กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 26 ผลไม้กับยาพิษ

         ภายในห้องของฟาร์ฮาน แอเรียสกำลังจ้องมองฟาร์ฮานที่กำลังยืนเหม่อมองไปด้านนอกคล้ายกำลังนึกคิดสิ่งใดอยู่  เขาเองก็สงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่  ไม่แน่ว่าบางทีฟาร์ฮานอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่ามีเขากำลังยืนรออยู่ตรงนี้

     

         “ เฮ้ออออ  แอเรียสข้าอยากจะขอให้เจ้าปล่อยวางเรื่องนี้จะได้รึไม่  พวกมันเองก็ได้รับบทลงโทษอย่างสาสมแล้ว  ข้าอยากจะให้เรื่องทั้งหมดสิ้นสุดในวันนี้ “

     

         ในที่สุดฟาร์ฮานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่  เขาหันมาจ้องหน้าแอเรียสด้วยใบหน้าเศร้าหมอง คำร้องขอของฟาร์ฮานเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของแอเรียสอยู่ไม่น้อย  เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำร้องเช่นนี้ออกมาจากปากของฟาร์ฮานเลยแม้แต่น้อย

     

         “ท่านจะกลัวไปทำไมท่านปู่  ถึงแม้ข้าจะโกรธแค้นพวกมันแล้วข้าจะไปทำสิ่งใดได้เล่า..? ข้าก็เพียงแค่คนไร้ค่าคนหนึ่งของตระกูลจะไปต่อกรกับนักเวทเช่นพวกมันได้อย่างไร“

     

         แอเรียสยักไหล่แล้วกล่าวคำพูดตัดพ้อออกมาคล้ายกับผู้จนปัญญาจะทำสิ่งใด

     

         “ ไม่ใช่ว่าเจ้าใช้พลังเวทได้หรอกรึแอเรียส“

     

         ฟาร์ฮานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  แต่ยามที่เขาจ้องมองมายังแอเรียสราวกับว่าสายตาของเขามองดูแอเรียสได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ดูเหมือนแอเรียสจะประเมินผู้นำแห่งตระกูลสการ์เชียต่ำไปเล็กน้อย

     

         “ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าใช้พลังเวทได้“

     

         ในเมื่ออีกฝ่ายรู้อยู่แล้วเขาจึงไม่มีเรื่องอะไรจะต้องปิดบังอีกต่อไป เพียงแต่เขาสงสัยว่าเหตุใดฟาร์ฮานจึงล่วงรู้ได้ว่าเขาใช้พลังเวทได้  บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา  หรือไม่แน่ก็คงจะเป็นเพราะพ่อและแม่ของเขา

     

         “ ไอเวทยังไงล่ะ  แต่เดิมไอเวทคล้ายกับปฏิเสธตัวตนของเจ้าอยู่ตลอดเวลา  พวกมันล่องลอยผ่านไปโดยไม่ไหลผ่านเข้าไปในตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อยคล้ายกับพวกมันจะกันเจ้าออกจากโลกใบนี้  แต่วันนี้ข้ากลับเห็นไอเวทมันไหลผ่านเข้าไปในตัวเจ้าเฉกเช่นผู้คนทั่วไปไม่ได้หลบเลี่ยงตัวเจ้าเช่นในอดีต“

     

         ฟาร์ฮานเอ่ยอธิบาย  แอเรียสในวันนี้ดูไม่คล้ายกับแอเรียสผู้อ่อนแอในวันวานเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่มีเพียงแต่รูปร่างของเขาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป  ความฉลาด ไหวพริบ และความสงบเยือกเย็นของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันทำให้ฟาร์ฮานอดไม่ได้ที่จะจ้องมองหลานชายของตนด้วยความพินิจ  จนเขาบังเอิญสังเกตเห็นกระแสของไอเวทที่อยู่รอบร่างของแอเรียสที่มันเปลี่ยนไปจึงทำให้เขารู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังปิดบังความลับบางอย่างเอาไว้

