บทที่ 10
หรือว่าท่านคือ..
ฉือเยียน... ในชุดแดง อุ้มเถาเถาไว้แนบอกเดินเข้าใกล้ชายชราด้วยก้าวเท้าที่เนิบช้า
เสียงฝีเท้าของนางย่ำลงบนหิมะเบา ๆ
แต่ในหูของชายชรา กลับไม่ต่างจากเสียงฝีเท้าของยมทูตที่ก้าวย่างเข้ามาสู่แดนปะา
มันตื่นตระหนกเต็มที่แล้ว
พยายามหันหลังพลิกกาย หลบหนีไปจากที่แห่งนี้
แต่ก่อนที่มันจะทันเคลื่อนไหว ร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงทันที
เส้นเอ็นที่ขาทั้งสองข้างถูกตัดไปั้แ่เมื่อใดก็ไม่รู้
ร่างของมันล้มกระแทกลงบนพื้นหิมะ เสียงดังตุ้บ!
เสียงกระแทกของกระดูกกระทบกับพื้นแข็งเย็นะเืส่งแรงสั่นะเืปวดร้าวทั่วทั้งร่าง
หิมะที่ฟูเบากระจายออกเป็วงก่อนจะถูกย้อมสีแดงด้วยเืที่ยังไม่หยุดไหล
เสียงฝีเท้าย่ำหิมะยังคงดังเข้ามาใกล้
ฉือเยียนหยุดยืนอยู่ด้านหลังของมัน
เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงที่แผ่นหลังของชายชราอย่างแ่เบา
แต่แรงกดนั้นกลับหนักหน่วงราวกับมีขุนเขาทับถมอยู่เบื้องบน
ชายชรารู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังจะหักทับไปในเสี้ยววินาทีร่างกายของมันไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย
เสียงของนางเอ่ยขึ้นแ่เบาท่ามกลางสายลม
"ข้าจะไม่เสียเวลาสอบถามหรอก... ว่าใครอยู่เื้ัเื่นี้หรือพวกเ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่"
นางทอดเสียงนิ่งสงบ
"เพราะข้ารู้ดี... ถามไปก็คงไม่ได้ความ"
ชายชรารู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังมาเยือน
มันแน่ใจแล้วว่า... มันจะต้องตาย
ในห้วงวินาทีนั้น มีความคิดมากมายหลั่งไหลกลับเข้ามาในหัว
ผู้คนมักกล่าวกันว่า... ยามใกล้ตาย ความคิดจะปลอดโปร่งกว่าครั้งไหน ๆ
และมัน... ก็เชื่อว่าเป็จริงในยามนี้
ดวงตาของชายชราสั่นระริก มันเบิกตากว้างจ้องมองไปยังเส้นด้ายปราณสีแดงเพลิงที่ลอยวนอยู่รอบร่างของสตรีตรงหน้า
ปากของมันพึมพำอย่างตะกุกตะกัก เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
"วิชา... เส้นด้าย์สะบั้นฟ้าดิน... หรือว่าท่านคือ..."
คำพูดของมันยังไม่ทันจบ
แสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งตัดผ่านกลางคอของมันทันที
ศีรษะของชายชราหลุดออกจากบ่า ร่วงกลิ้งลงบนพื้นหิมะ
เืสดไหลทะลักจากคอขาด พุ่งสูงเป็เส้นตรง ก่อนจะค่อย ๆ แ่เบาลง
ชายชราผู้นั้น... รู้ตัวช้าเกินไป
หากมันรู้เร็วกว่านี้เพียงครึ่งส่วน
มันคงไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสตรีผู้นี้อย่างเด็ดขาด
กลางหิมะที่ขาวโพลนซึ่งปกคลุมไปทั่วผืนดิน เวลานี้กลับหลงเหลือเพียงเงาร่างของสตรีหนึ่งเดียวในชุดแดงเพลิง
ฉือเยียนยืนเงียบงัน อ้อมแขนโอบอุ้มเด็กน้อยร่างบางแนบอกเอาไว้แน่น
เถาเถา… ดวงหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิงยังคงหลับใหลสงบ
ก่อนหน้านี้ขณะที่อยู่กลางหิมะหนาวเย็นเพียงลำพังใบหน้าของนางเคยเต็มไปด้วยสีหน้าทนทุกข์จากความหนาวเหน็บ แก้มใสซีดเผือดริมฝีปากเล็กสั่นระริก
แต่ยามนี้ เมื่อได้มาอยู่ในอ้อมแขนของฉือเยียน
ลมหายใจของเด็กน้อยกลับค่อย ๆ สงบลง สีหน้าเล็ก ๆที่เคยบิดเบี้ยวเพราะไม่สบายตัว ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ผ่อนคลาย
ปราณอุ่นละมุนที่แผ่ซ่านจากกายของฉือเยียนแทรกซึมเข้าสู่ร่างเล็กน้อยคล้ายเปลวเพลิงอบอุ่นกลางฤดูเหมันต์
ความหนาวเย็นที่เคยกัดกินอยู่เนิ่นนาน... พลันสลายหายไปจนหมดสิ้น
เถาเถาเบียดใบหน้าซุกเข้ากับแผ่นอกของฉือเยียนเล็กน้อย
ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับยิ้มบาง ๆ ในยามหลับใหล
ดวงหน้าน่ารักไร้เดียงสานั้น ราวกับไม่เคยต้องเผชิญอันตรายหรือความหวาดกลัวมาก่อน
ฉือเยียนก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของตนเอง
แววตาเย็นเยียบก่อนหน้านี้ค่อย ๆ คลายลง แปรเปลี่ยนเป็นุ่มนวลอ่อนโยน
นางยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะเถาเถาอย่างเบามือ ราวกับกำลังลูบหัวบุตรสาวของตนเอง
...ไม่ใช่ราวกับ แต่คือความรู้สึกที่ไม่แตกต่าง
นางเฝ้ามองดูเถาเถามากับมือ เฝ้ามองมานานเกือบห้าปี
ในหัวใจของฉือเยียน...เถาเถาไม่ต่างจากบุตรสาวที่นางมีเืเนื้อเชื้อไขเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
ลมหนาวยังคงพัดผ่านเบา ๆ
แต่ท่ามกลางสายลมเย็นะเื อาภรณ์สีแดงเพลิงทั้งชุดของฉือเยียนค่อย ๆ แปรเปลี่ยน
สีแดงสดที่ย้อมผืนผ้า... ค่อย ๆ เลือนหาย
คล้ายเืที่ถูกชำระล้างโดยแสงจันทร์และหิมะขาวสะอาด
อาภรณ์ของนางค่อย ๆ กลับคืนเป็สีขาวบริสุทธิ์ดังเดิม
เช่นเดียวกับดวงตาสีแดงทับทิมที่เคยเปล่งแสงอำมหิตยามก่อนหน้านี้ก็แปรเปลี่ยนกลับมาเป็ดวงตาสีเข้มสงบนิ่งดังเดิม
ในยามนี้...
ผู้คนภายนอกหากมองเพียงเผิน ๆ ย่อมเห็นเพียง "ไป๋ซือเหนียง"สตรีอ่อนโยนแห่งเมืองซั่งหลินผู้หนึ่ง
แต่มีเพียงฉือเยียนเท่านั้นที่รู้ดีว่า ไป๋ซือเหนียงผู้นั้น...ได้ตายไปแล้ว
เหลือเพียงนาง ฉือเยียน อดีตประมุขพรรคมาร ยืนอยู่ภายในร่างนี้
ร่างกายนี้คือภาชนะ ส่วนจิติญญา... เป็ของนางแต่เพียงผู้เดียว
นางยกฝ่ามือขวาขึ้นช้า ๆ
สายลมหนาวที่พัดผ่านพร้อมหิมะโปรยปรายพลันชะงักลง
เกล็ดหิมะที่หล่นจากฟ้าคล้ายถูกมือั์แหวกออก
เส้นทางเบื้องหน้าของนางถูกเปิดออก เงียบงัน
ปราณที่แฝงอยู่ในฝ่ามือนางแผ่กระจายออกไปเงียบเชียบแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง
คลื่นพลังนั้นแผ่ขยายไปทั่วลานปะาที่เต็มไปด้วยซากศพ
ซากศพแต่ละร่างที่นอนแน่นิ่ง ถูกปราณของนางห่อหุ้มไว้ทันที
นิ้วเรียวยาวของฉือเยียนขยับเล็กน้อย คล้ายจะััจิติญญาที่หลงเหลือ
ทว่าทันใดนั้น คิ้วเรียวบนใบหน้าอันงดงามของนางก็ขมวดแน่น
ปราณที่ส่งออกไป... ถูกตัดขาดในเสี้ยวพริบตา
ราวกับเส้นด้ายที่ถูกคมมีดฟันขาดจนไม่อาจต่อเชื่อมได้อีก
ฉือเยียนไม่แสดงความประหลาดใจ นางเพียงถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยพึมพำ
"เป็อย่างที่คิดจริง ๆ... เ้าพวกนี้ผนึกความทรงจำไว้ทั้งหมดแล้ว"
เสียงของนางสงบนิ่ง แต่แฝงแววผิดหวังเล็กน้อย
"ตามหาเบาะแส... คงไม่ง่ายเลย"
ในฐานะอดีตประมุขพรรคมารฉือเยียนเชี่ยวชาญวิชา่ชิงความทรงจำจากผู้ตาย
นางสามารถใช้วิชาล้วงเอาความลับจากเศษเสี้ยวจิติญญาได้แม้แต่ในพริบตาหลังความตาย
แต่กลุ่มคนเหล่านี้...ความทรงจำของพวกมันทั้งหมดถูกผู้บงการเื้ัปิดผนึกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
และเมื่อพวกมันตาย เศษเสี้ยวความทรงจำเ่าั้จะสลายหายไปในทันทีราวกับสายหมอกยามเช้าที่เจอแสงตะวัน
ฉือเยียนไม่ประหลาดใจเลยสักนิด
นางอยู่ในยุทธภพมานานพอจะรู้ว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมักจะมีมาตรการป้องกันการสืบค้นความลับเช่นนี้
ที่นางลงมือเมื่อครู่... ก็เพียงเพื่อความแน่ใจเท่านั้น
นางลดฝ่ามือลงช้า ๆ
ปราณที่เคยแผ่กระจายค่อย ๆ หดกลับเข้าสู่ร่าง
ขณะที่อ้อมแขนอีกข้างยังคงโอบอุ้มเถาเถาเอาไว้แนบอก
ดวงตาของฉือเยียนเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เงียบสงบ
ภายใต้ม่านหิมะขาวและความเงียบสงัด...
มีเพียงนาง และเด็กน้อยในอ้อมแขนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในค่ำคืนนี้