สีหน้าของเซียงเหอสงบแต่ในใจกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
กระไรแล้วนะ ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอพระชายาของนางรักมาสามปีแล้ว รอมาสามปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
อมิตตาพุทธ [1] ฟ้ามีตาจริงๆ!
เมื่อประตูห้องถูกปิดจากด้านในเซียงเหอสูดหายใจเข้าลึกๆและจากไปอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจประหนึ่งเป็นแม่ของนาง
นางคงไม่อยู่ที่นี่ทำเรื่องทั้งยังคาดหวังว่าพระชายาจะตั้งครรภ์นายน้อยรักษาตำแหน่งบ้านใหญ่ไว้!
เสียงฝีเท้าข้างนอกห้องนั้นรีบเร่งและหายวับไปจากหูในไม่ช้าหรงซิวยืนอยู่หน้าประตูอยู่เป็นเวลานาน ทันใดนั้นก็ฟื้นสติแล้วเดินช้าๆ ไปที่เตียง
เมื่อสาวน้อยเมา นางอยู่ไม่สุขเลย
เมื่อครู่ยังนอนหงายอยู่แต่ตอนนี้กลับนอนตัวขวางลงมา ขาสองข้างห้อยอยู่กลางอากาศข้อเท้าที่ขาวใสจนเป็นประกาย ทำให้เขายิ่งหงุดหงิดใจขึ้นไปอีก
เขาขมวดคิ้ว พึมพำเสียงต่ำสองสามคำหันตัวไปหยิบผ้าเช็ดตัวออกจากอ่างแล้วบิด แล้วนั่งลงข้างๆ เตียงใหญ่
ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะรู้สึกได้ว่ามีคนขาทั้งสองของนางก็ยันออกไปอย่างไม่เชื่อฟัง
หรงซิวจับเท้าไว้ พร้อมถอดรองเท้าให้นาง
อวิ๋นอี้ที่ถูกถอดรองเท้าออก ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นในตอนที่เมานางหัวเราะคิกคัก และวินาทีต่อมาก็มีคนมาปิดหน้านาง
มีบางอย่างเปียกๆ อยู่บนใบหน้าของนางอยากจะเอื้อมมือออกไปดึงออก แต่มันก็บินหายไปแล้ว
อวิ๋นอี้เบ้ปากอย่างไม่พอใจ ด่ามั่วซั่ว"ไอ้เลว! ผู้ใด...ผู้ใดโยนถุงเท้าให้ข้า? ”
หรงซิวหมดคำพูด เขาไม่ได้มีความสนใจในการจะโยนถุงเท้าใส่นาง
สาวน้อยเชื่อว่านางถูกโยนถุงเท้าใส่หน้านางจึงไม่ให้ความร่วมมือในตอนที่เขาพยายามจะเช็ดหน้าให้นาง
ไม่เพียงแต่ไม่ให้ความร่วมมือเท่านั้นแต่ยังอ้าปากจะกัดเขาด้วย
กัดนิ้วของเขาไม่ทันแต่กัดผ้าขนหนูเปียกได้และไม่ยอมปล่อย อู้อี้ ไม่รู้ว่าพูดกระไร
“อวิ๋นอี้? อ้าปาก”หรงซิวขมวดคิ้วและดุเสียงต่ำ
“ดุข้า!” นางพูดขึ้นลุกขึ้นนั่งขึ้นมา ตายังปิดอยู่ แต่ปากของนางเริ่มกรีดร้อง “อ้า! เจ้าดุข้า! อ่า! ดุข้าจริงๆด้วย! อ่า! ไอ้สารเลว!”
ไม่ว่านางจะด่าอย่างไรในที่สุดก็เอาผ้าเช็ดกลับมาได้แล้ว
หรงซิวรู้ว่านางไม่มีสติจึงรีบคว้ามือนางมาแล้วเช็ดอย่างรวดเร็ว แล้วโยนผ้าเช็ดตัวลงในอ่างแล้วน้ำก็กระเด็นออกมา
"ไอ้คนชั่ว! ฮือๆๆ!"
"หรงซิวหน้าซื่อใจคด !คนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดในโลกก็คือเจ้า!"
"ซูเมี่ยวเออร์มีกระไรดี!หน้าบานจนจะไม่มีขอบแล้ว! มองเห็นกระไรในตัวนาง!"
