เวลาผ่านไปร่วมครึ่งวันและแล้วชายหนุ่มก็เดินทางมาถึง เบื้องหน้าของเขาคือกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างอลังการ ความยาวของมันเหมือนกับจะไร้ที่สิ้นสุดซะจนชายตาของเขาสาดส่องไปไม่ถึง เบื้องหน้าของกำแพงมีประตูที่ใหญ่โตกว่าหลายร้อยเมตร ้าเหนือขึ้นไปกว่านั่นถูกสลักไว้ด้วยอักษรขนาดใหญ่ของทวีปเพื่อบ่งบอกว่ามันคือเมืองเหรินซานนั่นเอง
ลวยลวดของตัวอักษรที่สง่างามทำให้ผู้คนที่เห็นมันต้องเคราพยำเกรงในการแกะสลักนี้
"ว้าว ใหญ่โตกว่าหมู่บ้านของข้าหลายพันเท่านัก นี้น่ะหรอเมืองที่ใหญ่สุดภายในอาณาเขตเหรินซานและยังเป็ที่ที่มีขุมพลังอย่างสำนักจิติญญายุทธลงหลักปักฐานยังที่แห่งนี้อีกด้วย"
หลินตงเพิ่งออกเดินทางมายังโลกกว้างเป็ครั้งแรกเมื่อเห็นถึงตัวเมืองและกำแพงที่สูงตระหง่านนี้ก็อุทานออกมาอย่างตื่นเต้น สำหรับคนอื่นๆอาจจะไม่เป็เช่นนั่นแต่สำหรับชายหนุ่มคนนี้นั่นไม่ใช่ หลินตงเพิ่งออกมาจากหมู่บ้านเป็ครั้งแรกนับแต่ที่ถือกำเนิดมาเลยก็ว่าได้ โดยปกติเขาก็จะอยู่แถมๆบริเวณหมู่บ้านกับหน้าผาหลังหมู่บ้านเท่านั่นจึงทำให้ชายหนุ่มอายุสิบห้าปีคนนึงต้องคิดเช่นนี้ออกมา
เขาไม่รอช้าที่จะเดินไปยังเบื้องหน้าทันที ที่ประตูเมืองมีทหารรักษาการที่สวมชุดคล้ายๆกับหัวหน้าทหารกงยู่ที่เขาเพิ่งเคยพบเจอมานี้ รอบๆหน้าประตูเมืองมีผู้คนหลายสิบคนกำลังยืนคอยที่จะเข้าเมืองอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่จะเป็ผู้คนจากหมู่บ้านอื่นๆที่มายังเส้นทางที่เชื่อมต่อจากที่ต่างๆ แต่มันก็ไม่ใช่เช่นนั่น มันก็ยังผู้ฝึกยุทธที่พักอาศัยภายในเมืองเฉกเช่นเดียวกัน บางคนก็ออกนอกเมืองเพื่อไปทำภารกิจจึงทำให้หน้าตัวเมืองมีบรรยากาศของคนเข้าออกตลอดเวลา
เวลาผ่านไประหว่างที่ชายหนุ่มกำลังยืนต่อแถวรออยู่นั่นก็ปรากฏชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำคนนึงผลักผู้คนให้ออกห่างอย่างไม่เกรงใจ
"หลีกไปเ้าพวกบ้านนอก ข้าคือขวานั์พิฆาต ถ้าไม่อยากจะถูกข้าสับเป็ชิ้นๆละก็จงเปิดทางให้ข้าไปก่อน..!!"
เสียงโวกเวกโวยวายของชายร่างใหญ่ทำให้คนที่จะเข้าเมืองมาต้องรีบหลีกทางออกไปด้านข้างอย่างหวาดกลัว ชายฉกรรจ์เมื่อเห็นก็แสยะยิ้มอยู่เล็กน้อยพร้อมกับเดินออกไปข้างหน้าอย่างมั่นใจแต่ทว่าเมื่อเขาจะเดินต่อไปร่างกายของเขาก็ไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
"ปัก..?"
ชายวัยกลางคนหยุดนิ่งลงพร้อมกับก้มหน้าลงมาก็เห็นว่ามีชายหนุ่มคนนึงที่เงยหน้ามองกลับหลังมาทางเขาอย่างนิ่งเฉย นัตน์ตาสีแดงประกายเพลิงถึึงกับทำให้เขาต้องสะดุ้ง มันอะไรกันไอ้เ้านี่แต่เมื่อเขาได้สติก็ตวาดออกมาในทันที
'เด็กน้อย? มองหน้าข้าเช่นนี้หรืออยากจะมีปัญหา หลีกทาง..!!"
เสียงะโดังขึ้นพร้อมกับอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ท่าทางของมันตอนนี้เหมือนกับว่าพร้อมที่จะลงมือกับคนที่ขว้างทางมันอย่างเด็ดขาด ทหารคนอื่นๆที่เห็นก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างหมดอารมณ์ ไอ้เ้านี้คือผู้ฝึกยุทธของตำหนักภารกิจและมันยังแข็งแกร่งมากด้วย จึงทำให้พวกเขาต้องปล่อยเลยตามเลยไป
หลินตงนัตน์ตาเยียบเย็นอยู่นิดๆแต่เมื่อเขาคิดขึ้นได้ว่าไม่อยากจะสร้างปัญหาก็ยักไหล่ของตนพร้อมกับหลีกทางให้กับชายวัยกลางคนคนนี้ไปก่อน เขาค่อยๆก้าวออกไปด้านข้างจนทำให้มีที่ว่างในการต่อคิว
"หึ ก็แค่เนี่ย"
ขวานพิฆาตชำเลืองมองไปยังเด็กน้อยพร้อมกับพยักหน้ารับจนพึงพอใจ มันก้าวเดินไปเบื้องหน้าด้วยท่าทางที่โอ้อวด ฝูงชนที่เห็นก็ส่ายหัวออกมาเช่นเดียวกัน เมื่อกี้นึกว่าชายหนุ่มคนนั่นจะไม่ยอมซะอีกแต่ผลลัพธ์มันก็เป็อย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้ จากที่ได้ยินทหารหน้าประตูเมืองพูดมาเ้านี้มีพลังถึงจิติญญายุทธขั้นสามเชียวน่ะแถมจิตยุทธของมันก็เป็ถึงระดับกลางอีกด้วย ถือว่าเป็ผู้ที่ทรงพลังมากซะจนพวกเขาไม่เคยพบเจอเลยเชียวละ
"หึ มีพลังแค่นี้ก็ทำตัวอวดเบ่งรังแกคนอื่นได้ เหมือนจะเป็อย่างที่ท่านอาจารย์ว่าไว้จริงๆ คนเรามันก็มีหลายแบบนี้เนอะ"
หลินตงครุ่นคิดอย่างไม่สนใจ ตราบใดที่มันยังไม่ลงมือกับเขาก่อนเขาก็จะไม่ตอบโต้มันกลับเช่นกัน อารมณ์โมโหฉุนเฉียวจะทำให้สติของเราไม่สามารถควบคุมตนเองได้ซึ่งเื่นี้เขาก็เริ่มที่จะพอเข้าใจมันบ้างแล้ว
หลังจากที่เ้านั่นเข้าเมืองไปก่อนหน้าและแล้วก็ถึงคิวของชายหนุ่ม หลินตงตอนนี้ถูกตรวจสอบจากทหารรักษาการณ์คนนึง เขามีท่าทางที่กระตือรือร้นพร้อมกับถือหอกสีเงินภายในมือ มันแหลมคมเสมือนกับเจาะทะลุได้ทุกสิิ่งเลยทีเดียว
"เมื่อกี้ขอโทษเ้าด้วยพ่อหนุ่ม เ้านั่นถือว่าเป็ผู้มีอิทธิพลเลยเชียวละ ดีแล้วที่เ้าหลีกทางให้มันผ่านไปง่ายๆ"
ทหารที่ทำอะไรไม่ได้ก็ทำได้เพียงขอโทษชายหนุ่มออกมาอย่างใจจริง การที่ไม่มีพลังและทำอะไรไม่ได้เช่นนี้มันเป็ที่น่าอึดอัดนัก ถ้าเกิดว่าพวกเขามีพลังมากกว่านี้ละก็เ้านั่นก็คงจะไม่ข่มเหงคนอื่นเช่นนี้หรอก ส่วนชายหนุ่มคนนี้ก็เพิ่งจะมีพลังจิตยุทธปรับแต่งขั้นเจ็ดเท่านั่น ไม่ใช่คู่ต่อกรของมันเลยแม้แต่นิด
ชั่วครู่นึงเมื่อทหารตรวจสอบอะไรเสร็จแล้วเขาก็เอ่ยกับชายหนุ่ม
"เชิญเข้าไปได้ อ่อ การเข้าเมืองโดยปกติแล้วจะต้องเสียหนึ่งเหรียญเงินน่ะแต่ว่าข้าจะอนุโลมให้กับเ้า ถือว่าเป็คำขอโทษจากข้าที่ช่วยเ้าไม่ได้ละกันนะ รับนี้ไป..!!"
หลินตงพยักหน้ารับอย่างยิ้มแย้มพร้อมกับรับไว้ด้วยความยินดี บนฝ่ามือของเขาตอนนี้มีป้ายขนาดเท่ากำมือที่ถูกสลักเอาไว้ มันคือป้ายไม้ที่บ่งบอกว่าเขาได้จ่ายเงินเข้าเมืองแล้วและหลังจากนี้เขาก็จะไม่ต้องเสียเหรียญเงินอีก
เขาค่อยๆเอาป้ายไม้เข้าไปยังภายในหน้าอกของเสื้อเหมือนกับว่าเก็บมันไว้อย่างปกติ แต่ว่าหลินตงใช้แหวนมิติเก็บมันเข้าไปแทน
ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบก้าวเท้าเข้าเมืองไปอย่างคึกคัก ไม่คิดว่าการเข้าเมืองจะมีเก็บค่าผ่านทางด้วย ตั้งหนึ่งเหรียญเงินเลยแน่ะและเขาตอนนี้ก็ไม่มีมันด้วย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงของล้ำค่าของท่านอาจารย์ที่ขายไม่ได้กับเหรียญทองแดงที่มีเพียงแค่ไม่กี่เหรียญเท่านั่น เขาต้องไปขอบคุณเ้าั์นั่นสิน่ะที่ทำให้เขาเข้าเมืองมาฟรีๆ ถ้ามิเช่นนั่นตัวของเขาก็คงจะต้องลอยแพอยู่หน้าเมืองแล้ว ฮ่าฮ่า