     

         “ เป็นเรื่องที่ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ดูเหมือนข้าจะไม่สามารถปกปิดความลับไว้ต่อหน้าท่านได้จริงๆ  ความจริงแล้วข้าคิดจะเก็บเอาไว้ให้ท่านตกใจเล่นเมื่อถึงวันประลองซะหน่อย“

     

          แอเรียสยกยิ้มขึ้นพร้อมเอ่ยออก  แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเล็กๆออกมา วันนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องราวผิดพลาดของเขาเต็มไปหมด โดยเฉพาะความลับเรื่องความแค้นระหว่างเขาและลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนของเขา  เมื่อมีผู้ล่วงรู้ความลับแล้วยิ่งจะทำให้เขาลงมือสังหารพวกมันยากขึ้น แต่ถึงอย่างไรเขาเป็นผู้ไร้พลังเวทในตระกูลหากลงมือสังหารพวกมันด้วยความเงียบเชียบย่อมไม่มีผู้ใดสงสัยเขาเป็นแน่  แต่ดูเหมือนเขาก็จะทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว  เห็นทีเขาคงต้องวางแผนใหม่ทั้งหมด

     

         “ เจ้าว่ายังไงนะ  เจ้าจะเข้าร่วมงานประลอง ?  ตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับใดกันแอเรียส“

     

          ฟาร์ฮานขมวดคิ้วจ้องมองแอเรียสด้วยความแปลกใจ เดิมทีเขาคิดว่าแอเรียสน่าจะพึ่งเข้าสู่ระดับสัมผัสเวทขั้นต้นเท่านั้น ตามที่เขาคาดเดาเอาไว้พลังของแอเรียสน่าจะตื่นขึ้นหลังจากที่เขาผ่านเรื่องเฉียดเป็นเฉียดตายมาได้ ตั้งแต่แอเรียสฟื้นขึ้นมาเขาก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของแอเรียสอยู่ทุกครั้ง แต่หากแอเรียสเริ่มเข้าสู่เส้นทางของนักเวทเมื่อเกือบสองเดือนก่อนมากที่สุดระดับของเขาก็คงไม่เกินไปกว่าระดับสัมผัสเวทขั้นที่ห้า  นั่นคือสิ่งที่ฟาร์ฮานคิดเอาไว้  แต่พอได้ฟังคำพูดของแอเรียสทำให้เขาเริ่มคิดว่าสิ่งที่เขาคาดเดาอาจจะผิดพลาดไป 

     

         “ ข้าอยู่เพียงระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หนึ่ง“ 

     

         แอเรียสพร้อมปลดปล่อยพลังเวทภายในร่างออกมา พลังเวทระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาทันที  ฟาร์ฮานสามารถสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน

     

         “ นี่มัน…“

     

         ฟาร์ฮานมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความตกตะลึง นี่เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของเขาไปมากนัก  ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเดือนจากผู้ไร้พลังเวทสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หนึ่ง พรสวรรค์ของเด็กหนุ่มตรงหน้าช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก  เด็กหนุ่มเบื้องหน้าของเขาคล้ายกับหลุมลึกที่ไม่อาจจะหยั่งถึงได้โดยง่าย พรสรรค์เช่นนี้ไม่ต้องคิดเลยว่าหากเขาเริ่มฝึกฝนตั้งแต่อายุสิบสองปีในเวลานี้เขาจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากเพียงใด

     

         “ มีอะไรน่าตกใจอย่างนั้นรึท่านปู่“

     

        เมื่อเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของฟาร์ฮานที่กำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยท่าทีแปลกๆจึงทำให้แอเรียสอดไม่ได้เอ่ยถาม

       

         “ เจ้าเริ่มใช้พลังเวทได้หลังจากที่เจ้าฟื้นขึ้นมาใช่หรือไม่“

     

         ฟาร์ฮานเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อยืนยันข้อสงสัย

     

         “ ใช่ท่านปู่ ท่านถามข้าทำไมรึ “

     

         แอเรียสกล่าวตอบ แม้จะพอคาดเดาคำตอบนี้ได้อยู่แล้วแต่ฟาร์ฮานก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับคำตอบของแอเรียสอีกครั้ง  ความรวดเร็วในการบ่มเพาะพลังเวทเช่นนี้คืออะไรกัน 

     

         “ ท่านเป็นอะไรรึเปล่าท่านปู่“

     

         ตั้งแต่แอเรียสเข้ามาในห้องเขาก็เห็นฟาร์ฮานทำท่าทางเหม่อลอยและนิ่งเงียบอยู่หลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันหลังจากฟังคำตอบของแอเรียสแล้วฟาร์ฮานก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่  แอเรียสเองก็ไม่รู้ว่าปู่ของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ในหัวกันแน่

     

         “ช่างข้าเถอะ  แต่เรื่องที่เจ้าจะลงประลองข้าว่ามันยังเร็วเกินไป“

     

         ฟาร์ฮานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง  เขามีความคิดเช่นเดียวกับมาเรีย ระดับของแอเรียสยังอ่อนแอเกินไปที่จะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ได้ พรสวรรค์ของแอเรียสย่อมทำให้เขากลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งในอนาคตได้แน่หากอนาคตของเขาต้องถูกทำลายลงเพราะการประลองเช่นนี้นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง  การประลองย่อมมีการบาดเจ็บหรือร้ายแรงสุดก็อาจจะถึงตาย  นักเวทที่อ่อนแอย่อมไม่อาจจะยืนหยัดต่อสู้กับผู้อื่นได้ แม้แอเรียสจะมีพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงแต่ตอนนี้เขาคล้ายกับลูกมังกรที่พึ่งฟักออกจากไข่เท่านั้นเขายังไม่อาจจะต่อกรกับปักษาที่แข็งแกร่งได้  อีกทั้งประสบการณ์การต่อสู้ของเขาก็ยังอ่อนด้อยจนเกินไป หากเข้าร่วมการประลองย่อมรังแต่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

     

        ความจริงแล้วเมื่อรู้ว่าแอเรียสกลายเป็นนักเวทภายในใจของฟาร์ฮานเองก็ปรากฏความตื่นเต้นยินดีอยู่ไม่น้อย  อย่างน้อยตระกูลสการ์เชียก็มีทายาทที่มีอนาคตกันรุ่งโรจน์เพิ่มมาอีกหนึ่งคน  และเขาเองก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคตของแอเรียสอีกต่อไป

     

         “ เรื่องนี้ท่านแม่เองก็บอกเช่นเดียวกับท่าน แต่หากข้าผ่านเงื่อนไขที่ท่านพ่อกำหนดไว้พวกท่านก็อนุญาตให้ข้าเข้าร่วมการประลองได้“

     

         แอเรียสตอบกลับไปโดยหาได้สนใจคำทัดทานของฟาร์ฮานไม่  การประลองนี้มีสิ่งสนใจที่ทำให้เขาเข้าร่วมอยู่  สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่รางวัลอย่างเกราะเพลิงนิลหรือรางวัลอื่นๆ  สิ่งที่เขาสนใจคือดินแดนภูตสวรรค์ แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันคือสถานที่แบบใดแต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษและความน่าสนใจของมัน  ไม่แน่ว่าบางทีเขาอาจจะโชคดีได้พบเจอกับภูตสักตนก็เป็นได้ 

     

         “ เงื่อนไขอะไร? “

     

         ฟาร์ฮานเอ่นถามด้วยความสงสัย  เขาอยากรู้ว่าเงื่อนไขอะไรกันแน่ที่อัลเบิร์ตกำหนดให้แก่แอเรียส

     

         “ ท่านพ่อกล่าวว่าหากข้าสามารถเข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สองได้ก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นท่านก็จะอนุญาตให้ข้าเข้าร่วมการประลองได้  ว่าแต่..ท่านมีเรื่องที่จะถามข้าเพียงแค่นี้ใช่หรือไม่  หากเป็นเช่นนั้นข้าเองจะได้ขอตัวก่อน “

     

         แอเรียสตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ภายในใจของเขารู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ไม่น้อยที่จะต้องมาตอบคำถามมากมายเช่นนี้  เขาเตรียมตัวที่จะหันหลังจากไป

     

         “ เจ้าจะรีบไปไหนของเจ้า  เจ้าไม่รู้รึยังไงว่าการเดินหนีผู้ใหญ่ทั้งๆที่ยังสนทนาไม่จบเช่นนี้เป็นการเสียมารยาท“

     

         ฟาร์ฮานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ  นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่แอเรียสทำกิริยาเช่นนี้  แอเรียสที่กำลังจะก้าวเดินออกจากห้องจึงจำต้องหยุดลงแล้วหันกลับมามองยังฟาร์ฮาน

     

         “ เรื่องที่ข้าขอร้องเจ้าไป  เจ้าทำมันได้หรือไม่  ข้าอยากให้เจ้าปล่อยวางความแค้นนั่นซะ  ถึงอย่างไรพวกมันก็นับเป็นลูกพี่ลูกน้องเจ้า“

     

        ยามที่เอ่ยถึงเรื่องนี้น้ำเสียงของฟาร์ฮานก็กลายเป็นอ่อนลงไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนเก่า  ภายในใจรู้สึกหนักอึ้งอยู่ไม่น้อย  แม้ระดับของแอเรียสจะดูอ่อนด้อยกว่ามาเชลและดาเนสอย่างเทียบไม่ติดแต่เขาก็มีลางสังหรณ์ว่าในอนาคตแอเรียสอาจจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่ทั้งสองไม่อาจจะเทียบได้แม้เพียงเงา  เขาไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นวันนี้อีกครั้ง

     

         “ หากมีผู้ใดหยิบยื่นความตายให้แก่ท่าน  ท่านจะตอบแทนมันด้วยผลไม้หรือยาพิษ “

     

          แอเรียสตอบกลับเพียงประโยคสั้นๆก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินจากไป  คำพูดของแอเรียสทำให้ฟาร์ฮานไร้ซึ่งคำพูดที่จะกล่าวตอบ  คำถามที่ก่อขึ้นในจิตใจหากเป็นเขาเองจะทำเช่นไร

     

         “ รับนี่ไปซะสิ  อย่างน้อยมันก็คงมีประโยชน์กับเจ้า “

     

        คำพูดของฟาร์ฮานทำให้แอเรียสต้องหันหน้ากลับมามองเขาอีกครั้ง  แหวนมิติวงหนึ่งกำลังลอยมาอยู่เบื้องหน้าเขา  ทันทีที่ตรวจสอบดูเขาก็พบว่ามีผลึกเวทอยู่เป็นจำนวนมาก  เม็ดยาอีกนับสิบ  และยังมีอุปกรณ์เวทอีกหลายชิ้นอยู่ในนั้น

     

         “ นี่คือ? “

     

         แอเรียสเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

     

         “ มันเป็นของเจ้า..ข้ารู้ว่าเจ้าจำเป็นต้องใช้มัน  รับมันไปเถอะ “

     

         ฟาร์ฮานยกยิ้ม สายตามองมายังแอเรียสด้วยความเมตตา นี่เป็นสายตาที่เขาไม่เคยเห็นมันมาเนิ่นนานแล้ว

     

          “ ขอบคุณท่านปู่“

     

         แอเรียสกล่าวขอบคุณออกมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอย่างแท้จริง  นี่คงเป็นคำขอบคุณที่เขากล่าวกับฟาร์ฮานอย่างจริงใจมากที่สุดตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา เขารับแหวนวงนั้นไว้ก่อนจะค่อยๆเดินออกจากห้องนั้นไป