อดีตเด็กสลัมนึกถึงวิธีการต้มเหล้าขาย สาโท ข้าวหมาก สมัยนี้เขาจับขังคุกขี้ไก่ กันหรือเปล่ายังสงสัย เดี๋ยวต้องกลับไปถามท่านลุงจงก่อนที่จะลงมือ ก่อนอื่นต้องทำน้ำปลาไว้ใช้ และหมักซีอิ๊วอีกอย่าง เคยเห็นแต่ในอินเทอร์เน็ตคงต้องลองทำดูไม่ลองก็ไม่รู้
คงต้องทำขนมหวานขายก่อนอันดับแรกเพราะทำง่ายลงทุนน้อย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน บัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวแดงมะพร้าวอ่อน และสารพัดถั่วต้มน้ำตาลสุดง่าย ตายแล้วเจี่ยเจี๋ยอยู่ไหน ข้า้าผู้ช่วยด่วน แต่ก่อนที่ข้าจะวิ่งตามหา พี่ฟางซินก็เรียกข้าไว้ได้ก่อน
“มี่เอ๋อร์มองหาใคร” อ่าวอยู่ข้างหลังก็ไม่บอก แล้วไปแอบอยู่ไหนมาละนั่นพี่ฟางซิน
“พี่ฟางซินอยู่ตรงนี้ตลอดเลยหรือเ้าคะ” เฟิ่งมี่มองคนที่อายุมากกว่าตัวเองปีกว่าๆ อย่างลุแก่โทษ
“พี่ก็ยืนมองเราวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตรงนี้ละ เก่งจริงตัวแค่นี้ แล้วจะเอาอย่างไรต่อละ เ้าคะเถ้าแก่เนี้ยคนใหม่”
“แม้ๆ พี่ฟางซินพูดซะข้าเขินเลย ต้องขอโทษที่ให้รอเ้าคะ ตอนนี้ข้าอยากไปซื้อของมาทำขนมขายเ้าคะ” แล้วทั้งสองก็ไปจ่ายตลาดกันอย่างสนุกสนาน โดยการสั่งๆ แล้วให้เ้าของร้านไปส่งให้ที่บ้านตระกูลหม่า
เพราะเฟิ่งมี่ซื้อของทั้งหมดในร้านเดียว ไม่ว่าจะเป็ ไหดินเผา โอ่งดินเผาใบพอเหมาะหลายใบ ไข่ไก่ แป้งน้ำตาล เกลือสองกระสอบ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว มีเพียงของสดที่นางหิ้วกลับเอง
เริ่มต้นทำน้ำปลาด้วยปลาสองกิโลไม่เคยทำเอาไปลองแค่นี้ก่อนละกันแค่นี้ก็ใช้เงินหมดไปหนึ่งเหรียญทองแล้ว ไม่รู้จะคืนทุนหรือเปล่า ยิ่งซีอิ๊ว และน้ำปลาต่างใช้เวลาในการหมักนานอย่างน้อยต้องสามเดือนสำหรับน้ำปลาที่มีคุณภาพดีพอใช้
ส่วนซีอิ๊วก็สี่ถึงห้าเดือน หวังว่าคงไม่เสียเปล่านะเฮ่อ! คงต้องหาคนมาทำโรงเรือนปิดกั้นสายตาผู้คน ตอนนี้กำลังคิดว่าจะฝังดิน หรือทำแบบตากแดดดี แต่ก็ลองทำมันทั้งสองอย่างเลยละกัน จะได้รู้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ครั้งต่อไปจะได้ลดความผิดพลาดลงอีกด้วย
เฟิ่งมี่กลับถึงบ้านนางก็ขอเช่าที่จากท่านลุงจงเป็รายเดือน ซึ่งก็พูดอยู่นานกว่าท่านลุงจงจะรับเงินที่นางบังคับยื่นใส่มือให้ไปหนึ่งตำลึงเงิน พร้อมกับเงินอีกส่วนหนึ่งให้จ้างคนมาต่อเติมเรือนให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้สะดวกในการทำของไปขาย ลุงจงก็เป็ธุระจัดการให้ เฟิ่งมี่บอกลุงจงไม่ต้องยุ่งยากนำข้าวปลาไปให้นาง เพราะนางจะจัดการเอง
เนื่องด้วยไม่อยากรบกวนทางบ้านของลุงจงมากเกินไป เพราะเห็นทางบ้านท่านก็ลำบากมิใช่น้อย เงินทองที่มีก็ใช้รักษาหม่าฮูหยินไปจนเกือบหมด ในแต่ละวันแต่ละเดือน ซึ่งลุงจงก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้านางเดือดร้อนก็ให้บอกลุงได้ ถ้าช่วยได้ท่านลุงจงก็จะช่วย
เฟิ่งมี่ก็ได้บอกให้พี่จิ้นหลิง ไปรับไปส่งนาง ยามเช้าและยามเย็นของทุกวัน เมื่อถึงเวลาขายของโดยนางจะมีค่าเหนื่อยให้ แต่ก็ต้องดูรายได้ก่อนว่าจะได้มากน้อยแค่ไหนถึงจะบอกค่าจ้างรับส่งที่นางบอกไปก่อนหน้าได้
วันต่อมาเฟิ่งมี่ก็หมกตัวหมักน้ำปลาและซีอิ๊วตามที่นางเห็นในอินเทอร์เน็ต นางชอบดูรายการอาหาร เพราะต้องหาเมนูใหม่ๆ ไว้ขายที่ร้าน ว่าแล้วก็เริ่มโดยการหมักน้ำปลาก่อนเป็อันดับแรก
