คือการะเิที่นี่ทิ้งงั้นเหรอ!”
“ถูกต้องใช้แล้วล่ะ! ทีแรกตัวผมกะจะหลอกรอแกแล้วใช้ลิฟท์ตัวนี้หนีไปที่้า แต่พอตัวผมได้มีดเล่มนี้มารวมกับการได้ยินเสียงของระฆังทำให้ตัวผมนั้นนึกแผนการใหม่ขึ้นมาได้ นั่นก็คือการหลอกรอแกให้ขึ้นมาบนลิฟท์ตัวนี้พร้อมกับพวกผมแล้วะเิโรงงานแห่งนี้ทิ้งซะเพื่อใช้แรงะเิที่เกิดขึ้นในการดันลิฟท์ตัวนี้ให้พุ่งขึ้นไปที่้า แล้วใช้แสงของดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงที่เป็จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของตัวแกในการกำจัดแกทิ้งซะยังไงล่ะ!”
“อะไรนะ!...หน่อนแน่ะแก!”
ลาสพยายามที่จะยื่มมือไปคว้าตัวของเด็กน้อย แต่ว่ามันก็สายไปเสียแล้ว
ถังเก็บเชื้อเพลิงที่ด้านล่างที่ทนความร้อนไม่ไหวได้เกิดะเิขึ้น แล้วการะเิครั้งนี้นั้นมีความรุนแรงมากจนทำให้เตาเผาที่มีเชื้อไฟอยู่มากมายนั้นเกิดะเิขึ้นและแรงะเินั้นก็ได้เป็ตัวส่งให่ลิฟท์ที่หยุดค้างอยู่กับที่นั้นพุ่งทะยานขึ้นไปที่้าอย่างรวดเร็ว
“โธ่เว้ย! อ่า---!”
ลาสที่โดนแรงกดของลิฟท์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้น้ากดทับเข้าไปทำให้ตัวเขานั้นไม่สาทารถขยับไปไหนได้
“อ่า...” [พี่ทาโน่...]
ลาร่าที่กำลังหวาดกลัวได้กอดทาโน่เอาไว้แน่ด้วยมือเล็กๆคู่นั้น
“ไม่เป็ไรหรอก พวกเราทั้งสองคนจะต้องปลอดภัยแน่…”
ทาโน่ได้กอดตัวของน้องสาวที่กำลังหวาดกลัวเอาไว้แน่
ความเร็วของลิฟท์ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนในตอนนี้นั้นมันได้พุ่งขึ้นมาอยู่เหนือโรงงานที่กำลังะเิอยู่แล้ว
ลิฟท์ได้พุ่งเข้าไปในรูที่จะนำไปสู่พื้นผิวของดวงดาว...
รอบข้างของทั้งสามคนได้มืดลงจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย...
และที่้าของความมืดนั้นก็คือแสงสว่างที่กำลังรอคอยพวกเขาทั้งสามคนอยู่
ลิฟท์ได้พุ่งทะยานออกมาจากรูบนพื้นดินอย่างแรงจนมันนั้นได้ทะยานขึ้นฟ้าไป
อ่า-! อ่า-! อ่า-!
ตึ้ง! ลิฟท์ได้ตกลงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงจนเศษชิ้นสวนมากมายได้กระเด็นกระจัดกระจายไปรอบทิศทาง
“อ่า..อ่า..อ่า” [พี่คะ...ตื่นขึ้นมาสิ...พี่ทาโน่...]
“อือ...”
ทาโน่ที่หมดสติไปได้ลืมตาตื่นขึ้นมา และภาพแรกที่ตัวเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้านั้นก็คือลาร่าที่กำลังเขย่าตัวพร้อมกับส่งเสียงเรียกตัวเขาที่หมดสติอยู่ทั้งนํ้าตา
“ลาร่า...”
“อ่า...” [พี่ทาโน่...]
