“เจ้ากำลังวาดรูปอะไรอยู่หรือ” ฟู่ซีซวนถามเมื่อเห็นภรรยานั่งวาดรูปอยู่อย่างตั้งใจ
“ข้ากำลังออกแบบเค้กแต่งงานสามชั้นอยู่เจ้าค่ะ นี่เป็นหัวข้อสุดท้ายสำหรับการแข่งขันระหว่างข้ากับหลี่หยางแล้ว”
“แล้วทำไมเจ้าต้องเครียดขนาดนี้ด้วยเล่า ไหนเจ้าเคยบอกกับข้าว่าการทำอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะ แต่ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าไม่ใช่หรือ”
“ข้าไม่ได้กลัวว่าข้าจะแพ้หรอกเจ้าค่ะ แต่ที่ข้ากำลังเครียดอยู่เวลานี้ก็เพราะข้าคิดไม่ออกว่าจะตกแต่งเค้กออกมาเป็นแบบไหนเพื่อให้ลูกค้าพอใจน่ะสิเจ้าคะ” จูจื้อโหยวก้มลงวาดรูปเค้กตามที่ตนเองจินตนาการขึ้นมาอีกครั้ง
“คราวนี้เป็นใครที่จะมาตัดสิน คงไม่ได้ตัดสินตามยอดขายเหมือนที่ผ่านมาหรอกนะ” ฟู่ซีซวนขมวดคิ้ว “ข้าคิดว่าเค้กแต่งงานมันมีความเฉพาะเจาะจงอยู่เหมือนกัน รอบนี้น่าจะให้คู่บ่าวสาวเป็นคนตัดสินมากกว่า เพราะคนปกติคงไม่มาหาซื้อเค้กแต่งงานหรอก”
“รอบนี้เป็นคู่บ่าวสาวทั้งหมดสิบคู่ที่จะมาตัดสินเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าจะไปหาคู่บ่าวสาวทั้งหมดสิบคู่มาจากไหน”
“ท่านลุงหลี่ซุยเป็นคนจัดการเจ้าค่ะ เพราะเขาเป็นคนกว้างขวางจึงไปติดต่อกับแม่สื่อทั้งหมดในเมืองหลวง และบังเอิญมีคู่บ่าวสาวสิบคู่ที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกันในเดือนหน้า โจทย์คราวนี้จึงให้คู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่นั้นเป็นคนตัดสิน และเพื่อเป็นการตอบแทนที่พวกเขาเสียสละเวลามาเป็นกรรมการ ข้ากับหลี่หยางจึงตกลงกันว่าเมื่อถึงพิธีแต่งงานของพวกเขา พวกเราจะทำเค้กแต่งงานให้เขาตามแบบที่พวกเขาลงคะแนนให้เจ้าค่ะ”
“ฟังดูก็ยุติธรรมดีนะ” ฟู่ซีซวนใช้นิ้วลูบหน้าผากของภรรยาอย่างแผ่วเบา “หน้าผากย่นไปหมดแล้ว ถ้าคิดไม่ออก...ทำไมเจ้าไม่ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูบ้าง แทนที่เจ้าจะมานั่งนึกว่าจะวาดเค้กแบบใดให้คู่บ่าวสาวพึงพอใจ เจ้าก็ทำเค้กแบบที่เจ้าอยากทำไปเลยสิ เพราะการที่จะทำให้คู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่พอใจเค้กของเจ้าคนเดียวคงเป็นเรื่องยาก หากเจ้าทำเค้กที่เจ้าอยากทำแล้วสื่อสารให้พวกเขาเข้าใจ ข้าว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้มากกว่า”
จูจื้อโหยวคิดตาม เมื่อก่อนที่นางทำเค้กมักจะทำตามความต้องการของลูกค้า เค้กที่ออกแบบมาจึงค่อนข้างเป็นที่ชื่นชอบของพวกเขา แต่คราวนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะไปสัมภาษณ์คู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่เพื่อหาข้อมูลมาทำเค้กให้พวกเขาพอใจ และคงเป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งยี่สิบคนจะมีความชอบเหมือนกัน แต่หากนางลองเปลี่ยนมาทำเค้กแบบที่นางอยากทำดูบ้าง ไม่แน่ว่าลูกค้าอาจจะชอบเค้กที่นางเป็นคนออกแบบขึ้นมาเองก็ได้
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านพี่ของข้าเก๋งที่สุดเลย อย่างนี้ต้องให้รางวัล” จูจื้อโหยวหอมแก้มสามีเต็มแรง
