แม่นางหลี่ว์กลับถลึงตาใส่ผู้อาวุโสติงหนึ่งครั้ง“นานๆ ลูกสาวของเราจะกลับมาได้สักที เจ้าจะมาเป่าควันใส่นางไม่ได้นะ หากอยากจะสูบก็ออกไปสูบข้างนอก!”
ติงเหว่ยตำหนิออกมาคำหนึ่ง“ท่านแม่!”
ผู้อาวุโสติงฝืนยิ้มออกมาแต่เขาก็เก็บปล้องยาสูบไป และหยิบพุทราจีนที่อยู่บนโต๊ะข้างๆเตียงเตาขึ้นมากินช้าๆ
ทุกวันนี้ข้าวยากหมากแพงยิ่งของกินเล่นอย่างพุทราจีนเหล่านี้คนทั่วไปยิ่งตัดใจซื้อไม่ลงโชคดีที่เจ้าของเรือนคนก่อนปลูกไว้สองต้น ปีนี้ออกผลมาไม่น้อยพวกเขาก็ไม่ได้เอาออกไปขาย ถือเสียว่าเอามาเป็นของกินเล่นแก้หิวแทน
ติงเหว่ยเองก็โน้มตัวไปหยิบพุทราจีนให้กับแม่นางหลี่ว์หนึ่งลูกและตนเองอีกหนึ่งลูกนางกัดไปหนึ่งคำแล้วพูดชมออกมาว่า “ท่านแม่ พุทราจีนของบ้านเราช่างหวานดีจริงๆ เลยตอนที่ข้าจะไป เดี๋ยวห่อให้ข้าสักหน่อยนะ”
แม่นางหลี่ว์ไม่ใช่คนโลภและนางก็เป็นคนใช้ชีวิตอย่างประหยัดเมื่อคิดว่าที่บ้านยังมีอีกเยอะ นางก็พูดตำหนิออกมาว่า “เอาไปน้อยๆ แล้วใครจะได้กินของเจ้าจะน้อยไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวแม่ห่อให้เจ้าสักครึ่งห่อเจ้าว่าสาวน้อยอย่างเจ้าเหมือนใครกันแน่ ช่างกล้าหาญเกินไปแล้วตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เจ้ายังอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นอย่างใจเย็นและสงบนิ่งได้ถึงขนาดนี้แล้วเพิ่งจะกลับมาสักรอบข้ากับพ่อเจ้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว”
ติงเหว่ยหัวเราะคิกคักแล้วกินพุทราจีนไปอีกลูกและอีกลูก“ช่วงนี้อันเกอเอ๋อร์กำลังจะหย่านม ข้ากำลังอยากทำโจ๊กให้เขากินสักหน่อยพุทราจีนหวาน บำรุงสุขภาพ ลูกก็ใหญ่ เมล็ดก็เล็กเอาไปต้มเป็นโจ๊กให้อันเกอเอ๋อร์ได้พอดีท่านพ่อต่อไปก็สูบยาสูบให้น้อยลงสักหน่อยเถอะ มันไม่ดีต่อสุขภาพหากเวลาที่อยากสูบจริงๆ ก็กินพุทราจีนหวานๆ สักหนึ่งลูกเพื่อแก้ความอยาก!”
แม่นางหลี่ว์ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้นางจึงหัวเราะและพูดออกมา “จะแก้อยากอะไรกัน ยาสูบไม่ใช่ของที่ดีแต่พอเจ้าเอาแต่ปฏิบัติต่อมันเหมือนกับเป็นสมบัติล้ำค่าทั้งวันไม่เคยปล่อยให้ห่างมือเลย! นี่เป็นบ้านของเจ้าเขาจึงไม่สูบไม่อย่างนั้นเขาก็จะสูบจนควันเต็มไปหมด ทำให้คนอื่นรำคาญ”
“พ่อข้าสูบมานานแล้ว ไม่สามารถหยุดสูบได้ในทันที ต้องค่อยๆ ใช้เวลาสูบให้น้อยลงสักหน่อยยังไงก็มีข้อดีมากกว่า” ติงเหว่ยยิ้มพลางช่วยพ่อของนางพูด
ผู้อาวุโสติงไม่สนใจที่ภรรยาของเขาตำหนิตนเองเขาเพียงบีบพุทราลูกใหญ่ในมือและกินเข้าไปอีกลูกอย่างมีความสุข
แม่นางหลี่ว์สงสารหลานชายขึ้นมานางจึงพูดกำชับออกมาว่า “เหว่ยเอ๋อร์ หลานชายของข้ากำลังจะหย่านมแล้วหรือ?ไอ๊หยา เจ้าต้องระวังเรื่องอาหารการกินจะต้องทำให้ละเอียดสักหน่อยข้าวฟ่างเป็นของบำรุงที่ดีที่สุด บ้านเราซื้อเอาไว้ไม่น้อย พรุ่งนี้เจ้าค่อยเอากลับไปเจ้าจะได้นำไปให้อันเกอเอ๋อร์สักสิบกว่าจิน แล้วเอาไปต้มเป็นน้ำข้าวต้มส่วนพุทราจีนก็หั่นให้ละเอียดสักหน่อยแล้วเอาไปต้มด้วยกันจะทำให้มีรสชาติหวานเด็กๆ ล้วนชอบกิน ส่วนเมล็ดพุทราเจ้าต้องระวังให้ดีอย่าให้เขาเผลอกลืนเข้าไปในลำคอ หากติดคอขึ้นมาจะแย่เอาได้”
ติงเหว่ยตอบด้วยรอยยิ้มและตั้งใจฟังนางฟังอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่ได้บอกว่าตนเองทำโจ๊กหอมมากจนทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นต่างก็พากันน้ำลายไหลออกมา
ผู้อาวุโสกว่ามักจะกังวลกับคนรุ่นหลังเสมอถึงแม้จะโตขึ้นและมีลูกแล้ว ก็ยังต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชและเล่าประสบการณ์ของตนเองให้แก่พวกเขา
และนี่ก็เป็นความรักของแม่ผู้ขยันขันแข็งและเรียบง่ายที่มีต่อลูกสาวติงเหว่ยเองก็เพลิดเพลินไปกับมันด้วยความเต็มใจ
“รอให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยหั่นมันฝรั่งเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เอาไปต้มใส่เกลือและบดให้เป็นเนื้อเละๆ เด็กจะชอบกินมากที่สุดตอนที่เจ้ากับพี่ชายทั้งสองยังเด็ก ข้ามีน้ำนมไม่พอพวกเจ้าก็เติบโตขึ้นมากับของกินพวกนี้แหละ”แม่นางหลี่ว์พูดไปพูดมาก็นึกถึงคืนวันก่อนๆ ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ทั้งห้าคนในครอบครัวก็ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข
เมื่อนางกลับมามีสติอีกครั้งรอบดวงตาของนางก็แดงเล็กน้อย นางก็เลยใช้แขนเสื้อเช็ดที่หางตาแล้วถอนหายใจออกมา“ทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ผู้อาวุโสอวิ๋นเองก็พูดมีเหตุผลตอนนี้แผ่นดินกำลังวุ่นวาย ใครจะรู้ว่าที่ไหนเป็นที่ที่ปลอดภัยบ้านเราก็สนิทสนมกับสกุลอวิ๋น ข้ากับพ่อเจ้าก็อายุมากแล้วดังนั้นก็ไม่ได้กังวลเรื่องอะไร แต่ยังไงก็ต้องคิดเผื่อพี่ชายทั้งสองและพี่สะใภ้ของเจ้าแล้วยังมีต้าเป่ากับฝูเอ๋อร์อีก!”
หญิงชรารู้สึกสงสารลูกสาวของนางแต่ในที่สุดก็พูดเรื่องสำคัญออกมา
ผู้อาวุโสติงก็มองไปที่ติงเหว่ยอย่างจริงจังและถามว่า“เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าคิดเช่นไร?”
เดิมทีติงเหว่ยยังคงลังเลอยู่บ้างในตอนแรกแต่วันนี้เมื่อนางกลับมาดูแล้วในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะติดตามไปอยู่ข้างกายกงจื้อหมิงนางมีอันเกอเอ๋อร์อยู่ ถึงแม้จะไม่ได้แต่งงานทว่าในสายตาของพี่สะใภ้ทั้งสองก็เหมือนกับน้ำที่ถูกสาดออกไปข้างนอกตั้งนานแล้วยิ่งเป็นในช่วงภาวะสงครามเช่นนี้คนมากขึ้นหนึ่งคนอย่างไรก็ต้องการอาหารเพิ่มอีกหนึ่งส่วนหากว่าทุกคนในครอบครัวมาอยู่รวมตัวกันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกระทั่งกันพอถึงตอนนั้นก็จะทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกพี่ชายลำบากใจเช่นนั้นก็ถือว่านางเป็นลูกอกตัญญูเสียแล้ว
นางเองก็ไม่ใช่คนตาบอดเมื่อครู่ตอนที่ลุงอวิ๋นกำลังพูดอยู่แม่นางหลิวกับแม่นางหวังต่างทำตัวอืดอาดยืดยาดไม่อยากออกไปข้างนอกพวกพี่สะใภ้ก็แค่อยากฟังว่าคนในครอบครัวจะจัดการกับนางที่เป็นลูกสาวอย่างไรมิใช่หรอกหรือ!
ทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัวในใจจุดยืนไม่เหมือนกัน การพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน
จริงๆแล้วติงเหว่ยก็ไม่ได้จะโทษพวกนาง แต่แค่ว่าในใจนางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
และแน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนางไม่อาจตัดใจเดินไปจากกงจื้อหมิงหากว่านางอพยพลงใต้ไปกับครอบครัว เกรงว่าไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พบกันอีกครั้ง
การชอบพอกันทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่หลายๆคนบนโลกอยากได้แต่ก็ไม่ได้มานางโชคดีขนาดไหนแล้วที่ได้พบเจอคนที่เข้าใจและรักนางเช่นกันจะให้นางยอมตัดใจเลิกราไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
ภายในใจลึกๆแล้ว นางก็อยากจะเชื่อกงจื้อหมิงสักครั้งต่อให้คำสาบานว่าจะรักและซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันตลอดไปนั้นกลายเป็นความว่างเปล่านางค่อยถอนตัวออกมาก็ยังได้ อย่างน้อยก็ลองให้โอกาสแก่ความรักของตนเองดูสักครั้ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็เงียบไปเป็นเวลานาน จากนั้นก็พูดออกมาว่า“แน่นอนว่าข้าเองก็อยากจะไปกับท่านพ่อท่านแม่เพื่อตอบแทนพระคุณ เพียงแต่…ท่านพ่อท่านแม่ ลุงอวิ๋นเองก็เป็นคนจิตใจดี ท่านแม่ทัพกงจื้อก็เป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในเมื่อพวกเขาจัดการทุกอย่างไว้ให้หมดแล้วเช่นนั้นก็พาพวกพี่ใหญ่กับพี่รองไปเถอะข้าได้ยินมาว่าทางใต้เขาสวยน้ำใส อากาศอบอุ่นและมีหลายคนไปตั้งถิ่นฐานที่นั่นด้วย! ข้ากับอันเกอเอ๋อร์จะติดตามท่านแม่ทัพกงจื้อไปก่อนอย่างน้อยก็ยังมีอาจารย์ของข้าคอยดูแลอยู่ข้างๆ วันหน้าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาพวกเราสองแม่ลูกค่อยกลับไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ก็ยังไม่สาย!”
แม่นางหลี่ว์ได้ฟังแล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยถึงแม้ปากจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ในใจนางก็ยังคงหวังว่าลูกสาวและหลานชายจะไปกับพวกเขาด้วย
ในฐานะฮูหยินนางไม่ได้นึกถึงหลักการอะไรมากมายนางแค่รู้ว่าลูกสาวตัวน้อยของนางน่าสงสารมากพออยู่แล้ว มีลูกทั้งๆที่ยังไม่ทันได้แต่งงาน ต่อไปไม่รู้ว่าจะต้องลำบากขนาดไหน นางในฐานะที่เป็นแม่ตราบใดที่นางมีความสามารถอยู่นางก็จะเอาลูกสาวมาปกป้องไว้ข้างกาย และช่วยกันลมฝนให้อยู่ข้างนอกเท่านั้น
แม่นางหลี่ว์หันไปมองสามีของนางและตะโกนออกมาว่า “พ่อเฒ่าจะไม่พูดอะไรสักหน่อยหรือ?”
ผู้อาวุโสติงเงยหน้าขึ้นมองสองแม่ลูกแล้วก็ถามออกมาว่า “ลูกสาว เจ้าตัดสินใจแล้วใช่ไหม?”
ติงเหว่ยพลันรู้สึกคัดจมูกเหมือนกับจะร้องไห้ขึ้นมานางถือว่าผู้อาวุโสทั้งสองคนนี้เป็นพ่อแม่นางจริงๆ ไหนเลยจะตัดใจแยกจากกันได้ทว่าความจริงก็เป็นเช่นนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประนีประนอม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านโปรดวางใจ ลูกจะดูแลตนเองและอันเกอเอ๋อร์ให้ดี รอจนแผ่นดินสงบสุขแล้วลูกจะต้องพาอันเกอเอ๋อร์ไปเยี่ยมพวกท่านอย่างแน่นอน”นางจับมือที่หยาบกร้านและเหี่ยวแห้งของพ่อแม่เอาไว้จากนั้นก็สะอึกสะอื้นจนเกือบจะพูดไม่ออก
แม่นางหลี่ว์เองก็หลั่งน้ำตาออกมาและรีบดึงลูกสาวไปกอดไว้ในอ้อมแขนของนาง
ผู้อาวุโสติงถอนหายใจออกมาและก็ไม่ได้บังคับลูกสาว “เจ้าเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตนเองงั้นก็ทำตามใจเจ้าเถอะ!”
“พ่อเฒ่า!” แม่นางหลี่ว์ตะโกนออกมาทว่าก็มีบางคำพูดที่ไม่สามารถพูดออกมาต่อหน้าลูกสาวได้
นางถลึงตามองด้วยความโมโหจากนั้นก็จับมือของลูกสาวเอาไว้ และพยายามเกลี้ยกล่อมโดยไม่ยอมแพ้ “เหว่ยเอ๋อร์แม่รู้ว่าเจ้ายึดมันถือมั่นในศีลธรรมและน้ำใจไมตรีในตอนที่เจ้ายอมเข้าไปทำงานในจวนสกุลอวิ๋น พวกเขาเองก็ให้เงินเจ้าแล้ววันนี้ก็ยังเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้กับครอบครัวของพวกเราอีก แต่ว่าแม่ไม่อยากให้เจ้าเสียสละตนเองเพื่อครอบครัวของเรา!ข้าเป็นฮูหยินที่ไม่รู้หนังสือและไม่เข้าใจหลักการอะไรมากมายแล้วก็ไม่สนใจว่าท่านแม่ทัพกงจื้อจะบาดเจ็บสาหัสสักแค่ไหนถึงจำเป็นต้องให้เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บ
ข้ารู้เพียงแต่ว่าเจ้าเป็นลูกสาวแท้ๆ ที่ข้าให้กำเนิดมาหากพวกเราทั้งครอบครัวไปหลบภัยแล้วจะไม่ยอมทิ้งเจ้ากับอันเกอเอ๋อร์เอาไว้อย่างแน่นอน!หากเจ้ารู้สึกผิดต่อสกุลอวิ๋นกับท่านแม่ทัพกงจื้องั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ไปบอกว่าไม่ต้องการบ้านและร้านค้าของพวกเขา และไม่ต้องการให้พวกเขาไปส่งพวกเราสามารถลงใต้ไปด้วยตนเอง พ่อกับแม่ก็พอมีเงินอยู่บ้างยังไงก็ไม่อดตาย…”
แม่นางหลี่ว์ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆแรงที่นางใช้จับมือติงเหว่ยก็แรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
แต่ติงเหว่ยกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อยความรักอันร้อนแรงของหญิงชราที่มีต่อลูกนั้นทำให้รู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก
ริมฝีปากของนางขยับไปมาในขณะที่กำลังจะพูดอะไรน้ำตาก็ไหลออกมาไม่ขาดสาย
นางอดไม่ได้ที่จะกอดแม่นางหลี่ว์เอาไว้แน่นราวกับสาวน้อยที่ยังไม่โตอย่างไรอย่างนั้น นางถูๆ ไถๆ บนร่างกายของแม่
แล้วก็พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า“ท่านแม่ ท่านดีจริงๆ ท่านดีกับข้าจริงๆ!”
แม่นางหลี่ว์ลูบแผ่นหลังของนางและตบเบาๆจากนั้นก็ร้องไห้และด่าไปด้วยว่า “เจ้าลูกโง่ต่อให้เจ้าจะอายุหนึ่งร้อยปีเจ้าก็ยังเป็นลูกข้าอยู่ดีเป็นเนื้อหนังที่ออกมาจากร่างกายของข้า แม่จะไม่ดีกับเจ้าได้ยังไงกัน!”หลังจากพูดจบนางก็พูดต่อว่า “เจ้าอายุขนาดนี้แล้วยังทำตัวเหมือนเด็กๆ ไม่มีผิดให้อันเกอเอ๋อร์เห็นเกรงว่าจะต้องหัวเราะเจ้าแน่ๆ”
ติงเหว่ยรีบเช็ดน้ำตาและตำหนิออกมาว่า “เจ้าเด็กดื้อนั่นยังพูดไม่ได้สักหน่อย!”ถึงแม้นางจะพูดอย่างนี้แต่นางก็ยังไม่ยอมปีนลงมาจากตัวของแม่นาง
ผู้อาวุโสติงรอให้สองแม่ลูกพูดจบจากนั้นก็พูดออกมาว่า “สกุลอวิ๋นเองก็มีเจตนาดีเราไม่สามารถจะเปลี่ยนความหวังดีนี้ให้กลายเป็นเจตนาร้ายไปได้พวกเราก็ย้ายกันไปเถอะ!”
แม่นางหลี่ว์ก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่จากนั้นก็พูดใส่เขาไปหนึ่งประโยคว่า “เจ้าตัดใจทิ้งลูกสาวและหลานชายของเราได้อย่างนั้นหรือ!”
ผู้อาวุโสติงตกตะลึงไปครู่หนึ่งแต่เขาก็เพิกเฉยต่อคำพูดเหล่านี้ และพูดออกมาตรงๆ ว่า“พรุ่งนี้ข้าจะพาเหว่ยเอ๋อร์กลับไปส่ง”
คำพูดที่ไม่มีเหตุผลของเขาทำให้แม่นางหลี่ว์และติงเหว่ยสับสนเล็กน้อย
ผู้อาวุโสติงเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรจากนั้นก็พูดต่อว่า “เหมือนว่าข้าจะได้ยินเสียงต้าเป่าร้องไห้แล้วรีบไปดูเร็วเข้า”
ติงเหว่ยฟังอย่างตั้งใจและก็เป็นเสียงร้องไห้ของต้าเป่าจริงๆ นางรีบลงจากเตียงเตาและเดินออกไป
แม่นางหลี่ว์มองชายชราที่อยู่กินกันมายี่สิบกว่าปีแล้วใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสับสน “ทำไมท่านอยู่ๆถึงได้คิดจะส่งลูกสาวกลับไปเสียแล้วล่ะ?”
ผู้อาวุโสติงเองก็โบกมือแม่นางหลี่ว์ยังอยากจะถามต่อ แต่เขาก็ลุกขึ้นอย่างรำคาญ“เจ้าจะพูดมากมายขนาดนี้ไปทำไมกัน ยังไม่รีบไปเตรียมของอร่อยๆให้ลูกสาวกินอีก”
แม่นางหลี่ว์มองเขาอย่างโกรธๆแต่ก็ยังคงเปิดประตูและเดินออกไป…
……
วันนี้ทุกคนในครอบครัวรวมตัวกันคุยเรื่องสัพเพเหระและกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาดูแล้วก็สนุกสนานไม่น้อย แม่นางหลิวกับแม่นางหวังอาจถูกกำชับจากสามีของตนพวกนางก็เลยไม่กล้าพูดอะไรแปลกๆ ออกมาแม้แต่นิดเดียวดังนั้นครอบครัวสกุลติงวันนี้ก็สงบสุขและมีความสุขอย่างหาได้ยากยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้นติงเหว่ยตั้งใจทำโจ๊กฟักทองเอาไว้เป็นพิเศษช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่ฟักทองสุกงอมพอดีและเป็นผักที่ถูกที่สุด คนทั่วไปต่างก็ชอบกินบางครอบครัวที่อาหารเหลือไม่เพียงพอตอนนี้พวกเขาก็จะเอาฟักทองไปนึ่งเพื่อทำเป็นหมั่นโถวกินครอบครัวสกุลติงเองก็ใส่มันหวานและฟักทองลงไปในโจ๊กไม่เพียงแต่อิ่มท้องทั้งยังทำให้โจ๊กมีรสชาติหอมหวานอร่อยมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามวิธีการทำของติงเหว่ยนั้นไม่เหมือนของคนอื่น นางเอาหมูที่พี่รองตั้งใจเอากลับมาให้โดยเฉพาะมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆจากนั้นก็ใช้เครื่องปรุงประเทศต่างๆ ผสมกัน เอาเห็ดหอมกับผักที่ตากแห้งไว้มาต้มในน้ำเดือดสักครู่หนึ่งส่วนหมูก็เอาไปผัดในกระทะ ใส่เกลือ พริกไทยและเครื่องปรุงต่างๆ ลงไปแล้วก็เทใส่จานเพื่อเตรียมไว้ใช้ หลังจากนั้นก็ใช้ไฟแรงทำโจ๊กรอจนข้าวเริ่มเละก็ใส่ฟักทองที่นึ่งและบดเอาไว้แล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนระหว่างนี้ก็ใส่พุทราจีน มันเสา แล้วก็เห็ดหอมที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเอาไว้ต้มไว้ครึ่งชั่วยามแล้วก็ดับไฟ จากนั้นเอาผักใส่ลงไป แล้วนำเนื้อที่ถูกหั่นไว้อย่างละเอียดใส่ลงไปในโจ๊กฟักทองใส่เกลือและน้ำมันงาลงไป รอให้เดือดสักครู่หนึ่งแล้วก็สามารถกินได้เลย