ลาร่าได้เข้ากอดพี่ชายของเธอด้วยความรู้สึกโล่งอกโล่งใจในทันที
“นี่ตัวผมหลับไปงั้นเหรอ...ที่นี่คือ้าสินะ?...”
ทาโน่ที่เห็นว่าตนนั้นอยู่ในซากของลิฟท์ที่กลายเป็เศษเหล็กไปแล้วได้พยายามที่จะลุกขึ้นแต่ว่าตัวเขานั้นแทบที่จะไม่มีแรงเหลืออยู่แล้วจึงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้
“ลาร่าขอโทษด้วยแต่ช่วยพยุงตัวผมหน่อยได้รึป่าว”
“อ่า...” [ค่ะ! แน่นอน...]
ลาร่าได้พยุงตัวของทาโน่ที่หมดแรงให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณนะลาร่า”
“อ่า...” [ไม่เป็ไรค่ะแค่นี้เอง...]
ทั้งสองคนได้พากันเดินออกมาจากซากของลิฟท์ที่พวกเขาอยู่นะตอนนี้
เด็กทั้งสองคนได้เดินออกมาที่ด้านนอกของซากลิฟท์ พบว่าพวกเขานั้นอยู่ท่ามกลางทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตาที่เต็มไปด้วยต้นข้าวสีเหลืองทองมากมายที่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ทุกเวลาพร้อมกับแสงแดดยามเช้าที่เด็กน้อยนั้นไม่เคยเห็นมาก่อน
“ที่นี่คือ้างั้นเหรอ...ช่างงดงามอะไรแบบนี้เนี่ย...”
ทาโน่ที่พึ่งเคยขึ้นมาที่้าเป็ครั้งแรงได้ลังนํ้าตาออกมาเพราะความงดงามที่ตัวเขานั้นกำลังมองเห็นอยู่เบื้องหน้า
“อ่า...อ่า..” [มันสวยถึงขนาดนั้นเลยเหรอ..]
ลาร่าที่พยุงร่างของทาโน่อยู่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“อ่า-มันงดงามมากๆเลยล่ะ ทั้งพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งท้องฟ้าที่กว้างใหญ่และที่สำคัญก็คือแสงของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมากระทบเข้ากับต้นข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยวจนส่องประกายสีเหลืองทองที่งดงามนี้ออกมา”
“หือ...อ่า...อ่า” [หือ...หนูก็อยากที่จะเห็นเหมือนกันน่ะ…]
ลาร่าพอได้ฟังที่ทาโน่บรรยายมาเธอจึงได้พูดออกมาด้วยความรู้สึกเสียดาย
“ไม่เป็ไรหรอกสักวันจะต้องได้เห็นแน่”
“อ่า..” [จริงเหรอ...]
“อือ แน่นอน สักวันพี่จะหาวิธีที่จะรักษาดวงตาของเธอให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งให้ได้เลยพี่ขอสัญญาณ”
ทาโน่ได้ยื่นมือเข้ามาลูบที่แก้มของลาร่าที่พยุงตัวเขาอยู่
“พอเธอหายดีแล้วพวกเรามามองดูภาพนี้ด้วยกันนะ”
“อือ...อ่า..” [อือ...หนูจะรอจนกว่าจะถึงวันนั้นนะ..]
ลาร่าที่พยุงทาโน่อยู่ได้เข้ามากอดตัวเขาเอาไว้แน่
ทั้งสองคนได้สวมกอดกันท่ามกลางแสงของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมาผ่านร่างกายของทั้งสองลงไปยังทุ่งข้าวด้านล่างที่ส่องประกายระยิบระยับไปมา
“เฮ้อ~ดีจริงๆเลยนะสิ่งที่เรียกว่าพี่น้องเนี่ย...”
“เสียงนี่มัน..หรือว่า!”
