บทที่21 ลู่ชิงนักสังคมสงเคราะห์
ระหว่างนั่งรถเกวียนที่พี่ใหญ่ลู่เหวินเป็คนขับนำทางพาเด็กทั้งสองไปส่งยังจุดหมาย ลู่ชิงด้วยอยากรู้เื่ราวของเด็กทั้งคู่ จึงซักถามออกไปจนได้ความว่า เด็กชายที่นางช่วยเขาไว้ชื่อ หลิวหยางติง เขาอยู่ในวัย10หนาวเท่ากันกับนาง ส่วนน้องสาวของเขานั้นชื่อ หลิวลี่ถิง อายุเพียง4หนาว เขายังมีน้องชายคนรองอีกคนอายุ6หนาวชื่อ หลิวห่าวอู๋ ทั้ง3คนเป็คนตระกูลหลิวที่มาจากเมืองหลวง พวกเขานั้นอาศัยพักแรมที่วัดร้างซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวตลาดมากนัก
เดิมทีเมื่อ5เดือนก่อนพวกเขาเดินทางติดตามพ่อแม่มาทำการค้าทางตอนใต้ ซึ่งก็เป็เื่ปกติของครอบครัวของพวกเขาที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเป็หมู่คณะแบบนี้มาโดยตลอด แต่การเดินทางครั้งล่าสุดกลับมีพวกโจรป่าเข้ามาดักปล้น พวกมันจิตใจโหดร้ายสังหารท่านพ่อท่านแม่ของพวกเขาในทันที แม้ท่านพ่อท่านแม่จะอ้อนวอนขอเพียงแค่ไว้ชีวิตพวกเขาไว้ ยินดีมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่ติดตัวมาให้จนหมดและสัญญาว่าจะไม่แจ้งแก่ทางการ แต่พวกมันก็มิยินยอมหมายจะเอาชีวิตพวกเขาทั้งหมด เป็เพราะบ่าวที่ติดตามมาด้วยนั้นได้พยายามบังคับรถม้าพาพวกเขาหลบหนี ทั้งยังมีเหล่าผู้คุ้มกันรับจ้างที่จ้างวานมาด้วยช่วยถ่วงเวลาเอาไว้ ทำให้พวกเขาหนีเอาชีวิตรอดมาจนได้ ระหว่างทางหลบหนีบ่าวคนสนิททั้งสองคนได้แนะนำพวกเขาว่า ควรมาขอความช่วยเหลือจากญาติผู้พี่ของท่านแม่ที่ทำการค้าขายอยู่เมืองนี้เพราะเป็เมืองที่ใกล้ที่สุด
ครั้นพอมาถึงกลับพบเพียงจวนร้างสืบได้ความว่าโยกย้ายไปอยู่เมืองอื่นหลายปีแล้ว เมื่อไม่มีใครให้พึ่งพา ก็ได้แต่เอาสิ่งของมีค่าที่เหลือรอดติดตัวมานำไปขาย หาเช่าบ้านอยู่กัน5ชีวิต บ่าวคนสนิทท่านพ่อออกมารับจ้างงานตามร้านค้าต่าง ๆ แต่ไม่มีคนรับ จึงได้ไปรับจ้างแบกหามข้าวของให้กับผู้คนในตลาดที่้าขนถ่ายไปยังเกวียนหรือรถม้าของตน สาวใช้คนสนิทของท่านแม่พยายามปักผ้าไปขายตามร้านผ้าพอมีเงินมาจุนเจือในบ้านอยู่บ้าง แต่โชคร้ายล่าสุดสาวใช้นางนั้นพลัดตกลงไปในคูน้ำระหว่างทางกลับมาจากขายผ้าปัก แม้มีชาวบ้านช่วยเหลือชีวิตไว้ได้ทัน แต่มันก็ส่งผลให้นางมีร่างกายที่อ่อนแอเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้งเมื่อเวลาที่ต้องลมเย็น ส่วนเหตุที่พวกเขาต้องมาอาศัยอยู่ในวัดร้างก็เนื่องมาจากพวกเขาค้างจ่ายค่าเช่าบ้านมาเกือบ2เดือน จนโดนไล่ออกมาจากบ้าน จึงทำให้ต้องมาอาศัยวัดร้างแห่งนี้เป็ที่ซุกหัวนอนของทั้ง5ชีวิตนั่นเอง
ลู่ชิงมองภาพวัดร้างที่เก่าผุพังตั้งอยู่ในห่างจากตัวตลาด ตรงหน้าพวกเขากำลังมีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งออกจากประตูวัดพุ่งเข้ามาหาเด็กสองพี่น้องแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ท่านได้ยามาไหมขอรับ ตอนนี้พี่เจียวเหมยตัวร้อนมากเลย ส่วนท่านอาเติ้งหลุนก็ยังไม่ฟื้นเลยั้แ่าเ็เมื่อวาน ข้าทำอะไรไม่ถูกแล้วขอรับ”
เด็กชายตัวน้อยที่เดาว่า เป็น้องรองของหยางติงเอ่ยขึ้นอย่างรีบเร่งทำให้หยางติงรีบวิ่งเข้าไปดูข้างในทันที
ลู่ชิงถือวิสาสะเดินตามหลังสามพี่น้องตามไปในโถงของวัดร้างแห่งนั้นด้วย ทำให้พี่ใหญ่พี่รองและน้องเล็กของนางต้องเดินตามเข้าไปด้วยเช่นกัน
เมื่อเดินเข้ามาจนถึงด้านในสุด นางพบร่างของบ่าวชายหญิงที่พวกเขาพูดถึงก่อนหน้า กำลังนอนสลบไสลไม่ได้สติ ครั้นนางพิจารณาฝ่ายชายพบว่าตามเนื้อตัวมีร่องรอยฟกช้ำอยู่ทั่วบริเวณลำตัวบางแห่งมีเืไหลซึมอยู่มากใบหน้าบูดบวมเป็สีม่วง ส่วนฝ่ายหญิงกำลังนอนขดตัวด้วยท่าทางหนาวสั่น ริมฝีปากแห้งแตกเป็ขุย เนื้อตัวและใบหน้าเป็สีแดง ลู่ชิงลองใช้มือแตะไปที่หน้าผากพบว่าเนื้อตัวนางร้อนมากคงเป็เพราะพิษไข้ที่กำลังขึ้นสูง นางบอกให้3พี่น้องช่วยกันหาอ่างน้ำและผ้าสะอาดมาชุบน้ำเพื่อเช็ดตัวให้พี่สาวนางนี้ ลู่ชิงอาสาช่วยเช็ดตัวให้นางเองโดยขอให้พวกเด็กผู้ชายออกไปก่อน นางจะอยู่กับลี่ถิงสองคนเอง
หลังจากเช็ดตัวเสร็จนางเรียกให้ทุกคนกลับมา และเริ่มอธิบายวิธีการเช็ดลดไข้อย่างถูกต้องให้พวกเขาทราบโดยให้หยางติงลองเช็ดตัวตามคำบอกของนางให้กับบ่าวชายที่หมดสติ เหตุเพราะหากปล่อยทิ้งไว้ให้ไข้ขึ้นสูงมากจะเกิดอันตรายได้ โลกเก่านางเคยต้องดูแลคุณย่าที่ป่วยหนักจึงได้เรียนรู้วิธีการเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีมาด้วย ลู่ชิงเริ่มสอนพวกเขาให้เช็ดเข้าหาหัวใจ เริ่มจากใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดใบหน้า และพักผ้าไว้ที่หน้าผาก ซอกคอ ทำซ้ำ3-4ครั้ง จากนั้นเช็ดหน้าอกและลำตัว ต่อไปเช็ดแขน เริ่มจากปลายแขนเข้าหาต้นแขนและรักแร้เป็การเช็ดในลักษณะย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน ควรทำซ้ำสัก3-4ครั้งและพักผ้าเอาไว้ที่ข้อพับแขนและรักแร้ ส่วนของขานางให้เช็ดจากปลายขาเข้าหาต้นขาและขาหนีบ ทำซ้ำ3-4ครั้งและพักผ้าไว้บริเวณใต้เข่าและขาหนีบสิ่งสำคัญคือไม่ควรถูผ้าขึ้นลงไปมาให้เช็ดย้อนเข้าหาตัวหรือจำง่ายๆ คือเข้าหาหัวใจทุกครั้งและเวลาที่ใช้เช็ดตัวต้องไม่ต่ำกว่า1เค่อ (15นาที) หลังเช็ดตัวสาวใช้นางนี้พอมีสติขึ้นมาบ้าง ลู่ชิงจึงให้สาวใช้นางนั้นดื่มน้ำสะอาดเข้าไปอีก1ชามใหญ่เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากร่างกายขณะที่เราเป็ไข้
หลังจบการเช็ดตัวลู่ชิงผู้อยากรู้ก็เอ่ยถามหยางติงออกไปว่าบ่าวชายของเขาไปทำอะไรมาจึงมีสภาพร่างกายเยี่ยงนี้ ได้ความว่าถูกพวกขอทานนักเลงรีดไถและรุมทุบตีแย่งชิงเงินค่าแรงจากการทำงานไป พวกเขาไม่มีเงินติดตัวเพื่อนำมาซื้อยา เมื่อเช้าหยางติงจึงเดินเท้าเข้าไปรับจ้างแบกของในตลาดหวังว่าจะนำเงินไปซื้อยามารักษาพวกเขา
เมื่อลู่ชิงได้ฟังเื่ราว จะให้นางอยู่นิ่งเฉยตัดใจกลับบ้านไปเลยก็ทำไม่ได้ จะพาพวกเขากลับในทันทีก็ทำไม่ได้เช่นกัน
“พี่ใหญ่พี่รองข้ามีเื่ปรึกษาท่านสองคนเ้าคะ ข้าได้ฟังเื่ราวจากหยางติงแล้วข้ารู้สึกไม่สบายใจอยากให้ความช่วยเหลือ ข้าควรทำอย่างไรดี บ่าวชายคนนั้นดูอาการหนักมาก หากพวกเราไม่ช่วยก็เกรงว่า….”
“เฮ้อ!..แต่ข้านึกไม่ออกนี่สิว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไรในตอนนี้ จะพากลับไปให้ท่านปู่ท่านลุงรักษาในทันทีก็คงไม่ได้เสียด้วย คงต้องรอปรึกษาพวกเขาเสียก่อน แต่หากจะปล่อยทิ้งไว้คืนนี้อาการก็ต้องแย่ลงเป็แน่”
“ข้าว่าเราพาบ่าวชายหญิงไปร้านยาเฟิงจินของท่านปู่เกาก่อนเถอะ ที่นั่นทางด้านหลังร้านเปิดเป็โรงหมอเล็กๆ คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนแถมท่านหมอทั้งหมดในร้านนั้นก็เป็บรรดาลูกศิษย์ฝึกหัดของท่านปู่เราเองด้วย”
ลู่ฉีเอ่ยความเห็นของตนเองออกมา
“ข้าก็เห็นตามน้องรอง ส่วนพวกเด็กทั้งสามคนก็ให้ตามไปช่วยดูแลคนเจ็บที่โรงหมอก่อน ส่วนหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อกับพวกเขาคงต้องรอปรึกษาท่านปู่กับท่านพ่อดู”
ลู่เหวินเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกคน
เมื่อได้ข้อสรุปพวกเขาจึงพากันโยกย้ายทั้งคนป่วยคนเจ็บขึ้นเกวียนและพาย้อนกลับไปยังตลาดจุดหมายปลายทางคือโรงหมอของท่านปู่เกา