ตอนที่ 13 เงินสามตำลึง (1)
บนรถม้า นอกจากอันเสี่ยวเย่ว์ เด็กๆ ทุกคนล้วนรู้สึกตื่นเต้นดีใจ โดยเฉพาะอันหยวนเซิงที่อายุเพียงห้าขวบ เขาแทบจะลอยได้ทั้งตัวแล้ว “พอกลับถึงบ้านค่อยเล่าให้หยวนซิ่งกับหยวนวั่งฟังว่าพวกเราได้นั่งรถม้าเช่นกัน พวกเขาต้องอิจฉาพวกเราแน่ ดูว่าพวกเขายังจะคุยโอ่เื่ที่ได้นั่งรถเทียมวัวกับข้าอีกหรือไม่”
“เ้านี่นะ!” อันเสี่ยวเย่ว์จิ้มหน้าผากอันหยวนเซิงทีหนึ่ง
จากนั้น อันเสี่ยวเย่ว์ก็พูดกับอันหยวนเซิงว่า “หยวนเซิง แค่นั่งรถม้าไม่มีอะไรน่าอวดหรอก เ้าดูท่านลุงเกาสิ ได้นั่งรถม้าเกือบทุกวัน ท่านลุงเกายังไม่เห็นจะอวดเลย! ยิ่งกว่านั้น พวกเราได้นั่งรถม้าก็เพราะอาศัยบารมีท่านลุงเกา ไม่ใช่ด้วยความสามารถของตัวเองสักหน่อย หากจะโอ้อวด ก็ต้องโอ้อวดความสามารถของตัวเอง เข้าใจหรือไม่”
“อย่างนั้นข้าโอ้อวดอะไรได้บ้าง ข้าทำอะไรไม่เป็สักอย่าง!” อันหยวนเซิงคอตก ท่าทางหมดหวังท้อแท้
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พี่หญิงรองต้องหาวิธีให้เ้าเข้าเรียนหนังสือให้ได้ หากเ้าได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ เ้าจะโอ้อวดอย่างไรก็ได้ พี่หญิงรองไม่ห้าม เพราะนั่นเป็ผลงานที่เ้าได้มาด้วยความสามารถของตัวเอง” อันเสี่ยวเย่ว์พูดอย่างมั่นใจ
“แต่พวกเราไม่มีเงินนี่นา!” อันหยวนเซิงกล่าว “ท่านปู่ท่านย่าไม่ยอมให้เงินพวกเราไปเรียนหนังสือแน่ เมื่อครู่พี่หญิงใหญ่บอกแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ไม่ต้องห่วงเื่เงิน พี่หญิงรองมีวิชาแพทย์ติดตัว อย่างมากก็ไปรักษาท่านอาจารย์หรือคนในครอบครัวกับสหายของท่านอาจารย์ รักษาแล้วไม่เก็บเงินค่ารักษา เอามาแทนค่าเล่าเรียนของเ้าก็ได้แล้ว” อันเสี่ยวเย่ว์เห็นว่าต่อให้ยากจนก็ไม่อาจให้เด็กๆ ขาดการศึกษา ยิ่งกว่านั้นเื่ที่นางคิดไว้ไม่เพียงแค่ให้อันหยวนเซิงได้เรียนหนังสือ จะให้ดีที่สุดอันเสี่ยวหลีกับอันเสี่ยวเหมยก็ต้องไปเรียนด้วย นางเองก็อยากไปด้วย นางอยากััการศึกษาสมัยโบราณดูบ้าง และนางไม่อยากอยู่แต่ในบ้านตระกูลอันทุกวัน
“พี่หญิงรอง เื่นี้ทำได้จริงหรือ” อันหยวนเซิงตาเป็ประกาย
เ้าของที่ดินเกาเอ่ยแทรก “ต้องทำได้อยู่แล้ว หยวนเซิง พี่หญิงรองเ้าไม่เพียงวิชาแพทย์เก่งกาจ หัวสมองยังฉลาดปราดเปรื่อง ปากก็รู้จักพูดจา นางรับปากให้เ้าได้เรียนหนังสือ ก็ต้องให้เ้าได้เรียนแน่ เ้าต้องขยันเล่าเรียน อย่าเป็อย่างพี่หม่านไฉของเ้า ทั้งวันรู้จักแต่จะเล่นสนุก”
“หยวนเซิง เ้าได้ยินหรือยัง ต้องขยันเล่าเรียนนะ” อันเสี่ยวเย่ว์พูดตามน้ำเ้าของที่ดินเกา เอ่ยสั่งสอนน้องชาย
“ข้าต้องขยันเล่าเรียนแน่ ต่อไปข้าจะสอบเป็จอหงวน พี่หญิงกับท่านพ่อท่านแม่จะได้ไม่ต้องถูกรังแก และมีเนื้อให้กินทุกมื้อเลย” อันหยวนเซิงรีบพูด
แม้ว่าหากต้องรออันหยวนเซิงเติบใหญ่สอบได้จอหงวนจึงไม่ถูกรังแกและมีเนื้อกิน นางคงต้องรอจนคอยาวอีกสิบกว่าปี! เื่พวกนี้นางต้องรีบแก้ปัญหาในตอนนี้ แต่อันหยวนเซิงสามารถพูดออกมาเช่นนี้ นางยังรู้สึกดีใจมากอยู่ดี นอกจากนี้ การศึกษาของเด็กเล็กต้องมีแรงจูงใจบ้าง เช่นนั้นก็ให้การไม่ถูกรังแกกับได้กินเนื้อทุกมื้อเป็แรงขับเคลื่อนให้อันหยวนเซิงขยันเล่าเรียนก็แล้วกัน! นึกดูก็ไม่เลวนะ