ทาโน่ที่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังตัวเขาจึงได้หันกลับไปมองในทันที
และที่ตรงนั้นเขาก็ได้เห็นลาสที่กำลังพิงเศษชิ้นสวนของลิฟท์ที่ปักอยู่บนพื้นพร้อมกับร่างกายที่เหลือเพียงแค่ครึ่งตัวบนที่กำลังค่อยๆสลายหายไปเพราะถูกแสงของดวงอาทิตย์ยามเช้าแผดเผา
“สภาพของแกดูไม่ได้เลยนะเ้าหนู...”
“หึ! อย่างแกยังกล้าพูดออกมาอีกเหรอ...”
“5..5..5...นั่นสินะ...เฮ้อ~ข้าคงจบลงแค่นี้แล้วสินะ...”
ลาสที่มองลงไปที่ร่างของตนเองที่กำลังค่อยๆสลายกลายเป็ผงด้วยสีหน้าเศร้าๆ
“ก็ดูเหมือนว่าจะเป็แบบนั้น อยู่บนพื้นตอนเช้าแบบนี้ยังไงแกก็ไม่มีทางรอดไปได้อีกแล้วล่ะ...”
“ก็จริงของแกนะ ถ้างั้นสุดท้ายนี้ข้าขอถามอะไรเป็อย่างสุดท้ายได้มั้ย...”
“....อะไรล่ะ”
“มีดเล่มนั้นน่ะเมื่อไหร่จะวางมันลงล่ะ...”
“มีดงั้นเหรอ?...”
ลาสได้ใช้สายตามองไปยังมือของทาโน่
ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นจึงมองตามไปก็พบว่าที่มือขวาของเขานั้นยังคงกำมีดเล่มนั้นอยู่ในมือเอาไว้แน่นแล้วไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมันไปด้วย
(นี่ตัวผมยังถือมันอยู่อีกเหรอ...)
ทาโน่พยายามที่จะปล่อยมือจากมันแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อนมันไปได้เลย
“ปล่อยมันไม่ได้ล่ะสิ...”
ทาโน่ได้หันกลับไปมองที่ลาสที่ในตอนนี้นั้นเหลือเพียงแค่ตรงไหล่ถึงสวนหัวเท่านั้น
“...”
“มีดเล่มนั้นมันคือคำสาป...”
“คำสาป?...”
“ใช้แล้ว...คำสาปแห่งความแค้นที่จะทำให้ตัวแกต้องพบเจอกับการต่อสู้และความขัดแย้งมากมายจนไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้ชั่วนิรันดร์ยังไงล่ะ...”
ทาโน่ที่ได้ยินสิ่งที่ลาสนั้นพูดออกมาได้ตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ใช้หวาดกลัวในคำพูดของลาสแต่เป็ความหวาดกลัวที่ตัวเขานั้นรู้สึกได้ว่าสิ่งที่ลาสพูดออกมานั้นเป็ความจริงที่จะมาเยือนตัวเขาในอนาคตอย่างแน่นอนในสักวัน
(สิ่งที่มันพูดมาเป็ความจริง ไม่รู้ทำไมแต่ตัวผมนั้นรู้สึกได้เลยว่ามันคือความจริงอย่างแน่นอน...นี่ตัวผมจะต้องพบเจอกับเื่แบบนั้นงั้นเหรอ...แล้วนี้ตัวผมรอดมาได้เพื่ออะไรกัน...ถ้ารู้ว่าจะเป็แบบนี้แล้วล่ะก็ไม่น่ารอดมาได้ซะน่าจะดีกว่าเลยไม่ใช้เหรอไงล่ะ...)
ทาโน่ที่ตัวสั่นเท่าไปด้วยความหวาดกลัวในอนาคตของตนที่จะมาถึงในสักวัน...