ฟู่ซีซวนไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป ก่อนที่ภรรยาจะผละออก เขาดึงนางเข้ามาแล้วประทับจูบลงไปอย่างอ่อนโยนแล้วค่อยๆ เพิ่มแรงขึ้น ก่อนที่เขาจะปล่อยนางให้เป็นอิสระอย่างเสียดาย “อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารางวัล”
“พี่หยาง! นี่คือเค้กที่ท่านจะทำแข่งคราวนี้หรือขอรับ” ฟู่วั่งเสียนถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นแบบร่าง “มันต้องสวยงามมากแน่ๆ ข้าคิดว่าบ่าวสาวทั้งสิบคู่ต้องชอบเค้กของท่านอย่างแน่นอน”
หลี่หยางมองดูแบบเค้กที่ตัวเองร่างออกมาก็รู้สึกพอใจมากเหมือนกัน เค้กก้อนนี้เขาตั้งใจทำให้กับคนๆ หนึ่ง ซึ่งคนนั้นเคยบอกกับเขาไว้ว่าเมื่อเธอแต่งงาน เธออยากได้เค้กแต่งงานที่สวยงามหรูหรา มีใบไม้และดอกไม้เลื้อยจากฐานขึ้นไปถึงด้านบน โดยเค้กจะต้องเป็นสีขาว แม้แต่ดอกไม้และใบไม้ก็ต้องใช้ครีมสีขาววาดออกมาทั้งหมด “ข้าก็หวังว่านางจะชอบ”
“ท่านหมายถึงใครหรือขอรับ ท่านรู้จักกับบ่าวสาวคู่ไหนหรือ”
หลี่หยางไม่ตอบ แต่เขากลับหันไปพูดเรื่องอื่นแทน “การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าหากข้าชนะพี่สะใภ้ของเจ้าขึ้นมา เจ้าจะไม่เสียใจหรือ”
“ไม่ว่าจะเป็นท่านหรือพี่สะใภ้ ข้าก็ไม่อยากให้มีคนแพ้เลยขอรับ แต่ในเมื่อมันเป็นการแข่งขัน เราก็ต้องยอมรับผลการแข่งขันให้ได้ไม่ใช่หรือ เรื่องนี้ท่านกับพี่สะใภ้เป็นคนบอกข้าเอง หรือว่าท่านลืมไปแล้ว”
“ข้าแค่เห็นว่าเจ้ากับพี่ชายของเจ้าเพิ่งปรับความเข้าใจกันได้ไม่นาน ถ้าพี่สะใภ้ของเจ้าเกิดแพ้ข้าขึ้นมา ข้ากลัวว่าพี่ชายของเจ้าจะหันมาโกรธเจ้าแล้วพาลไม่พูดกับเจ้าอีกน่ะสิ”
“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เพราะพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ของข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่นอนขอรับ” ฟู่วั่งเสียนตอบอย่างมั่นใจ ตั้งแต่ที่เขากับพี่ชายปรับความเข้าใจกันได้ เขาก็เข้าไปเป็นแขกที่จวนและโรงน้ำชาของพี่ชายอยู่บ่อยๆ และเมื่อไม่กี่วันก่อน พี่สะใภ้ยังเอาแบบร่างของเค้กที่นางจะทำแข่งออกมาให้เขาดูอย่างไม่กลัวว่าเขาจะเอาความลับมาบอกกับหลี่หยางด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นยังไง พี่ชายกับพี่สะใภ้ย่อมไม่เอาความโกรธมาลงที่เขาอย่างแน่นอน
สถานที่ตัดสินการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้จัดขึ้นที่ลานกลางเมือง เพราะช่วงนี้เป็นฤดูหนาว อีกทั้งเมืองหลวงยังเป็นเมืองที่หนาวเย็นที่สุดของแคว้น แสงแดดในฤดูนี้จึงมีเพียงรำไรเท่านั้น การนำเค้กสำหรับการแข่งขันมาตั้งไว้ในที่โล่งแจ้งจึงไม่ต้องกลัวว่าเค้กจะละลาย
เค้กทั้งสองก้อนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่ที่เห็นเค้กอันสวยงาม ทั้งยังจินตนาการว่าเค้กหนึ่งในสองก้อนที่พวกเขากำลังจะเลือกอยู่นี้ จะถูกมอบให้พวกเขาเพื่อเป็นของขวัญสำหรับพิธีแต่งงาน ดังนั้นนอกจากความตื่นเต้น คู่บ่าวสาวทั้งสิบคู่ยังต้องพยายามคิดอย่างหนักด้วยว่าตนเองควรที่จะเลือกเค้กแบบใดดี