อันเสี่ยวหลีดวงตาเป็ประกาย “เสี่ยวเย่ว์ ถ้าเป็เช่นนี้ก็ยอดไปเลย”
“พี่หญิง ไม่ใช่ ‘ถ้า’ แต่ ‘ต้อง’ เป็เช่นนี้ หากหยวนเซิงไม่เรียนหนังสือ พอเขาโตมาก็ต้องเป็คนล่าสัตว์แบบท่านพ่อ ต้องเสี่ยงชีวิตออกไปล่าสัตว์ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็แบบท่านพ่อของพี่หญิงเสี่ยวเหมย ไปเป็แรงงานรับจ้าง แต่ถ้าเรียนหนังสือก็ไม่เหมือนกันแล้ว เหมือนกับพี่หยวนเฟิงที่พวกเ้าบอก อย่างน้อยที่สุดก็ยังไปสอนหนังสือได้ ไม่ต้องตากแดดตากฝน และไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน หากหยวนเซิงเรียนดี ต่อไปยิ่งได้เป็ใหญ่เป็โต ดังนั้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า หยวนเซิงไปเรียนหนังสือเป็เื่ใหญ่อันดับหนึ่งของบ้านเรา” อันเสี่ยวเย่ว์กล่าวอย่างมาดมั่น
อันเสี่ยวเย่ว์คิดวางแผนไว้แล้ว ตอนนี้เข้าเดือนแปด กว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้ายังมีเวลาอีกครึ่งปี นางไม่เชื่อหรอกว่าด้วยความฉลาดกับวิชาแพทย์ของนาง เวลาครึ่งปีจะยังไม่สามารถให้น้องชายเข้าเรียนหนังสือได้อีก
“ยอดไปเลย!” อันเสี่ยวหลีดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าอันหยวนเซิงเสียอีก! ถึงอย่างไรผู้หญิงในยุคสมัยนี้ก็ต้องพึ่งพาพวกผู้ชายอยู่แล้ว หากในครอบครัวมีพี่ชายน้องชายได้ดิบได้ดี ภายหน้านางแต่งงานออกเรือน อยู่ที่บ้านแม่สามียังพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย
เดิมทีหมู่บ้านป๋ายซาก็ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกลนัก ไปอำเภอเมืองก็ยิ่งใกล้เข้าไปอีก เพียงสองก้านธูป[1]รถม้าก็หยุดลงที่หน้าร้านขายข้าวสารของเ้าของที่ดินเกา
“เสี่ยวเย่ว์! ร้านรับจำนำอยู่ถัดจากนี้ไปร้านที่สี่ พวกเ้าต้องคอยระวังตัว อย่าให้เกิดเื่นะ! ข้าจะเฝ้าอยู่ที่ร้านข้าวสาร พวกเ้าเสร็จธุระแล้วก็กลับมา ก่อนฟ้ามืดข้าจะพาพวกเ้ากลับหมู่บ้าน” เ้าของที่ดินเกากล่าว “เอ้า นี่เงินเล็กน้อย พวกเ้าเอาไปซื้อขนมกิน”
“เงินนี่พวกเรารับไม่ได้หรอก! พวกเราไปแลกเงินจากร้านรับจำนำก็พอใช้แล้ว” อันเสี่ยวเย่ว์รู้สึกว่าแม้นางจะรักษาเกาหม่านไฉจนหายดี แต่ก็ไม่อาจหวังพึ่งพาเ้าของที่ดินเกาทุกอย่าง
“พวกเราไปแล้วนะ” อันเสี่ยวเย่ว์ดึงพี่สาวกับน้องชายตรงดิ่งไปร้านรับจำนำทันที
ทุกอย่างเป็ดังคาด เครื่องประดับสามชิ้นจำนำขาด ได้เงินทั้งหมดสามตำลึง อันเสี่ยวเย่ว์เขย่าเงินในมือไปมา กล่าวว่า “ท่านป้าเกานี่เทพเลย สายตานางเจ๋งจริง”
“พี่หญิงรอง ขอข้าจับเงินด้วยสิ ข้ายังไม่เคยจับเงินมาก่อนเลย!” อันหยวนเซิงยื่นมือน้อยๆ ออกมา แล้วกล่าวเสริมอีกว่า “แล้วก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย”
“ข้าก็อยากจับดูเหมือนกัน!” อันเสี่ยวเหมยพูด
“ได้จับกันทุกคน! มาจับกันทีละคนนะ” อันเสี่ยวเย่ว์ยื่นเงินให้อันหยวนเซิง นางย่อมให้เด็กยากไร้พวกนี้สมหวังกันสักครา แม้นางรู้สึกว่าการทำเช่นนี้เป็เื่ไร้สาระมาก
อันหยวนเซิงลูบคลำแล้วส่งต่อให้อันเสี่ยวเหมยอย่างระวัง พออันเสี่ยวเหมยจับดูแล้วก็ส่งให้อันเสี่ยวหลี
อันเสี่ยวหลีส่งเงินคืนให้อันเสี่ยวเย่ว์ ดูเหมือนว่าเวลานี้อันเสี่ยวเย่ว์จะกลายเป็หัวหน้าของเด็กพวกนี้ไปแล้ว
เชิงอรรถ
^ ครึ่งชั่วโมง