แต่ในวินาทีที่ตัวเขานั้นกำลังหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นก็ได้มีมือเล็กๆของเด็กสาวเข้ามาโอบกอดตัวเขาเอาไว้แน่น
ทาโน่ที่กำลังเหม่อลอยได้มองไปยังมือคู่นั้นและเขาก็ได้เห็นลาร่าอยู่ที่ตรงนั้น
“อ่า..อ่า!...” [พี่ทาโน่น่ะไม่เป็ไรแน่ หนูเชื่อมั่นว่าถ้าเป็พี่ล่ะก็จะต้องไม่เป็ไรแน่]
ลาร่าพูดออกมาด้วยความเชื่อมั่นทั้งหมดที่ตัวเธอมีให้แกพี่ชายของตนถึงตัวเธอนั้นกำลังตัวสั่นอยู่เช่นกันก็ตามที
(ลาร่านี่เธอ...งั้นเหรอเธอคงเป็ห่วงตัวผมมากเลยงั้นสินะ)
ทาโน่ที่ได้สติกลับมาเพราะอ้อมกอดของน้องสาวได้โน้มตัวลงไปเข้ากอดลาร่าเอาไว้แล้วใช้หน้าผากของตนเข้าไปััเข้ากับหน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน
“ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เธอต้องเป็ห่วง ผมไม่เป็ไรแล้วล่ะ”
“อ่า...”(ไม่เป็ไรจริงๆเหรอ...)
“อือ เพราะงั้นไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกนะ”
“เฮ้ จะเป็แบบนั้นแน่เหรอ”
ทาโน่ได้หันไปยังลาสที่พูดขัดขึ้นมา
ตัวของลาสในตอนนี้นั้นเหลือเพียงแค่หัวเท่านั้น
“แกคิดว่าอนาคตมันจะไปได้สวยแบบนั้นจริงๆงั้นเหรอเ้าหนู...”
“ถึงแม้ว่ามันจะยากลำบากก็ตาม แต่ตัวผมนั้นมีความเชื่อมันอยู่...”
“เชื่อมันงั้นเหรอ?..”
“ใช้แล้วตัวผมนั้นเชื่อมันในสายสัมพันธ์ของพวกเราที่จะฟันฝ่าอุปสรรคในอนาคตไปด้วยกันและท้ายที่สุดแล้วก็จะได้พบกับความสงบสุขชั่วนิรันดร์อย่างแน่นอน!”
ทาโน่ได้ตอบกลับลาสไปด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ลาสที่ได้เห็นใบหน้าแบบนั้นของทาโน่ก็ได้เห็นมันซ้อนทับเข้ากับภาพของตัวเขาในวัยเยาว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังจึดได้มีนํ้าตาไหลออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ปรากฎขึ้นมาเป็ครั้งสุดท้าย
“ถ้างั้นก็ขอให้โชคดีก็แล้วกันเ้าหนู...”
เมื่อสิ้นเสียงของลาสร่างกายที่เหลืออยู่ของเขานั้นก็ได้สลายหายไปกลายเป็ผุยผงที่ลอยขึ้นฟ้าไปตามสายลมยามเช้าที่พัดผ่าน
“....”
“อ่า...” [พี่ทาโน่..]
ลาร่าที่รู้สึกเป็ห่วงที่อยู่ๆทาโน่นั้นก็เงียบไป
“...ป่าวไม่เป็อะไรหรอก..”
ทาโน่ได้โน้มตัวลงมาใกล้ๆแล้วกอดลาร่าเอาไว้อีกครั้ง
“พี่ขอสัญญาณเลยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ตาม ตัวผมจะหาทางสร้างอนาคตที่พวกเราจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุขชั่วนิรันดร์ให้ได้”
“อ่า...อ่า…” [ความสงบสุขชั่วนิรันดร์งั้นเหรอ...]
“อือ ความสงบสุขชั่วนิรันดร์ที่พวกเรานั้นจะไม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากหรือหวาดกลัวอีกต่อไป หลังจากนั้นพวกเราก็จะสามารถอยู่ด้วยกันตลอดไป...”
ลาร่าที่ได้ยินแบบนั้นตัวเธอจึดได้กอดพี่ชายของเธอกลับด้วยความรัก
(ถ้าสิ่งนั้นสามารถทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันตลอดไปได้จริงๆแล้วล่ะก็ มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ...)