เค้กที่จูจื้อโหยวทำออกมาเป็นเค้กรูปทรงสี่เหลี่ยมโดยจะตกแต่งเป็นสนามหญ้าและสวนดอกไม้สีพาสเทลหลากชนิด ด้านบนสุดจะมีตุ๊กตาบ่าวสาววางไว้หนึ่งคู่ ซึ่งเจ้าสาวจะนั่งอยู่บนชิงช้าและเจ้าบ่าวจะยืนผลักชิงช้าอยู่ด้านข้าง โดยตุ๊กตาทั้งสองตัวจะหันมามองและส่งยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักและความสุขที่เรียบง่าย
ส่วนเค้กของหลี่หยางจะเป็นเค้กสวยงามและหรูหราที่มีสีขาวบริสุทธ์ทั้งก้อน โดยจะตกแต่งขึ้นมาเป็นดอกกุหลาบขาวทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่ที่วาดให้เห็นกลีบดอกที่เหมือนจริงเป็นอย่างมาก
หลี่หยางมองดูเค้กของจูจื้อโหยวก็เห็นว่าตุ๊กตาคู่รักนั้นมีลักษณะพิเศษเล็กๆ ที่พอจะสังเกตได้ว่าเป็นตัวแทนของจูจื้อโหยวและฟู่ซีซวน หลี่หยางมองดูเค้กก้อนนั้นแล้วก็ยิ้มขมขื่นให้ตัวเอง เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่นางรักมาก และพร้อมที่จะมอบทุกอย่างให้กับเขา แต่เป็นเขาที่ปล่อยให้นางหลุดมือไปเพราะความโลเลและไม่มั่นคงในความรัก ทำให้เขาหันไปมอบความรักให้กับผู้หญิงคนอื่น จนเวลานี้นางได้พบกับคนที่นางรักและผู้ชายคนนั้นก็รักนางมาก หลี่หยางไม่รู้ว่าเขาควรจะรู้สึกยินดีหรืออิจฉากับความรักของคนทั้งคู่กันแน่
ส่วนจูจื้อโหยวที่เห็นเค้กแต่งงานที่หลี่หยางทำออกมาก็ทำให้นางนึกไปถึงอดีตเมื่อครั้งที่นางกับเขายังเป็นคนรักกัน นางวาดหวังไว้ถึงงานแต่งงานที่หรูหราใหญ่โต รวมถึงชีวิตการแต่งงานที่สมบูรณ์พร้อม เค้กรูปดอกกุหลาบสีขาวนี้เป็นนางที่เคยบอกกับเขาไว้จริงๆ ซึ่งเขาก็เคยบอกว่าเขาก็ชอบเค้กแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์แบบนี้เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วจูจื้อโหยวไม่ได้ชอบเค้กรูปแบบนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะในเวลานั้นความชอบส่วนใหญ่ นางจะยึดตามความชอบของหลี่หยางเป็นหลัก แต่หลี่หยางกลับไม่รู้เรื่องนี้เลย
จูจื้อโหยวมองไปทางหลี่หยางอย่างลำบากใจ เพราะนางไม่เข้าใจว่าเขาทำเค้กชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อสื่อถึงอะไรกันแน่ อีกทั้งยังนึกถึงคำพูดของเขาที่ถามนางแปลกๆ เมื่อวันนั้นอีก
หลี่หยางมองเห็นสีหน้าของจูจื้อโหยวก็หลงดีใจคิดว่านางจำความหมายของเค้กก้อนนี้ได้ แต่จูจื้อโหยวกลับไม่ปล่อยให้เขาดีใจนาน นางคว้ามือสามีมากุมไว้และเขยิบเข้าใกล้สามีอย่างไม่กลัวว่าใครจะมอง เพื่อแสดงให้หลี่หยางเห็นว่าเวลานี้คนที่นางรักและคิดที่จะอยู่ร่วมกันไปจนตลอดชีวิตคือฟู่ซีซวน และนางก็อยากเตือนอีกฝ่ายด้วยว่า อย่าแม้แต่จะคิดที่จะทำร้ายสามีของนาง
หลี่หยางยิ้มเศร้าให้กับจูจื้อโหยว แต่ก็ยังพยักหน้ารับว่าเขาเข้าใจแล้ว ซึ่งฟู่ซีซวนก็มองเห็นการกระทำนั้นอยู่ตลอด เขากุมมือภรรยาเอาไว้อย่างหวงแหนและให้กำลังใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หลี่หยางอย่างสุภาพและขอบคุณที่อีกฝ่ายยอมรับความจริง
ผิดกับฉินซีหลางและฉินซีหลินที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่อีกด้านหนึ่ง และสองพี่น้องคิดว่าหากอยากก่อกวนความสัมพันธ์ของฟู่ซีซวนและจูจื้อโหยว คงต้องเริ่มจากทางหลี่หยางแล้ว