“ พวกเจ้ามาจากที่ใดกัน ”
ผู้นำตระกูลไป๋หลงมองไปยังกลุ่มคนสวมชุดสีดำวิ่งเข้ามาทางหลังตระกูลในช่วงกลางดึก เขามาดักรอเป็นเพราะรู้ว่าคนกลุ่มนี้ไปที่ใดมา
“ ท่านปู่ ข้ามาจากย่านโคมแดง ”
“ เหลวไหล! ” ผู้นำตระกูลไป๋หลงตวาดออกมาดังลั่นจนผู้ที่กลับเข้ามาในตระกูลตื่นตระหนก ต่อให้บนใบหน้าของพวกเขาจะเต็มไปด้วยรอยแดงจากสุราที่กินมาระหว่างทางเพื่อทำให้ดูเหมือนว่าตนเองเดินทางมาจากย่านโคมแดง มันกลับไม่มากพอจะตบตาผู้นำตระกูลไป๋หลงได้
“ เทียนอวี้ เจ้าทำเรื่องร้ายแรงมากที่สุด แม้แต่ข้าเองก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงช่วยสิ่งใดไม่ได้ เป็นเพราะว่าท่านเจ้าเมืองลงมือด้วยตนเอง หากเจ้ายังมีหัวคิดอยู่บ้างอย่างน้อยควรจะรออีกครึ่งเดือน เจ้าดันโง่เง่าคิดว่าจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง ไปเสีย ข้าเตรียมรถม้าเอาไว้แล้ว ข้าจะส่งเจ้าไปที่ภาคกลาง ”
“ ท่านปู่ เหตุใดข้าจึงต้องรีบเดินทางด้วยเล่า ไว้ไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือไร ”
“ หากเจ้าช้ากว่านี้อีกสักนิด หัวของเจ้าได้หลุดออกจากบ่าแน่ ไปเสีย ทิ้งข้ารับใช้ของเจ้าแล้วเดินทางไปเพียงผู้เดียว ถ้าออกไปจากเมืองตอนนี้เจ้ายังมีโอกาสรอด หากเจ้ารอดไปได้ ข้าจะหาทางนำเจ้ากลับมาเอง ไป! ”
ผู้นำตระกูลไป๋หลงกล่าวด้วยความโกรธ การไล่ล่าของท่านเจ้าเมืองน่ากลัวเป็นอย่างมาก เหตุการณ์เพลิงไหม้ตระกูลม่อจะต้องจับผู้เกี่ยวข้องไปสอบสวน ต่อให้จะเป็นตระกูลใหญ่ภายในเมืองก็ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนได้รับการปฎิบัติเทียบเท่ากันทั้งหมด
ต่อให้ไป๋หลงจะปฏิเสธว่าเป็นผู้ลงมือ การไต่สวนของท่านเจ้าเมืองโหดร้ายมากพอจะเค้นความจริงออกมาได้ การส่งไป๋หลงเทียนอวี้ไปที่อื่นจึงเหมาะสมกว่า
เทียนอวี้หันมองท่านปู่ก่อนจะเดินทางขึ้นรถม้ามุ่งหน้าออกจากเมืองไปอย่างรวดเร็ว การเดินทางในช่วงดึกพวกเขาเคยทำบ่อยครั้งเพียงแค่มีเงินสักก้อนส่งมอบให้ทหารเฝ้าประตูก็สามารถออกจากเมืองไปได้ เขาภาวนาให้คำสั่งจากท่านเจ้าเมืองส่งไปยังผู้คุมประตูช้ากว่าที่หลานชายเดินทางไปถึง หากเป็นเช่นนั้นโอกาสรอดยังคงมีอยู่
เงาหลายสิบร่างเคลื่อนตัวตามรถม้าเทียนอวี้ไปด้วยความรวดเร็ว ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้จะส่งหลานชายไปจนถึงภาคกลาง
ข้ารับใช้ที่เคยเดินทางร่วมกับเทียนอวี้ล้วนแล้วกระจายตัวกันหลบหนี หลังจากรู้ว่าผู้นำตระกูลไป๋หลงไม่คิดเก็บพวกมันไว้จากการลงมือโดยไร้หัวคิด
แต่ละคนรู้ว่าตนเองจะถูกผู้นำตระกูลไป๋หลงฆ่าตายหากยังขืนอยู่ต่อจึงรีบวิ่งหนีออกไปคนละทิศทาง
ผู้นำตระกูลไป๋หลงที่เหมือนจะให้โอกาสกลับหันไปคุยกับเงาใกล้ๆตน ไม่นานก็มีชายสวมชุดดำคนหนึ่งไล่ตามข้ารับใช้นายน้อยเทียนอวี้ไป
“ นายท่าน ทหารเกราะดำมาที่หน้าประตู! ” พ่อบ้านรีบวิ่งเข้ามาหาผู้นำตระกูลด้วยท่าทางตื่นตระหนก ครั้งนี้ท่านเจ้าเมืองใช้งานทหารเกราะดำทำให้รู้ถึงความหนักหนาที่จะเกิดขึ้น
ผู้นำตระกูลไป๋หลงจึงมองดูเสื้อคลุมสีขาวที่เขาสวมใส่จากนั้นจึงเดินไปหน้าประตูเพื่อแกล้งทำเป็นว่าเขาลุกมาจากเตียงนอน
“ ตระกูลไป๋หลง พวกข้าคือทหารเกราะดำของท่านเจ้าเมือง ข้าขอให้พวกท่านเปิดประตู! ”
คนคุ้มกันแง้มประตูออกมาเล็กน้อยเพื่อส่องดูว่าใครกันที่เดินทางมาร้องตะโกนดึกดื่น ทันทีที่สายตาของเขามองไปยังชุดเกราะและม้าสีดำจึงรีบโค้งคำนับ
“ เรียกผู้นำตระกูลไป๋หลงมาพบพวกข้า ไป! ”
คนเฝ้าหน้าประตูสะดุ้งตกใจรีบวิ่งเข้าไปในบ้านโดยไม่ปิดประตู ไม่นานหลังจากนั้นทหารเกราะดำก็มองเห็นร่างสวมใส่ชุดคลุมสีขาวบางกำลังเดินด้วยความว่องไวออกมาจากตัวบ้านมาโผล่ยังประตูทางเข้าตระกูลไป๋หลง
“ มีเรื่องอันใดกัน ทหารเกราะดำของท่านเจ้าเมืองถึงมาที่นี่ ”
สายตาของเหล่าทหารเกราะดำเผยให้เห็นความยำเกรง ต่อให้ผู้นำตระกูลไป๋หลงจะแข็งแกร่ง สายตาพวกเขากลับจ้องมองด้วยนัยน์ตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า ไม่มีความหวั่นเกรงอยู่เลยสักนิดเพราะเป็นทหารเกราะดำของท่านเจ้าเมืองชุยฉาน
“ ศีรษะเหล่านี้เป็นคนจากตระกูลของท่านใช่หรือไม่ ”
ทหารนายหนึ่งโยนห่อผ้าลงมาจากหลังม้า ศีรษะทั้ง 8 ภายในห่อผ้ากระจัดกระจายออกมาด้านหน้าตระกูลไป๋หลง
ผู้นำตระกูลจดจำใบหน้าของศีรษะทั้ง 8 ได้เป็นอย่างดี พวกมันคือข้ารับใช้ที่เดินทางไปไหนมาไหนกับเทียนอวี้เป็นประจำ
ทหารเกราะดำมองสีหน้าผู้นำตระกูลม่อ ภายในแววตาของเขาแสดงความสงสัยออกมา แทนที่จะเป็นใบหน้าตกใจที่ตนเองถูกจับได้
“ ศีรษะพวกนี้เป็นของคนที่เคยเป็นข้ารับใช้ของหลานชายข้าหนิ เหตุใดพวกเขาถึงตายหรือท่านทหาร ”
ทหารเกราะดำรีบเอ่ย พวกเขารู้แล้วว่าผู้นำตระกูลไป๋หลงหาทางรอดให้กับตัวเองได้แล้ว
“ ท่านจะบอกว่าพวกมันไม่ใช่คนของตระกูลไป๋หลงแล้วเช่นนั้นรึ ”
“ เป็นเช่นนั้น เมื่อวานข้าไล่พวกมันออกไปจากตระกูลไป๋หลงแล้ว เป็นเพราะพวกมันหลานข้าจึงติดย่านโคมแดงไม่เอาการเอางาน นอกจากนั้นยังลักเล็กขโมยของภายในตระกูลไป๋ไปขาย ข้าจึงขับไล่พวกมันออกไปจากตระกูลไป๋หลงพร้อมกับข้ารับใช้ทั้งหมดที่อยู่ข้างกายเขา ”
“ หลานท่านอยู่ที่ใด ข้าต้องการจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว ”
“ เสียใจด้วยท่านทหาร ตระกูลไป๋หลงส่งเขาไปยังภาคกลางเพื่อดัดนิสัย ให้เขาได้อยู่กับท่านลุงที่นั่น”
“ ตั้งแต่เมื่อใด ”
“ เมื่อช่วงเย็นของวัน ข้าไม่รู้ว่าเขาเดินทางออกจากเมืองช่วงเวลาใด คงจะแวะย่านโคมแดงอีกเช่นเคยเพื่อร่ำลา ”
“ ท่านจะบอกว่าหลานชายของท่านไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วอย่างนั้นใช่หรือไม่ ”
“ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว หากเดินทางตั้งแต่ช่วงเย็นตามที่ข้าได้ส่งตัวออกจากหน้าตระกูล ป่านนี้น่าจะออกห่างจากเมืองชุยฉานไปไกลแล้ว ”
ทหารเกราะดำไม่พูดสิ่งใดอีก พวกเขาทำเพียงควบม้าจากไปปล่อยศีรษะทั้ง 8 เอาไว้หน้าตระกูลไป๋หลงเช่นเดิม
“ ท่านผู้นำ เราจะทำเช่นไรกับศีรษะทั้ง 8 ดี ”
“ เอาไปเผาทิ้งนอกตระกูล อย่าให้ข้าได้เห็นอีก ”
ผู้นำตระกูลไป๋หลงมองตามทหารเกราะดำควบม้าจากไป เขารู้สึกโล่งอกเล็กน้อย ทหารเกราะดำเดินทางมายังตระกูลไป๋หลงคงหมายความว่าท่านเจ้าเมืองยังไม่ได้สั่งปิดประตู หลังจากหันหน้าหวังจะเดินกลับเข้าไปในบ้านเขากลับขนลุกซู่แล้วหันมองไปยังทิศทางที่ทหารเกราะม้าจากไป
ปู๊น!
เสียงแตรเขาสัตว์อันมีเอกลักษณ์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง หากมีครั้งที่สามหมายความว่าหลานชายของมันตกที่นั่งอันตรายแล้ว
การเป่าแตรเขาสัตว์ของทหารม้าเกราะดำคือสิ่งที่ทุกคนไม่อยากได้ยินเสียง เมื่อใดก็ตามที่เสียงนี้ส่งออกไป หมายความว่าพวกเขาจะลงมือไล่ล่าเป้าหมายด้วยกำลังทั้งหมดจนกว่าจะถูกจับหรือถูกสังหาร
ปู๊น!
แตรเขาสัตว์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ผู้นำตระกูลไป๋หลงกัดฟันด้วยความโกรธ มันรู้สึกโกรธให้กับหลานชายที่ลงมือโดยไม่ใช้หัวคิดให้ดี
ท่านเจ้าเมืองมีกำหนดดูแลตระกูลม่อ อีกไม่นานกำหนดนั้นจะสิ้นสุดลงแล้ว หลานชายของมันก่อเรื่องจนท่านเจ้าเมืองเคลื่อนไหวด้วยตนเอง หากเป็นเช่นนี้การจะเดินทางไปยังภาคกลางจะเป็นเรื่องอันตรายมากยิ่งขึ้น
เมื่อมันหันมองไปยังเมืองทั้ง 4 ทิศก็พบว่าประตูทางเข้าเมืองบานใหญ่มีเปลวไฟโหมกระหน่ำ สิ่งนี้ย้ำเตือนให้รู้ว่าทหารเกราะดำทำงานแล้ว เปลวไฟบนกำแพงเมืองกำลังส่องสว่างให้แสงแก่เหล่าทหาร
ภายในเมืองชุยฉานที่เต็มไปด้วยความมืดมิดเริ่มมีแสงสว่าง เมื่อรวมเข้ากับแสงของจันทร์เต็มดวง แม้แต่คนธรรมดายังสามารถมองเห็นในช่วงกลางคืน
ม้าหลายพันตัววิ่งไปทั่วเมืองเพื่อตามหานายน้อยตระกูลไป๋หลง ทำให้เกิดเสียงกระทบกันของเกือกม้าและพื้นถนนดังก้องไปทั่วเมือง
ผู้คนส่วนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าเกิดเพลิงไหม้ลุกออกมาจากเตียงเพื่อเฝ้ามองดูการไล่ล่าของทหารเกราะดำในช่วงกลางคืน
เหล่าจอมยุทธ์พเนจรรีบหาโรงเตี๊ยม ใครก็ตามที่เที่ยวภายในย่านโคมแดงรีบกลับตระกูลของตนเองเพราะกลัวจะถูกหมายหัว
ผู้นำตระกูลไป๋หลงที่เห็นรถม้าหลายคันวิ่งผ่านหน้าตระกูลไปด้วยความเร็ว เขาจึงกลับเข้าไปในตระกูลเฝ้ารอคอยข่าวดีจากกลุ่มคนที่ส่งให้ติดตามหลานชายออกจากเมือง นับว่ามันคิดถูกที่ส่งมือดีไปหลายคน ต่อให้จะสังหารทหารเกราะดำไม่ได้ หากทุ่มกำลังไปที่การหลบหนียังพอมีโอกาส.