ทั้งสองคนได้กอดกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมาผ่านร่างกายของทั้งสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งนาที่ส่องประกายแวววาว….
…..
…
..
.
ทั้งๆที่ในตอนนั้นให้คำสัญญาณเอาไว้แบบนั้นแล้วแท้ๆเลย…
แต่ในตอนนี้ทำไมมันถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้กันล่ะพี่ทาโน่…..
กลับมาที่ปัจจุบัน
ลาร่าที่กอดร่างอันไร้ิญญาของทาโน่เอาไว้แน่น เธฮนั้นได้ร้องไห้ออกมาหนักมากจนนํ้าตาของเธอนั้นทะลักออกมานอกหน้ากากที่เธอนั้นใส่อยู่
“นี่แหละคือผลรับของมันล่ะ...”
“....”
เฟยได้เดินเข้ามาหาลาร่าที่กำลังโศกเศร้า…
“นี่คือผลรับจากการเลือกเส้นทางที่ผิด...ทาโน่คุงนั้นเขาเืเส้นทางที่ผิดเขาเลยต้องลงเอยแบบนี้ แต่เธอนั้นยังเปลียนมันได้อยู่นะ”
เฟยได้ยื่นมือไปหาลาร่า
“ไปด้วยกันเถอะ ไปทำในสิ่งที่ถูกต้องรวมกันกับพวกเรา...”
“....”
“พวกเราจะต้องล้มคริมสันลงให้ได้ เพื่อปกป้องความสงบสุขของจักรวาลเอาไว้ให้ได้ในฐานะของอาร์คแล้วนี่แหละคือหน้าที่ของพวกเรา!”
“...อา..คะ...สะ...” [คริมสัน….]
ลาร่าได้วางร่างกายของทาโน่ลงเบาๆแล้วใช้มือของเธอนั้นลูบเข้าไปที่ใบหน้าของพี่ชายที่เธอรักเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลุกขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าของเฟย
“เธอยอมเข้าใจแล้วสินะถ้างั้นพวกเราก็...”
เฟยยังพูดได้ไม่ทันขาดคำลาร่าก็ได้พุ่งตัวเข้ามาหาตัวเขาพร้อมกับมีดอัสซาอาลเล่มปลอมในมือที่กำลังจะฟันลงไปที่คอของเฟยที่อยู่ตรงหน้า
แต่เฟยนั้นได้ไหวตัวทันจึงสามารถะโหลบมันได้อย่างฉิวเฉียด
ลาร่าที่ััได้ว่าฟันพลาดไปเธอจึงได้กระโจนเข้าไปใส่เฟสที่อยู่ตรงหน้าแล้วเหวี่ยงมีดในมือของเธอฟันเข้าใส่ตัวของเฟยอย่างต่อเนื่อง
เฟยที่เห็นแบบนั้นเขาจึงได้ะโหลบไปมาพร้อมกับพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลาร่าไปพร้อมกันด้วย
“จะมาสู้กันให้มากไปกว่านี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ พวกเราควรรวมมือกัน...”
“อ่า...” [หุบปาก..]
(ถ้าเป็เขาคนนั้นที่สามารถคืนชีพคนตายได้แล้วล่ะก็ จะต้องคืนชีพให้กับพี่ทาโน่ได้แน่...)
ลาร่าได้ต่อสู้ต่อไปด้วยความเชื่อมั่นในความหวังเล็กๆที่ริบหรี่ที่ตัวเธอนั้นเหลืออยู่
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่ง
ณ ท่ามกลางเศษซากมากมายที่กองกระจัดกระจายอยู่บนพื้นของโดมใต้ดินแห่งนี้นั้นได้มีร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังลุกขึ้นมายืนอยู่ท่ามกลางเศษซากเ่าั้
“ให้ตายสิ….นี่ตัวข้าหลับไปนานแค่ไหนกันเนี่ย...”
ยูโตะที่สลบไปหลังจากการต่อสู้กับคริมสันบัดนี้นั้นตัวเขาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว….