เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 การก่อสร้างอย่างเต็มกำลัง

            คิดไม่ถึงว่าวันนี้จู่ๆก็ได้ยินว่าหญิงสาวที่เขารักส่งของกินอร่อยๆ มาให้ทำให้เขากลับลืมไปเลยว่าเบื้องหน้ายังมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ท้องว่างอยู่

            เขาหน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอายและกระแอมออกมาสองครั้งเพื่อปกปิดความขัดเขิน ในที่สุดก็ตัดใจพูดว่า “ลุงอวิ๋นไปบอกในห้องครัวว่าให้ยกข้าวเที่ยงของทุกคนออกมากินด้วยกันเถอะ”

            หลังจากพูดจบเขาก็ดันหมูสามชั้นในถ้วยใบใหญ่ไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ว่า “เนื้อชามนี้ก็แบ่งกินด้วยกัน”

            “เยี่ยมไปเลย! ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” ไม่ทันที่ลุงอวิ๋นจะตอบรับอะไรอวี้ฉือหุ่ยก็เป็นคนแรกที่กระโดดขึ้นมาด้วยความดีใจและไม่ต้องให้ลุงอวิ๋นไปแจ้งข่าว เขาก้าวฉึบฉับออกไปอย่างรวดเร็วในไม่ช้าเขาก็ดันพ่อครัวตัวอ้วนสองคนที่ถือกะละมังข้าวใบใหญ่กับต้มกะหล่ำปลีหมูในหม้อใหญ่เดินเข้ามา

            ในขณะที่เขากำลัง“ก่อเหตุฆาตกรรม” ปากของเขาก็ไม่ได้เกียจคร้าน “ดูพวกเจ้าตัวอ้วนสองคนสิหรือว่าเก็บเนื้อดีๆ ไว้กินเองจนหมด ปกติกับข้าวที่ทำถึงได้ไม่อร่อยเลยดีกว่าอาหารหมูไม่เท่าไร สมควรจะส่งพวกเจ้าไปเรียนที่จวนจริงๆ!”

            พ่อครัวทั้งสองคนรู้สึกผิดเป็นอย่างมากหากว่าฝีมือของพวกเขาไม่ดีเมื่อก่อนใครกันที่ยังไม่ทันถึงเวลากินข้าวก็ไปนั่งรออยู่หน้าห้องครัวเพื่อรอกินข้าวทุกวันนี้กลับลืมบุญคุณกันไปเสียแล้ว ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ

            อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสองคนก็แอบมองไปที่หมูสามชั้นน้ำแดงหอมๆชามนั้น ในใจก็รู้สึกอยากจะเรียนรู้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ท่านแม่ทัพที่มีสีหน้าเย็นชามาโดยตลอดวันนี้สีหน้าของเขากลับดูแปลกไปทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเอ่ยปากออกมา

            พ่อครัวทั้งสองคนทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วพวกเขายกข้าวหนึ่งถ้วยและกับข้าวอีกหนึ่งอย่างให้กับทุกคนอย่างรวดเร็วอวี้ฉือหุ่ยยกถ้วยข้าวออกมาเขายิ้มและเดินไปหาลุงอวิ๋นที่หน้าโต๊ะหนังสือเพื่อเร่งให้เขาแบ่งเนื้อ

            ลุงอวิ๋นเองก็ไม่มีทางเลือกเขาจำต้องยกชามหมูสามชั้นน้ำแดงนี้ออกไปจากสายตาของนายน้อยเมื่อเขายกกลับมาวางก็เหลือเพียงห้าหกชิ้นเท่านั้นทำเอาเขาไม่กล้ามองคิ้วที่กำลังกระตุกอยู่ของนายน้อย

            เขาเองก็ตระหนี่มากแล้วเขาแบ่งให้คนละสี่ถึงห้าชิ้นเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมีคนอยู่ในห้องมากมายมีแม่ทัพและรองแม่ทัพอยู่ถึงยี่สิบกว่าคน มีหมาป่ามากแต่มีเนื้อน้อย แต่ก็ยังสามารถแบ่งเนื้อไว้ได้หลายชิ้นดังนั้นเขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว

            ทุกคนเองก็รู้สึกผิดในใจและไม่กล้าโลภอยากได้กับข้าวที่ทำจากเนื้อและกับข้าวมังสวิรัติที่มีอย่างละสองอย่างเพิ่มพวกเขาก้มหน้าและกัดหมูสามชั้นน้ำแดงไปคำเล็กๆ จากนั้นก็กัดข้าวอย่างแรงรสชาติแสนอร่อยนั้นมากพอที่จะชนะทุกอย่าง

            กงจื้อหมิงค่อยๆกินหมูสามชั้นน้ำแดงจนหมด จากนั้นก็เริ่มกินอย่างอื่นเป็นอย่างที่คาดไว้เมื่อเขาเห็นอวี้ฉือหุ่ยจอมซื่อบื้อยื่นหน้าออกมามองอีกแล้วสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเขาก็ทำให้ในใจของกงจื้อหมิงรู้สึกดีขึ้นมาอย่างมาก

            คงไม่ต้องบอกว่าแม่ทัพหลายคนในศาลาที่ว่าการกลายเป็นคนไร้ยางอายเพียงเพราะหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงแค่พูดถึงจวนของสกุลอวิ๋นในตอนนี้ชาวนาทุกคนต่างก็เอาเนื้อหมูกลับบ้านไปอย่างมีความสุข ต่อให้เหล่าภรรยาจะอยากนำอาหารดีๆที่หาได้ยากเช่นนี้มาโรยเกลือเพื่อเก็บเอาไว้ขนาดไหนแต่เมื่อมองไปที่ลูกชายและลูกสาวที่กำลังมองมาพลางน้ำลายไหลสุดท้ายพวกนางก็หั่นออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปผัดกับผักกาดขาวทำให้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ได้กินจนอิ่มท้อง

            หลังจากที่กินดื่มจนอิ่มหนำแล้วเหล่าผู้ชายในครอบครัวก็สวมชุดที่เก่าและโทรมที่สุดไปหาหยวนชิงเหอเพื่อรับมอบหมายงานพวกเขาได้ยินจากที่ผู้ดูแลเฉิงพูดแล้วต่อไปแรงงานทุกคนในจวนจะเริ่มมีการแบ่งของตามกำลังงานที่ทำได้โดยจะนับตอนสิ้นปีว่าจะได้ปริมาณเท่าไร หลักๆ แล้วจะเป็นข้าวสารและเนื้อหมูรวมไปถึงผ้าฝ้ายและผ้าดิบ

            ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อให้ภรรยาและลูกได้กินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่เขาจะใช้แรงงานมากสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วยิ่งไปกว่านั้นจากที่ดูแล้วเหมือนว่าเจ้าบ้านคนใหม่จะเป็นคนที่ใจดีและสมเหตุสมผล

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นก็เริ่มก่อสร้างกันอย่างกระตือรือร้นและขยันขันแข็ง

            ติงเหว่ยยุ่งจนไม่มีเวลามาสนใจลูกชายนางก็เลยพาเจ้าเด็กดื้อไปฝากไว้กับเฉิงเหนียงจื่อที่ใต้ต้นสาลี่เพื่อให้เล่นกับเอ้อร์หวา แล้วนางก็หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาและพาอวิ๋นอิ่งที่เพิ่งกลับมาจากการส่งข้าวไปเดินทั่วอาณาเขตไม่รู้ว่าหลี่ฉายเจ้าบ้านคนก่อนหวาดกลัวในชื่อเสียงของกงจื้อหมิงหรือว่ารีบหนีตายกันแน่ เขาถึงได้ทิ้งพืชผลที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวเอาไว้ถึงแม้จะไม่มากเท่าไรแต่ก็มีข้าวและข้าวโพด แค่ซื้อข้าวกับแป้งมาเพิ่มสักหน่อยแล้วกินผสมกันไปก็เพียงพอให้ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นมีอาหารไปถึงปีหน้าแล้วอีกอย่างในห้องเก็บของใต้ดินยังมีมันฝรั่งและมันหวานมากกว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังมีผักกาดขาวหัวไชเท้าอีกจำนวนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งพืชผลและกับข้าวช่างเต็มไปด้วยของดีๆ จริงๆ

            แต่เมื่อดูที่โกดังเก็บของกลับไม่มีของดีอะไรแต่ก็มีถ้วยชามกระเบื้องหนาๆ หลายสิบชุด แล้วก็โต๊ะและม้านั่งยาวอีกไม่น้อย

            ติงเหว่ยเห็นแล้วก็มีความสุขนางให้ลุงหลี่และคนอื่นๆ ช่วยกันทำความสะอาดห้องว่างสองห้องที่เรือนนอกห้องหนึ่งให้จัดโต๊ะและเก้าอี้เอาไว้ อีกห้องหนึ่งให้จัดวางเตียงเตาตัวใหญ่ต่อไปเวลาที่กงจื้อหมิงพาองครักษ์กลับมาก็จะได้มีที่กินที่อยู่อย่างสะดวก

            อวิ๋นอิ่งนึกถึงเสียงอึกทึกครึกโครมในเมืองและมองติงเหว่ยที่ยังคงนิ่งสงบ ในใจนางทั้งรู้สึกนับถือและแปลกใจนางอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “แม่นาง เอ่อ บางทีสงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วท่านไม่กลัวอย่างนั้นหรือ?”

            ติงเหว่ยที่ถูกถามก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นนางก็ยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่ว่ายังมีนายน้อยอยู่หรอกหรือหากว่าปล่อยให้คนมาโจมตีพวกเราจนถึงที่นี่งั้นชื่อเสียงท่านแม่ทัพใหญ่ไร้พ่ายของเขาก็คงจะสูญเปล่า อีกอย่างหากจะต้องอยู่กับความอกสั่นขวัญแขวนทั้งวัน จะใช้ชีวิตต่อไปยังไงกัน?”

            หลังจากพูดจบนางก็หันไปมองรอบๆ อาณาเขตผืนดินแห่งนี้ทั้งหมด “ข้าเคยได้ยินประโยคหนึ่งพูดว่าดูแคลนศัตรูใทางยุทธศาสตร์ เห็นคุณค่าศัตรูในทางยุทธวิธี [1]พวกเรามีกำแพงที่สูงตระหง่าน เสบียงอาหารที่มากมาย แล้วก็ค่อยๆ …เอ่อ สรุปก็คือเชื่อใจในตัวท่านแม่ทัพแล้วก็เตรียมการให้พร้อมรับมือเท่านั้นก็พอแล้ว”

            อวิ๋นอิ่งเองก็สงสัยว่าคำพูดที่ถูกดึงกลับไปเหล่านั้นคืออะไรแต่นางก็ไม่ได้ถามซักไซ้ต่อ แต่ทันใดนั้นจู่ๆติงเหว่ยกลับนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “ในจวนแห่งนี้มีเส้นทางลับใช่ไหม?”

            “แม่นางรู้ได้ยังไงกัน? ข้าตื่นเช้ามาเพื่อตรวจสอบห้องด้านในของเรือนหลักมีเส้นทางลับอยู่หนึ่งเส้นซึ่งจะนำไปที่ถ้ำหนึ่งบนภูเขาตงซานและถ้ำบนภูเขานั้นก็เชื่อมต่อกับโพรงไม้ของต้นสาลี่ต้นหนึ่งที่เหี่ยวเฉาตายไปแล้วข้าเดาว่าคงต้องเป็นของเจ้าบ้านคนก่อนแน่ๆ เขาซ่อนเงินทองไว้ที่นั่น และทิ้งไว้เพียงหีบที่ว่างเปล่าสองใบเท่านั้น”

            อวิ๋นอิ่งเดิมทียังไม่มีเวลามารายงานเรื่องนี้นึกไม่ถึงเลยว่าติงเหว่ยกลับคาดเดาไว้ได้ล่วงหน้าแล้ว

            ติงเหว่ยที่ได้ฟังก็ดวงตาเป็นประกายนางรู้สึกอยากเล่นขึ้นมาก็เลยพาอวิ๋นอิ่งปลีกตัวจากลูกชายที่กำลังเล่นอยู่นอกบ้านจากนั้นก็เดินเข้าไปในเส้นทางลับจริงๆ จากนั้นก็เดินออกมาด้วยหน้าตามอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นแล้วนางก็พูดว่า “เส้นทางลับนี้นอกจากพวกเราแล้วจะไม่ให้คนอื่นรู้อีกเป็นอันขาดเจ้าอย่าลืมเอาเสบียงอาหารและน้ำสะอาดไปวางไว้ที่ถ้ำบนภูเขาแห่งนั้นสักหน่อยด้วยปกติก็ขยันเข้าไปเปลี่ยนของพวกนี้สักหน่อยไม่แน่ว่าบางทีวันหนึ่งอาจต้องใช้ขึ้นมา”

            อวิ๋นอิ่งพยักหน้าและตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง

            ติงเหว่ยสั่งเรื่องนี้ออกมาแล้วก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้วใครเล่าจะนึกว่านางไม่ได้แค่เล่นสนุกไปชั่วขณะแต่กลับได้ใช้ประโยชน์จริงอย่างรวดเร็วจริงๆ

            ดังสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่ามีคนเยอะก็ทำงานง่ายมากขึ้น มีคนน้อยก็กินอาหารได้ง่ายมากขึ้นทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นต่างก็มีความหวังครอบครัวชาวนาแต่ละครอบครัวต่างก็ทำงานอย่างหนัก ในเวลาเพียงไม่กี่วันจึงมีอิฐดินจำนวนมากที่ถูกตากแห้งอยู่บริเวณเชิงเขาตงซานเสาไม้ที่หนาเท่าแขนของชายหนุ่มก็ถูกกองไว้สูงประมาณครึ่งหนึ่งของคนรอจนกระทั่งลมเหนือพัดผ่านมาอย่างสนุกสนานอิฐดินพวกนั้นก็แข็งแรงและทนทานราวกับอิฐทนไฟ และเสาไม้ก็แห้งสนิท

            และยังจำเป็นต้องไปจ้างช่างก่ออิฐมาจากในเมืองครอบครัวชาวนาล้วนมีความสามารถรอบด้านหากจะพูดว่าสร้างเรือนหลังใหญ่สักหลังพวกเขาเองก็ไม่กล้าโอ้อวดทว่าสร้างบ้านดินเป็นเล้าหมูเล้าไก่นั้นพวกเขาสามารถทำได้

            ดังนั้นภาพที่เห็นก็คือคอกหมูสองแถวและที่ด้านนอกก็มีคอกไก่อีกสองแถวสูงเท่าความสูงของคนสองคนอย่างรวดเร็วราวกับว่าเมื่อลมพัดก็สูงขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ในวันนี้ตอนเที่ยงจึงรีบจุดประทัดจากนั้นทุกคนต่างก็ตะโกนออกมาพร้อมๆ กันและวางคานหลังคาลงไป

            ติงเหว่ยกำชับให้ป้าหลี่จัดโต๊ะอาหารเพื่อตอบแทนเหล่าชาวนาที่ทำงานอย่างหนักมาเป็นเวลานานเดิมทีเหล่าชาวนาหวังว่าจะได้รับรางวัลเพิ่มเติมจากเจ้าบ้านสักหน่อยไหนเลยจะนึกว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้พวกเขาตื่นเต้นและวิ่งกลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นชุดที่ดีที่สุดจากนั้นพวกเขาก็ถูมือไปมาอย่างระมัดระวัง นั่งลงในเรือนด้านนอกแล้วก็ยกจอกเหล้าขึ้นมา

            ช่วงนี้เฉิงต้าโหยวก็ยุ่งไปด้วยกันกับทุกคนใบหน้าของเขาถูกแดดเผาไหม้จนดำคล้ำตอนนี้เขากำลังเป็นตัวแทนของเจ้าบ้านในการเชิญชวนให้ดื่มเหล้าเดิมทีเขาก็เป็นเถ้าแก่มาก่อน ทุกวันนี้ได้รับความไว้ใจจากเจ้าบ้านถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จไม่ว่าเขาจะพูดหรือจะทำอะไรก็ราบรื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

            หลังจากที่เหล้าเก่าแก่เข้าไปในปากของพวกเขาสองชามกินผัดกะหล่ำปลีกับเนื้อหมูชามใหญ่เข้าไปจนปากมันเยิ้มในที่สุดพวกเขาก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก

            เฉิงต้าโหยวเองก็ถือโอกาสจากตอนที่ทุกคนกำลังเมาแจกจ่ายงานใหม่ไปให้นั่นก็คือการรับซื้อลูกหมูและแม่ไก่ อย่างไรเล้าหมูและเล้าไก่ก็สร้างเสร็จแล้ว ไม่ควรจะปล่อยให้ตากแดดเอาไว้เปล่าๆแม่นางติงก็เคยบอกไว้ว่าพอถึงตอนตรุษจีนจะส่งหมูและไก่ไปให้ท่านแม่ทัพเพื่อเอาไว้เป็นรางวัลให้แก่ทหาร

            แม้ว่าชาวนาจะมีชีวิตอยู่อย่างอัตคัดแต่ไม่ว่าใครก็มีญาติและเพื่อนฝูงรวมถึงในหมู่บ้านสือหลี่ปาก็มีคนรู้จักตั้งหลายคนงานที่เจ้าบ้านมอบหมายให้นั้นแค่ต้องพูดให้มากสักหน่อยดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงตอบตกลงไปโดยปริยาย

            หลังจากงานเลี้ยงจบพวกเขาก็กลับไปเยี่ยมบ้านกันสักหน่อยแม่พาหลานชายไป แม่สามีถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยแป้งปิ่งออกจากประตูไปอันนี้เอากลับไปที่บ้านแม่ อันนั้นเอากลับไปเยี่ยมลุงเพียงหนึ่งวันทุกคนในรัศมีสิบลี้ต่างก็รู้ว่าเจ้าบ้านคนใหม่ที่หมู่บ้านหลี่เจียจวงต้องการรับซื้อลูกไก่และลูกหมูหรือถ้าไม่มีสองอย่างนี้ไข่ไก่พวกเขาก็รับ

            หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติทุกบ้านต่างก็ต้องการขุดน้ำมันและเกลือ[2] ออกมาจากก้นของแม่ไก่ ผู้ใดจะตัดใจขายได้ แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ไม่สงบไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเกิดสงครามขึ้นมา ต่อให้เหล่าทหารที่ก่อกบฏจะไม่ทำร้ายหรือรังแกประชาชนแต่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าทหารเร่ร่อนจะปล่อยผ่านไปเกรงว่าหมูและไก่ในบ้านก็คงจะไม่เหลือแม้แต่ขนสักเส้นมิสู้ขายออกไปแล้วแลกเป็นเสบียงอาหารกลับมาจะดีกว่า

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทยอยใช้เกวียนใส่ลูกหมูและลูกไก่ที่โตสักหน่อยจากบ้านตนเองมาและก็แบกตะกร้าใส่ไข่ไว้ที่ด้านหลังมาที่จวนสกุลอวิ๋นสุดท้ายพวกเขาก็เข็นเสบียงอาหารที่จำนวนไม่มากก็น้อยกลับบ้านตนเองไป

            สะสมทีละเล็กทีละน้อยก็จะได้เยอะรวบรวมทรายก็จะกลายเป็นหอคอย[3]

            หลังจากผ่านไปครึ่งเดือนเล้าหมูของสกุลอวิ๋นก็มีลูกหมูตัวเล็กและตัวใหญ่ถึงสามสิบกว่าตัวในเล้าไก่ก็มีแม่ไก่ลูกไก่ส่งเสียงเรียกจิ๊บๆ ไม่หยุดแม้แต่ไข่ไก่สีแดงก็เก็บได้ถึงสี่ห้าร้อยฟองแล้ว

            ติงเหว่ยเลือกวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและพาป้าหลี่กับเสี่ยวชิงไปทำความสะอาดโหลดินเผาขนาดใหญ่หลายใบจากนั้นก็เอาไข่ไก่ลงไปล้างให้สะอาดจากนั้นก็ชุบลงไปในชามเหล้าและเอาไปกลิ้งบนเกลือหนึ่งรอบ แล้วก็ค่อยๆใส่ลงไปในโหลดินเผาจากนั้นก็ปิดฝาให้แน่นและเอาไปไว้ที่ห้องเก็บของใต้ดินเพื่อรอกินไข่ไก่แดงเค็ม

            ในความเป็นจริงแล้ววิธีการนี้รสชาติอาจไม่ดีเท่ากับการพอกด้วยโคลนสีเหลืองทองหรือแช่ในน้ำเกลือที่ผสมด้วยพริกไทยแต่ว่ากลับชนะที่ใช้เวลาน้อยกว่า หากจะพูดเรื่องไข่เค็ม ไข่เป็ดใช้ทำไข่เค็มได้ดีที่สุดแต่น่าเสียดายที่เป็ดกินอาหารเยอะและชอบน้ำ ครอบครัวชาวนาเองก็ไม่ค่อยเลี้ยงกันทุกวันนี้ในเวลาเช่นนี้ยังสามารถเก็บไข่ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

            กว่าเรื่องเหล่านี้จะเสร็จวันเวลาก็ก้าวเข้าสู่เดือนสิบสองแล้วต่อให้สภาพอากาศที่เฉียนโจวจะอุ่นกว่าชิงผิงสักหน่อย แต่ในฤดูหนาวอย่างไรก็ไม่เหมือนฤดูใบไม้ผลิทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นล้วนเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าฝ้ายมาตั้งนานแล้ว แม้แต่เหล่าชาวนาเองก็หาวิธีการต่างๆออกมา บ้างก็ใส่ชุดหนังแกะ บ้างก็ใส่หมวกคุณภาพแย่ๆสรุปก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาอุ่น

            ในทางกลับกันกงจื้อหมิงที่อยู่ในเมืองกำลังกังวลเรื่องเสื้อคลุมกันหนาวสำหรับทหารเป็นอย่างมากก่อนหน้านี้ฝ่ายพาณิชย์ได้ฝ่าอันตรายไปซื้อผ้าฝ้ายและผ้าเนื้อหยาบกลับมาเป็นจำนวนมากทว่าตอนนี้กลับหาคนมาเย็บเป็นเสื้อกันหนาวและรองเท้าไม่ทัน

            เฉียนเหลียงที่คอยบริหารจัดการเฉียนโจวในช่วงนี้เขาคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาดเฉลียวและมีความสามารถ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเขากลับไม่มีข้อคิดเห็นดีๆเลย ในที่สุดเขาก็คิดและแนะนำออกมาว่า “ท่านแม่ทัพมิสู้เราแจกจ่ายผ้าฝ้ายและผ้าเนื้อหยาบให้ทุกครัวเรือนในเมือง กำหนดเวลาที่จะต้องเสร็จจากนั้นก็ค่อยเก็บกลับมา”

            -----------------------------------------

            [1] ดูแคลนศัตรูในทางยุทธศาสตร์ เห็นคุณค่าศัตรูในทางยุทธวิธี 在战略上藐视敌人,在部署上重视敌人หมายถึงการพัฒนาจะต้องไม่ดูถูกตนเอง ให้คิดเสมอว่าตัวเราสามารถทำในสิ่งที่คาดหวังได้สำเร็จเหมือนเวลาวางยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์เอาไว้ว่าจะสามารถเอาชนะศัตรูได้แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทะนงตนมากจนเกินไปเมื่อใช้ยุทธวิธีออกรบย่อมต้องระแวดระวังศัตรูอยู่เสมอ

            [2] น้ำมันและเกลือ 油盐มาจากคำว่าฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และชา(柴米油盐酱醋茶)ซึ่งเป็นสิ่งของ 7สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันของคนจีนสมัยก่อน จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “ปากท้อง”หรือใช้อุปมาถึงสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต

            [3] สะสมทีละเล็กทีละน้อยก็จะได้เยอะ รวบรวมทรายก็จะกลายเป็นหอคอย 积少成多,聚沙成塔หมายถึงการสะสมสิ่งของจำนวนเล็กน้อยและเปลี่ยนให้มีปริมาณหรือคุณภาพที่มากขึ้น‌สำนวนทั้งสองเน้นพูดถึงการสั่งสมอย่างต่อเนื่องและการทำงานหนักแล้วเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือความสำเร็จที่ต้องการได้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577