Ep 004 :: ลักพาตัว
วันเวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทุก ๆ วันแทบไม่มีเวลาว่างเลย
...จวบจนตอนนี้ฉันก็อายุเกือบครบหกปีแล้ว
ทุก ๆ วันในตอนเช้าฉันต้องตื่นมาโคจรพลังปราณก่อนออกกำลังกาย ฝึกฝนวรยุทธ์ที่บิดาและพี่ชายถ่ายทอดสอนสั่งให้ด้วยตนเอง (ตามที่เวลาจะเอื้ออำนวย) จนกระทั่งแดดเริ่มแรง มีเวลาพักประมาณครึ่งชั่วยามก่อนที่จะไปเริ่มเรียนหัดเขียนอักษร
บางวันก็ได้ร่ำเรียนดนตรี วาดภาพ ปักผ้า ร่ายรำ เดินหมาก สลับวนกันไปเป็หลักสูตรกุลสตรีที่เด็กสาวตระกูลผู้ดีทุกคนต้องเจอ แต่คนส่วนใหญ่จะเริ่มเรียนพื้นฐานกันเมื่ออายุครบหกปี
นับได้ว่าฉันเริ่มเรียนเร็วมาก และแน่นอนว่าเป็การฝึกฝนที่เร็วเว่อร์ จนบิดามารดาต้องจ่ายค่าปิดปากเหล่าอาจารย์ไม่ให้แพร่งพรายกันให้จ้าละหวั่น
ส่วนตอนเย็นก็ออกกำลังกายเบา ๆ นั่งสมาธิฝึกปราณอีกครั้ง ก่อนจะพักผ่อนแบบจริงจังในห้องหับ
ถึงจะบอกว่าพักผ่อนก็เถอะ ตอนอยู่คนเดียวฉันก็ฝึกยุทธ์จากคัมภีร์ที่พระเ้าเป็คนหาให้ แถมยัง (โดนฉันอ้อนแกมบังคับ) สอนพื้นฐานให้อีกต่างหาก ถึงว่าจะแค่อธิบายปากเปล่าก็ตามที
จนตอนนี้ฉันเริ่มหัดขึ้นวิถีที่สามของปราณเหมันต์เยือกแข็งทั้งเจ็ดวิถีแล้ว และด้วยทักษะยุทธ์ที่ไม่มีที่ไหนเหมือน ทั้งยังเลิศล้ำจนไม่อาจหาใครมาเทียบเคียง อุปกรณ์ป้องกันตัวที่เลิศล้ำจากอนาคตทำให้ฉันเริ่มมั่นใจว่าจะปกป้องตัวเองได้มากขึ้น
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
“ฮ้าา!”
ว่ากันตามจริงแล้ววรยุทธ์ในโลกนี้แทบไม่เหมือนกันกับในนิยายที่เคยอ่าน ๆ มาเลย จะบอกว่าเป็ยุคแรกเริ่มของพลังปราณก็เป็ได้
ในโลกนี้แบ่งพลังปราณออกเป็สิบขั้น คนธรรมดาสามัญที่ฝึกแบบไม่จริงจังหรือไร้พร์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นสอง เท่าที่ได้ฟังมากสุดจะอยู่ที่ขั้นแปด
มีตำนานเล่าว่าหากทะลุผ่านขั้นสิบไปได้จะได้ความเยาว์วัยอันเป็นิรันดร์มา
...ซึ่งในส่วนนี้ฉันมองว่าคงไม่เป็ความจริง หรือไม่ก็คงไม่มีใครไปถึง ไม่งั้นยุคที่ฉันตายจากมาคงมีคนที่รู้เื่ปราณบ้างแล้ว ไม่ปล่อยให้เป็แค่ตำนานจากหนังหรือซีรีส์หรอก
พลังปราณจะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น หากควบคุมจนชำนาญจะสามารถถ่ายปราณไปยังอาวุธคู่กายทำให้อาวุธนั้นหักยาก ทั้งยังเพิ่มพลังในการทำลายล้าง
หากถ่ายพลังไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นทำงานได้เหนือธรรมดา เช่นถ่ายพลังไปที่ขา แม้มันเป็แค่การะโไปที่ต่าง ๆ ก็ะโได้สูงและเร็วยิ่งกว่ารถยนต์เต่า ๆ ด้วยซ้ำ (แต่ดูเหมือนว่าจะใช้เหาะไม่ได้นะ) ถ้าถ่ายไปที่มือ หมัดเดียวก็เพียงพอจะป่นอวัยวะคนธรรมดาให้แหลกละเอียดได้
ในโลกนี้ไม่มีคัมภีร์ยุทธ์ที่เปลี่ยนปราณเป็ธาตุต่าง ๆ แล้วปล่อยออกมาสู่ภายนอกแบบในนิยาย ทว่าคัมภีร์ที่ฉันได้สามารถทำได้ (แม้มันจะยากมากกว่าจะฝึกได้ก็ตาม)
ดังนั้นฉันจึงเชื่อมั่นว่าหากฉันฝึกสำเร็จ คนบนโลกนี้หากมีพลังต่ำขั้นกว่ารับรองว่าฆ่าฉันไม่ได้ง่าย ๆ แน่
ที่สำคัญคนในยุคนี้ได้รับคำสอนที่เหมือนกับว่าการใช้ปราณมีขีดจำกัดที่แน่นอน ทำให้วิถีแห่งยุทธ์ถูกจำกัดไม่อาจก้าวหน้า ต่างกับคนยุคใหม่แบบฉันที่มีความคิดเปิดกว้างสร้างสรรค์กว่า ทั้งยังมีพระเ้าช่วยชี้แนะเป็บางอย่าง ทำให้การพัฒนาไม่มีจุดสิ้นสุด
...ต้นทุนดีก็แบบนี้แหละ
แต่กระนั้นฉันก็รู้ตัวเองดีว่าห้ามประมาทไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม
...เพราะความรู้แค่ทฤษฎีมีหรือจะสู้ประสบการณ์ และสำหรับฉันจะบอกว่าประสบการณ์ลงสนามจริงแทบเป็ศูนย์ก็ว่าได้
“ปิงเอ๋อร์ วันนี้พอก่อนเถิด”
“...พี่ใหญ่”
หยางหย่งเลี่ยพี่ชายคนโตปัจจุบันอายุสิบสี่ปี แม้จะยังไม่เติบใหญ่เต็มที่แต่ความองอาจสง่างามกลับมีอยู่เต็มเปี่ยม ทั้งยังหล่อเหลาสุขุมเป็ที่หมายปองของบรรดาขุนนางมากมาย พวกเขาแทบจะจัดลูกสาวขึ้นเกี้ยวใส่พานยกให้พี่ชายถึงที่ด้วยซ้ำ
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยสนใจใครนอกจาก...ฉัน (ช่างเป็พี่ชายที่ดีเสียจริง)
“เหนื่อยมากแล้ว พักสักหน่อยเถอะนะ”
“เ้าค่ะ”
“ดีมาก เด็กดีของพี่”
หย่งเลี่ยพูดเสียงอ่อนพร้อมกับเดินมาหยิบกระบี่ไม้ในมือเล็กของฉันไปเก็บที่ชั้นวาง ร่างสูงย่อตัวลงหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของฉันอย่างแ่เบา
พี่ชายที่อ่อนโยนใจดี แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว ถ้าเป็ไปได้ฉันก็อยากจะเอาคัมภีร์ยุทธ์ที่ตัวเองมีให้เขาได้ฝึก แต่หากวรยุทธ์เ่าั้ถูกเผยแพร่ออกไป รับรองได้ว่าโลกจะบังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่มีพี่ชายเป็จุดศูนย์กลาง เขาคงเป็อันตรายเกินกว่าที่เป็อยู่
อีกทั้งฉันก็ไม่รู้จะแถยังไงให้ความลับของตนเองไม่แตกด้วย และนั่นคงเป็การหาเื่ใส่ตัวที่ไม่ฉลาดเลย
...ความลับก็ให้มันเป็ความลับไปดีแล้ว
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไม่รีบไปค่ายทหารหรือเ้าคะ?”
“วันนี้ท่านพ่อไม่อยู่พี่จึงอยู่เป็เพื่อนเ้า ไม่ดีงั้นรึ?”
“พี่ใหญ่ไยต้องทำหน้างอเช่นนั้น พี่ใหญ่อยู่เป็เพื่อนข้า ข้าย่อมดีใจอยู่แล้ว”
“ปิงเอ๋อร์น้องพี่ไยจึงน่ารักถึงเพียงนี้”
ทันทีที่ส่งยิ้มสดใสให้อีกฝ่าย หย่งเลี่ยก็ตะครุบร่างเล็กของฉันเข้าไปในอ้อมกอด ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาตรงซอกคอเล็กด้วยอารมณ์มันเขี้ยว ตามจริงแล้วฉันก็ไม่คิดจะว่าอะไรแต่นี่พึ่งออกกำลังกันมาทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ มันเหนอะหนะเกินจะทน
“พี่ใหญ่มันร้อนนะ เหนียวด้วย”
“อ๋า พี่ใหญ่ขอโทษ”
หย่งเลี่ยรีบปล่อยตัวฉันอย่างไว มือหนาของอีกฝ่ายเช็ดคราบเหงื่อบนใบหน้าของฉันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“หากพี่ใหญ่จะอยู่เป็เพื่อนข้า ข้า...ปิงเอ๋อร์อยากให้ท่านพาออกไปเที่ยวตลาดจะได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฉันช้อนตากลมโตมองไปยังใบหน้าหล่อของพี่ชายที่อายุน้อยกว่าฉันในอดีตเป็เท่าตัวอย่างอ้อน ๆ มือเล็กขยุ้มชายเสื้อคนตัวโตกว่าอย่างคาดหวัง สายตาและท่าทางแบบนี้พนันได้เลยว่าหย่งเลี่ยไม่มีทางไม่ยอมแน่ ๆ
“เข้าใจแล้ว ๆ พี่จะพาเ้าไป เช่นนั้นเ้าอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ก่อนเถอะ”
“จริงนะเ้าคะ ปิงเอ๋อร์รักพี่ใหญ่ที่สุดเลยเ้าค่ะ!”
ฉันส่งยิ้มร่าเริง เขย่งเท้าหอมแก้มคนตัวโตฟอดหนึ่ง ก่อนจะหันร่างกลับวิ่งไปยังเรือนพักของตัวเอง ทิ้งให้พี่ชายชะงักนิ่งค้างไว้แบบนั้น
“...ปะ...ปิงเอ๋อร์น้องพี่...อ๊า! น่ารักเหลือเกินนนน~ รู้เช่นนี้พี่คงพาเ้าไปนานแล้ว~!!”
หยางหย่งเลี่ยดีดดิ้นไปมา ถือว่าโชคดีที่ในเขตตัวบ้านไม่มีใครอยู่ ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์คุณชายใหญ่ผู้สง่างามแต่เยาว์วัยคงเสียหายหมด แต่ถึงมีใครอยู่เขาก็คงไม่สน ในเมื่อน้องสาวสำคัญที่สุด!
คิดได้ดังนั้นก็รีบกลับไปยังเรือนพักของตัวเอง จัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสียใหม่อย่างว่องไว ไม่ให้น้องสาวผู้น่ารักเสียเวลารอแม้เสี้ยววิ
เด็กสาวและเด็กชายเดินตลาดโดยไร้ผู้ติดตาม สวมอาภรณ์เรียบ ๆ แต่เนื้อผ้าแค่ดูผ่าน ๆ ก็รู้ว่ามีราคาดั่งคนมีเงินเหลือใช้ ทั้งหน้าตาหรือก็ทั้งหล่อเหลาน่ารักโดดเด่น ทำให้พวกเขาทั้งสองไม่ว่าจะเดินไปยังส่วนใด ถึงแม้คนจะแน่นแค่ไหน ทั้งคู่ก็ยังเป็จุดสนใจของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หวังจะปอกลอกเด็กไม่รู้ความได้เสมอ
“น้องชายสนใจเครื่องประดับผมงาม ๆ ไว้เป็ของขวัญให้น้องสาวหรือไม่?”
“ไม่ ขอบคุณ”
ปิ่นไม้ประดับหยกที่พ่อค้ายื่นมาเสียแทบชนปลายจมูกถูกหย่งเลี่ยดันกลับไปแบบไม่ต้องคิด ทั้งยังตามด้วยสายตาดุดันสมสายเืชายชาติทหาร เห็นดังนั้นร้านเครื่องประดับอื่นที่ตั้งใจจะทำแบบเดียวกันเลยล้มเลิกความคิดในบัดดล
แน่นอนว่าเครื่องประดับที่น้องสาวเขามีย่อมต้องเป็ของชั้นดีที่งดงามหายาก เหตุใดจึงต้องเอาของราคาถูกเหล่านี้ไปให้นางด้วย
“คุณหนูแสนสวย สนใจขนมอร่อย ๆ หรือไม่ หวาน ๆ มัน ๆ ละมุนลิ้นเสียนี่กระไร ลองแล้วจะติดใจนะเ้าคะ”
“พี่ใหญ่ข้าสนใจนั่น”
หย่งเลี่ยที่ตั้งใจจะเดินออกจากฝูงชนที่แน่นขนัด ชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงหวานใสกับแรงกระตุกเบา ๆ จากมือน้อยนุ่มนิ่มที่ของน้องสาวสุดที่รักที่เขากุมอยู่ หย่งเลี่ยหันมองตามสายตาของเด็กสาวจากนั้นก็เอ่ยปากแบบไม่ต้องยั้งคิด
“หากปิงเอ๋อร์สนใจพุทราเชื่อม ไว้คราวหน้าพี่จะบอกพ่อบ้านเฉินให้สั่งไปยังโรงครัว ให้ทำให้เ้ากิน ดีหรือไม่?”
“ไม่ดี ๆ”
“อ๋า ปิงเอ๋อร์สนใจของหวาน ๆ พี่จะพาเ้าไปโรงเตี๊ยมจิ่วเจี้ยโหลว ที่นั่นมีของอร่อยมากมายดีกว่าขนมในตลาดเป็ไหน ๆ”
“ปิงเอ๋อร์อยากกินอันนั้น อยากกินตอนนี้ ไม่ได้อยากกินอย่างอื่น พี่หย่งเลี่ยซื้อให้ข้านะ”
เฟิ่งปิงกระตุกชายเสื้อผู้เป็พี่ยิก ๆ ร้องขออย่างน่ารักอีกทั้งยังมีคำแทนตัวว่าปิงเอ๋อร์ที่หลังจากอายุครบสี่ปีก็ไม่ได้พูดอีก นอกจากจะกำลังอ้อนขอ ดีใจ งอนหรือกำลังโกรธ ทำเอาผู้เป็พี่ใจอ่อนยวบอีกครา ยินยอมทำตามที่นางขอโดยดี
“ก็ได้ ๆ ตามใจเ้า แม่ค้า พุทราเชื่อมไม้ละเท่าไหร่”
“ห้าอีแปะเ้าค่ะคุณชาย”
“เอ้า”
หย่งเลี่ยส่งเงินไปพลางรับไม้พุทราเชื่อมมาส่งต่อให้ถึงมืออีกข้างของเฟิ่งปิง ทันทีที่ได้ไม้พุทราเชื่อม ใบหน้างดงามสดใสก็ปรากฏรอยยิ้มหวานหยดจนผ้าขยับตามแก้มนิ่ม หย่งเลี่ยยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้
“พอใจหรือไม่?”
“ที่สุดเ้าค่ะ!”
“อย่าคิดว่าพี่ใหญ่จะตามใจเ้าตลอดเวลาเชียว ขนมหวานกินมาก ๆ เ้าจะอ้วนเป็หมูน้อยไปเสียก่อนจะโตเป็สาว รู้หรือไม่?”
“ไม่ดีหรือเ้าคะ หากข้าอ้วนจนไร้ซึ่งความงามย่อมไม่มีผู้ใดมาตามจีบ พี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องกังวลเื่ข้า”
“นั่นนับว่าดียิ่ง เสียก็แต่พี่ไม่้าให้เ้าเสียสุขภาพ”
“ฮี่ ๆ ข้าดีใจจริง ๆ ที่มีพี่ชายที่ดีต่อข้าถึงเพียงนี้”
“...เ้านี่น้า”
หย่งเลี่ยลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดูจนไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนผู้หนึ่งตั้งใจวิ่งเข้ามาชนเขาอย่างแรง ทั้งในเสี้ยววิที่เกิดแรงกระแทกนั้น มันผู้นั้นได้ล้วงเอาถุงเงินของเขาไปอีกด้วย
หากเป็ในเวลาปกติหย่งเลี่ยคงไม่คิดจะติดใจเอาความหรือโมโหโกรธาใด ๆ นอกเสียจากรู้สึกละเหี่ยใจแล้วปล่อยคนผู้นั้นไป เพราะตัวเขาในฐานะบุตรชายคนโตจวนแม่ทัพสกุลหยางเงินเล็กน้อยไม่ได้ทำให้เขาลำบากเลย
แต่ในเวลานี้เขาในฐานะพี่ชาย ต่อหน้าน้องสาวที่รักยิ่งแล้วจะไม่ยอมเสียหน้าเป็อันขาด!
“ปิงเอ๋อร์จงรอพี่อยู่ที่นี่ อย่าไปไหนเด็ดขาด!”
ว่าจบหย่งเลี่ยก็พุ่งพรวดเข้าไปในฝูงชนเพื่อตามจับตัวคนร้ายในทันที หากแต่ฝูงคนที่แน่นขนัดทำให้เขาไม่อาจใช้พลังปราณเพื่อตามจับมันผู้นั้นได้สะดวก จึงได้แต่ต้องวิ่งหลบฝูงชนด้วยร่างกายที่คล่องตัวกว่าผู้อื่นเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเท่านั้น
ดรุณีน้อยเหล่มองไปยังด้านหลังคนละทิศกับทางที่พี่ชายวิ่งหายไปท่ามกลางฝูงชน นางขยับตัวหมายจะใช่ผู้คนเป็โล่กำบังในการหลบเลี่ยง แต่นางในเวลานี้ตัวเล็กเกินกว่าจะเบียดสู้ใครได้
นางได้แต่ถอดถอนใจแล้วปล่อยให้เป็ไปตามกรรม
...รู้งี้ให้องครักษ์ที่จวนตามมาด้วยก็ดี
“...แล้วหากข้าไม่ได้ไปไหนเองแต่มีผู้อื่นมาพาไปเล่า...พี่ใหญ่”
หมับ!
ทันทีที่เสียงเล็กพึมพำกับตัวเองจบ มือหนาของคนผู้หนึ่งก็เข้ามาคว้าจับร่างของเด็กสาวไว้ ทั้งยังใช้มืออีกข้างอุดปากไม่ให้นางดิ้นรนและโวยวาย จนนางเผลอปล่อยมือจากพุทราเชื่อมที่พึ่งได้มาเสียสนิท
“อย่าได้คิดดิ้นรนเป็อันขาด”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างหูนางด้วยเสียงสั่น ๆ เป็เชิงข่มขู่ มือหนาที่จับร่างเล็กนางไว้อย่างแ่านั้นหยาบกร้านซ้ำยังสั่นระริก เพียงปรายตามองเห็นโครงหน้าใหญ่ที่ซูบเซียวกับเสื้อผ้าสกปรกเนื้อหยาบก็รับรู้ได้ทันทีว่า อีกฝ่ายเป็เพียงคนธรรมดาที่อาจจะสิ้นหนทางต้องมาลักพาตัวนางไป
เด็กน้อยที่มาลักถุงเงินของพี่ใหญ่ก็คงไม่แคล้วจะเป็พวกของคนผู้นี้
...กลยุทธ์เช่นนี้...
...เฮ้อ...พี่ใหญ่ช่างยึดติดศักดิ์ศรีไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย...
...ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่นักฆ่า ก็ไม่ได้อันตรายขนาดที่นางจะปกป้องตัวเองไม่ได้ จะดิ้นให้หลุดเลยก็ไม่ได้ยากเย็น แต่ถ้าเป็แบบนั้นคนคนนี้ก็คงมีปัญหาตามมาในภายหลังได้ อีกทั้งในเมื่อยังไม่จวนตัว ซ้ำอยู่ท่ามกลางผู้คนเช่นนี้ จะยอมให้ผู้อื่นรู้เื่ที่นางมีวรยุทธ์ไม่ได้
...ยอมนิ่งเฉยเพื่อจัดการเื่แบบเงียบ ๆ น่าจะดีกว่ากระมัง
...แต่เสียดายพุทราเชื่อมไม้นั้นจริง ๆ
ชายวัยกลางคนอุ้มเด็กสาวออกจากกลางตลาดเข้าสู่ตรอกซอกซอยที่เขาชำนาญเส้นทางอย่างว่องไว จนไม่นานรอบข้างก็ไร้ซึ่งผู้คน
ตลอดทางเด็กสาวนิ่งเงียบไม่ดิ้นรนโวยวายหรือขัดขืน เขาก็คิดไปเองว่าเด็กน้อยลูกผู้ดีมีเงินคงไม่เคยโดนลักพาตัว จึงทำให้หวาดกลัวจนไร้สติเสียกระมัง
“...ท่านพี่ เป็อย่างไร นั่นเด็กสาวบ้านไหน พวกเรากระทำเช่นนี้จะไม่มีปัญหาตามมาแน่หรือ ปล่อยนางไปจะไม่ดีกว่ารึ”
หญิงสาวที่ดูคร่าว ๆ แล้วน่าจะผ่าน่เวลาแรกรุ่นไปสักพักใหญ่ ๆ เอ่ยด้วยสีหน้าเป็กังวลอย่างถึงที่สุด ดวงตากลมนั้นสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ว่าถ้าเื่ที่กระทำหลุดไปแล้วโดนจับได้คงไม่พ้นโทษอาญาเป็แน่
“ฉิงฉิง เราไม่มีทางเลือก หากไม่กระทำเช่นนี้ เด็ก ๆ คงอดตายกันหมด”
“...ข้ารู้ ท่านพี่ ข้ารู้ แต่...ข้ากลัว”
“ฉิงฉิง อย่ากังวลไป ข้าจะไม่ยอมให้เกิดเื่ร้ายแรงกับเ้าหรอก ขอแค่เรียกค่าไถ่สำเร็จ เราก็ไม่จำเป็ต้องกระทำเช่นนี้อีกแล้ว”
“...”
“ข้าจะปกป้องเ้ากับพวกเด็ก ๆ ให้ได้”
เด็กสาวที่ยังคงโดนจับไว้เสียแน่นไม่แสดงท่าทีใด ๆ นางเงี่ยหูฟังบทสนทนาของสองลุงป้า แล้วนำมาพินิจพิเคราะห์อย่างใจเย็น นางจับใจความได้ง่าย ๆ ว่า ตัวนางเป็แค่ผู้โชคร้ายที่ดันโดนจับมาในวันที่พวกเขาไร้สิ้นหนทางจริง ๆ อย่างที่เดาไว้ในตอนแรก
มันทำให้นางแอบเห็นใจพวกเขานิดหน่อย เพราะถ้าหากทางบ้านของนางรู้เื่นี้เข้า ต่อให้นางไม่มีาแ พวกเขาก็คงหนีโทษตายไม่พ้น
และนั่นทำให้นางยอมเปิดปากพูดด้วยจังหวะเนิบช้า
“ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะ ทว่าหากท่านทั้งสองไม่้าให้คนรอบตัวเดือดร้อน ควรจะปล่อยข้าไปให้เร็วจะดีที่สุด เนื่องจากหากพี่ชายหรือบิดาทราบข่าวที่พวกท่านจับข้ามา พวกเขาคงเดือดดาลเป็แน่”
ด้วยคำกล่าวของเด็กสาวทำให้ชายวัยกลางคนกัดฟันพลางออกแรงรัดเด็กสาวแน่นขึ้นไม่ให้นางคิดหนี เขาส่งสายตาเ็าแฝงแววอับจนหนทางอยู่ภายใน ข่มขู่ให้นางหวาดกลัวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“หุบปาก อย่าได้คิดกล่อมข้าเสียให้ยาก แล้วบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเ้าเป็ลูกสาวบ้านไหน”
ทว่าเด็กสาวไม่เพียงแต่จะไม่หวาดกลัว ริมฝีปากเล็กกลับยังยกยิ้มบางพลางกลั้วหัวเราะน้อย ๆ
“การกระทำของท่านลุงไม่น่ากลัวแม้เพียงนิด”
“ยัยหนูนี่!”
“อนึ่ง...ท่านมั่นใจแล้วหรือว่าเด็กที่ท่านส่งไปล้วงถุงเงินพี่ชายข้าจะอยู่รอดปลอดภัย หากพี่ชายข้ารู้ว่าข้าโดนลักพาตัวมา”
“!!!” ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างกับคำพูดนั้น หวนคิดไปถึงเด็กชายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ใจแข็งตอบกลับ “ตลาดแห่งนี้เป็ดั่งสวนหลังบ้านของเขา คุณชายเช่นพี่เ้าไม่มีทางจับเขาได้”
เด็กสาวครุ่นคิดนิดหน่อยว่าถ้าหากพี่ชายนางเป็เพียงคุณชายไข่ในหินแล้วก็คงเป็เช่นนั้น แต่พี่ชายของนางแม้จะยังไม่เติบโตเต็มที่แต่ก็แข็งแกร่งประดุจทหารกล้าคนหนึ่ง ฝีมือใกล้จะเทียบชั้นนายกองได้แล้ว การที่คนธรรมดาจะหนีการตามล่าจากเขาก็คงยากพอดู
กระนั้นนางก็ยังตอบออกไป...
“ก็อาจจะเป็เช่นนั้น แต่...อืม ไม่ต้องกล่าวถึงว่ากรมอาญากระทำได้ หากข้าไม่ได้กลับไป ท่านควรกังวลถึง...”
เคร้ง!
เสียงปลายดาบกระทบกับกำแพงด้านหนึ่งหยุดประโยคคำพูดของเด็กสาว สองสามีภรรยา (มั้ง) วัยกลางคนตัวสั่นหันขวับไปมองยังด้านที่ดาบได้พุ่งเข้ามา แต่แล้วชายผู้อุ้มเด็กสาวอยู่ก็แอบถอนหายใจเบา ๆ เมื่อร่างที่ปรากฏอยู่เป็เพียงคุณชายน้อยท่านหนึ่ง ที่อายุไม่น่าเกินสิบปีเสียด้วยซ้ำ
“โจรใจทราม จงปล่อยเด็กสาวนางนั้นเดี๋ยวนี้”
คุณชายน้อยในชุดขาวสะอาดราคาแพงชี้มือว่า ท่วงท่าประหนึ่งผู้สูงศักดิ์ แต่หากถ้ามองดี ๆ จะรู้ว่าขาของเขาแอบสั่นระริก
เด็กสาวมองท่าทางประหนึ่งฮีโร่ในโลกเก่าของนางด้วยท่าทีประหลาดใจนิด ๆ เพราะั้แ่มาอยู่ที่โลกนี้นี่นับว่าเป็ครั้งแรก ที่นางได้เห็นคนคนหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางทั้งทางสายเืและมีบุญคุณความแค้นอะไรออกโรงช่วยเหลือนางเช่นนี้
...แน่นอนว่านางไม่ได้เป็ผู้ร้องขอ
แต่เพียงการเจรจานางก็มั่นใจว่าตนเองสามารถเกลี้ยกล่อมลุงป้าคู่นี้ได้ หรือต่อให้ไม่ได้ เพียงคนธรรมดาไร้วรยุทธ์เพียงสองคนนางก็มีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้ว
...เมื่อเป็แบบนั้นเ้าจะโผล่มาทำเผือกอะไร?