นำปลาที่นางวางทิ้งไว้ั้แ่เมื่อคืนโดยการหาตะแกรงตาห่างๆ ครอบไว้กันหนูคาบไปกิน เพื่อให้น้ำคาวปลาเืหรือโคลนตมที่อาจติดมา ให้ไหลออกไปเสียก่อน แล้วค่อยนำมาคลุกเคล้ากับเกลือ
โดยใช้เกลือในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน เมื่อคลุกเคล้ากันดีแล้วจึงนำไปบรรจุในภาชนะที่นางเตรียมไว้ซึ่งนางได้โรยเกลือบางส่วนรองใต้ไห ไว้บ้างแล้ว
เฟิ่งมี่นำปลาที่คลุกเคล้าไว้แล้วใส่ไห แล้วนำเกลือโรยอีกทีปิดฝาให้แ่า เฟิ่งมี่ได้นำหินมาทับอีกที กันไม่ให้เวลาปลาลอยตัว จะได้ไม่ดันผ้าที่มัดปากไหหลุดออกมา จากนั้นหมักทิ้งไว้ประมาณหนึ่งปี น้ำปลาที่ได้จะมีคุณภาพดีหรือแย่คงต้องมาวัดดวงในการทดลองครั้งแรกแล้วละ
ระหว่างนี้ก็คงต้องคอยเปิดฝาตากแดดในบางครั้งให้แสงแดดช่วยย่อยปลาให้ได้น้ำปลาดีมีคุณภาพมากขึ้น กลิ่นจะหอม และมีสีแดงใส ซึ่งต้องตักเอาน้ำ หัวน้ำปลา หรือน้ำปลาชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจยังมีกลิ่นคาวอยู่มาก
ต้องนำไปตากแดดไว้ก่อนประมาณ สองสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน ก็จะได้น้ำปลาแท้มีคุณภาพดี สีน้ำตาลแดงใส มีกลิ่นรสหอมหวาน ชวนให้อยากลิ้มลอง
เสร็จแล้วนางคงต้องไปหาขวดหรือไหใบเล็กกว่านี้มาใส่ไว้อีกทีเพื่อให้สะดวกในการใช้ แต่ครั้งแรกหัวน้ำปลานี้คงต้องเก็บไว้ผสมน้ำปลาชั้นรอง
และยังต้องนำกากที่เหลือไปหมักกับน้ำเกลือเข้มข้นได้อีก สองถึงสามครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาแค่สองถึงสามเดือนก็จะได้น้ำปลาชั้นที่สองสามสี่ซึ่งมีคุณภาพลดหลั่นกันตามลำดับ
“ต่อไปก็ถึงทีซีอิ๊วแล้วสินะ สาธุจงได้จงดี น้ำปลาดีซีอิ๊วอร่อยเหาะนะเ้าคะ ถ้าได้ถ้าดีลูกจะทำเป็ดตุ๋นมาถวายตัวใหญ่ๆ เลยเ้าคะสาธุธรรมโมสังโฆ ไม่รู้ท่านเทพเ้าจีน จะเข้าใจหรือเปล่าก็สุดรู้ แต่ลูกช้างก็ได้แต่บนบานศาลกล่าวท่านแล้วละเ้าคะ ช่วยลูกช้างหาเงินไปขอสามีด้วยนะเ้าคะ ลูกหาเผื่อไว้ เผื่อว่าจะไม่มีใครมาขอลูกแต่งงานด้วยนะเ้าคะ”
เป็อันว่าต้องนำถั่วเหลืองมาต้มและหมักเชื้อราด้วยแป้งสาลีผสมน้ำตาลเกลือทะเลใส่โอ่งดินปิดฝานำไปตากแดดเพื่อให้ถั่วคายน้ำออกมา ทิ้งไว้สี่ถึงห้าเดือนระหว่างนี้ก็คอยเปิดฝาตากแดดในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนก็ปิดไม่ให้น้ำค้างหรือแมลงลงไป สี่ถึงห้าเดือนค่อยมาดูว่าจะดีหรือต้องเททิ้ง เห่อ! เหนื่อยจังขอไปนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเตรียมขนมไปขาย
เช้าวันต่อมาเฟิ่งมี่ก็ตื่นมาติดเตาฟืนหน้าดำเป็ดินหม้อแต่เช้า กว่าจะเข้าใจและคล่องก็เล่นเอาหน้าดำหน้าแดง ตามมาด้วยการทำกับข้าวง่ายๆ อย่างผัดกะเพราหมูไข่ดาวหนึ่งฟองให้ตัวเอง พริกกะเพราก็ในสวนท่านลุงจง ข่าตะไคร้ใบมะกรูดล้วนมีให้เห็นเพราะพืชผักบางอย่างเป็สมุนไพรที่แต่ละบ้านต่างปลูกไว้ใช้ในยามจำเป็ แต่ไม่ค่อยมีใครเคยนำมาปรุงอาหาร
แต่นางทำได้ และอร่อยมากจะบอกให้ ไม่อย่างงั้นจะมีเงินเลี้ยงน้องๆ ที่บ้านเมตตาหรือไง เฟิ่งมี่เห็นไฟยังเหลือเยอะเกิดเสียดายฟืนที่ไปแบกในป่าข้างไร่มา ก็เลยนำหมูสามชั้นมาต้มทำหมูกรอบเก็บไว้กิน โดยการต้มทิ้งไว้แบบนั้นตัวเองก็ไปนั่งปั้นเม็ดบัวลอยนำสีกุหลาบฟักทองดอกอัญชันมาทำสีขนมบัวลอย พร้อมกับนั่งปั้นไปร้องเพลงไปอย่างเป็สุขกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง
****
โหลดอีบุ๊คได้ที่ แมพ และ Fictionlog ในเว็ป ห้องสมุด ก็มีนะคะ