ไม่มีผู้ใดห้ามปรามอวิ๋นอี้นางก็เริ่มพูดเรื่องไร้สาระ
หรงซิวฟังเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง และตอนที่นางร้องไห้ยกใหญ่ก็ได้ข้อสรุปว่าหญิงสาวเมาแล้ว สมองของนางยอดเยี่ยมจริงๆคำพูดมั่วซั่วล้วนพูดออกมาได้หมด
เขาไปชอบซูเมี่ยวเออร์เมื่อใดกัน? ได้โปรดล่ะเขาก็มีตานะ
“พูดมาสิ! บุรุษชั่ว! คนไร้หัวใจ!”
“กำลังกินสิ่งที่อยู่ในชามแต่ดูสิ่งที่อยู่ในหม้อ[2] ! ไม่ช้าก็เร็วท่านจบเห่แน่!”
หรงซิวอารมณ์ดีเพราะโดนนางด่าจนหัวเราะอดเข้าไปใกล้ไม่ได้ ที่ไหนได้หญิงสาวราวกับสัมผัสได้ นางกอดคอเขาแน่น"หรงซิว...หรงซิว..."
นางไม่เหมือนปกติ ไม่ได้ดุด่าแต่กลับมีความอาลัยอาวรณ์
ร่างกายของหญิงสาวร้อนมากแก้มที่ถูกับคอของเขายิ่งร้อน ทำให้ร่างกายที่ร้อนผ่าวเดิมของหรงซิวร้อนขึ้น
เขาคอเกร็งและตอบเบาๆ “เรียกข้าทำไม?”
“ฝ่าบาทรัก... รักข้าหรือไม่?”
น้ำเสียงของนางเลื่อนลอย ทั้งใกล้และเบาปนไปด้วยความระมัดระวัง และความคาดหวัง
หรงซิวตกตะลึงแล้วหัวเราะออกมา เสียงต่ำขรึมทว่าสง่างาม
หญิงสาวตัวเล็กที่กอดคอรู้สึกสงสัยกับท่าทีของเขาหลังจากผ่อนลงเล็กน้อย นางผละตัวออก มองเขาด้วยสายตามึนเมา
คางของนางถูกยกขึ้นเล็กน้อยหางตาของนางก็ยกขึ้นด้วย ใบหน้าที่สวยงามของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
หรงซิวเอนตัวลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว ดันนางลงเบาๆแล้วกดลงโดยที่นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้อวิ๋นอี้สับสนเล็กน้อย
นางกะพริบตาที่สดใสมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหมอก
ท่าทีที่น่ารักและชวนรังแกนี้ทำให้หรงซิวเลือดขึ้นหัว เขาก้มหน้าลงกัดนางอีกครั้ง เมื่อเห็นปากแดงๆ ของนางเขายิ้มและพูดว่า "ความรักมิได้มีไว้พูด แต่มีไว้ทำ"
“เอ๋?”
อวิ๋นอี้ตอบสนองช้า พูดออกมาด้วยน้ำเสียงต่ำช้าๆเพียงหนึ่งคำ แล้วเสียงของนางก็ถูกหรงซิวกลืนเข้าไป
ผละออกจากกันได้ยาก
หรงซิวหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าอวิ๋นอี้จะเมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเขา
ความรู้สึกนี้ทรมานนัก
นางย่นหน้า ผลักหรงซิวออกด้วยมือที่อ่อนนุ่มแต่หรงซิวมองมันเหมือนเป็นการเชิญชวนมากกว่าการปฏิเสธเสียอีก
ทันทีที่เห็นนางที่งานเลี้ยงในวังเขาก็ถูกนางสะกดวิญญาณไว้แล้ว
หรงซิวทนได้จนถึงตอนนี้นับว่าเต็มขีดจำกัดของเขาแล้ว
หากนางไม่ได้ยั่วยวนเขาคืนนี้อาจจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ท่าทีของนางในตอนนี้ หากเขาอดทนไว้ได้เขาคงจะไม่ใช่บุรุษแล้ว
หรงซิวค่อยๆ ก้าวเข้าไป นางอยากจะหนีเขาจึงขังนางไว้ ทำให้นางขยับตัวไม่ได้ ถูกบีบให้ต้องทน
เป็นคืนที่หลับไม่ลง
ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่รอบท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีขาวราวท้องมัจฉา ฉายแสงส่องเข้ามาที่หน้าต่างหรงซิวถึงได้จบสิ้น
เขามองดูความโกลาหลบนพื้น แล้วมองไปที่สตรีที่สลบไปแล้วใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและสีหน้าพึงพอใจ
ทำให้นางหมดแรง แต่นางก็เกือบจะฆ่าเขาเช่นกัน
งดงามที่สุด น่ารัก น่าเอ็นดูเสียจริง
เดิมทีเขาเป็นคนมีขอบเขต และแม้ว่าเขาจะชอบแต่จะไม่ปล่อยตัวมากเกินไป
แต่เมื่อคืนนี้ ทุกอย่างเหนือการควบคุมไปหมด
ไม่เพียงพอสำหรับเขา ทั้งโลภและบ้าคลั่งแทบอยากจะขย้ำนางเข้าไปในร่าง
สตรีผู้นี้เป็นนางปีศาจผู้เย้ายวนจริงๆ
หรงซิวสวมเสื้อผ้าสบายๆ แล้วลุกขึ้นเช็ดตัวอวิ๋นอี้ด้วยผ้าขนหนูเบาๆ กอดนางและผล็อยหลับไป
จวนองค์ชายเงียบสงบเป็นพิเศษในวันนี้โดยเฉพาะเรือนของพระชายา
เซียงเหอได้เอารับสั่งองค์ชายมาพูดให้คนรับใช้ในเรือนฟังจากนั้นก็แจ้งให้พ่อบ้านทราบ พ่อบ้านอาบน้ำร้อนมาก่อนรู้กาลเทศะเป็นอย่างมากไม่ได้โผล่หน้าไปขัดลาภใดๆ
การนอนครั้งนี้หลับสบายมากลืมตาขึ้นก็เป็นพลบค่ำแล้ว
อวิ๋นอี้รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยไปทั้งตัวเหนื่อยเอว ขาเหนื่อย อ่อนล้าไปทั้งร่าง ทั้งที่นอนไปตื่นหนึ่งแล้ว แต่ราวกับไปทำสงครามกับผู้อื่นมานับสิบครั้งได้
นางลืมตาขึ้นก็เห็นรัศมีสีเหลืองอบอุ่นนางนึกว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้า หัวของนางวิงเวียนเล็กน้อยเป็นผลที่ตามมาของการเมาค้าง ทำให้นางขมวดคิ้วอย่างหนัก
นางยังคงจำได้ในเรื่องที่ดื่มเหล้าเมื่อคืนนี้
ภายหลังก็ภาพตัดไปน่าจะเป็นหรงซิวที่พานางกลับมาส่ง
แล้วหรงซิวเล่า?
เมื่อคิดถึงชายหนุ่ม นางก็ขยับคอขึ้นอย่างยากลำบากหันหน้าออกไปมอง ก็สบตาเข้ากับแววตาคู่สวย และจ้องมาที่นางด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ
อวิ๋นอี้ผงะไปจริงๆ คิ้วของนางตั้งตรงและดุอย่างโกรธจัด "หรงซิว! ฝ่าบาททำข้าตกใจมาก! เช้าขนาดนี้ทำกระไรเพคะ!จะทำให้ข้าตกใจตายแล้วอภิเษกใหม่ใช่หรือไม่เพคะ! ”
หรงซิวหัวเราะอย่างโกรธเคืองกับคำพูดของนางเอนหน้าเข้าไปหานาง "เหตุใดในปากของเจ้าไม่เชื่อฟังเสียเลย? เมื่อวานจูบไม่พอหรือ?"
"ห๊ะ?"
“อยากให้ข้าจูบก็พูดกันตรงๆต้องพูดคำหยาบคายพวกนี้ด้วยหรือ?" หรงซิวฮึมฮัมแล้วก็เอนตัวลงมา
อวิ๋นอี้ตะลึง ยกมือขึ้นดันเขาก็พบว่าแขนของตนเองเปลือยเปล่า ไม่เพียงแค่นั้นร่างกายส่วนบนของหรงซิวที่แนบลงมายังแข็งแรงกำยำอีกด้วย
เชิงอรรถ
[1] อมิตตาพุทธ 阿弥陀佛 ความหมายเดิมคือพระพุทธอมิตาภะ เป็นพระในพระพุทธศาสนาตามความเชื่อของชาวจีนการเอ่ยนามของท่าน มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า สาธุ ของคนไทย
[2] กินสิ่งที่อยู่ในชามแต่ดูสิ่งที่อยู่ในหม้อ吃着碗里的看着锅里 หมายถึงคนหลายใจ มีคนอยู่ข้างกายแต่ยังคิดถึงคนอื่น